อ.ประสิทธิ์ คงทรัพย์ /ร.ร. สิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย

Author Archive

อบเชย

ชื่อเครื่องยา อบเชย
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา
ได้จาก เปลือกต้นชั้นใน
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา อบเชย
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) อบเชยต้น มหาปราบ เซียด ฝักดาบ พญาปราบ ฮักแกง สุรามริด โมง โมงหอม เคียด กะทังหัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum spp.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Lauraceae

ชื่อวิทยาศาสตร์         Cinnamomum  spp.
1. อบเชยเทศ  หรือ  อบเชยลังกา  (Cinnamomum  verum J. Presl.) มีชื่อพ้อง  Cinnamomum zeylanicum  Nees.
2. อบเชยไทย   (Cinnamomum  bejolghotha (Buch-Ham.)Sweet หรือได้จาก Cinnamomum iners  Reinw. Ex Blume.
3. อบเชยญวน  (Cinnamomum  loureirii  Nees.)
4. อบเชยจีน  (Cinnamomum  aromaticum  Nees, C. cassia Blume.)
5. อบเชยชวา  (Cinnamomum  burmannii  (Nees.) Blume.)

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
อบเชยเป็นเครื่องยา และเครื่องเทศ ที่ได้จากการขูดเอาเปลือกชั้นนอกออกให้หมด  แล้วลอกเปลือกชั้นในออกจากแก่นลำต้น โดยใช้มีดกรีดตามยาวของกิ่ง แล้วรวบรวมนำไปผึ่งที่ร่มสลับกับการนำออกตากแดดประมาณ 5 วัน  ขณะตากใช้มือม้วนขอบทั้งสองข้างเข้าหากัน  จนเปลือกแห้งจึงมัดรวมกัน เปลือกอบเชยที่ดีจะมีสีน้ำตาลอ่อน(สีสนิม) มีความตรงและบางสม่ำเสมอ ยาวประมาณ 1 เมตร มีกลิ่นหอมเฉพาะ รสสุขุม เผ็ด หวานเล็กน้อย

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ข้อกำหนดของอบเชยเทศ ตาม WHO กำหนด คือ ปริมาณสิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% w/w  ปริมาณเถ้ารวมไม่เกิน 6% w/w  ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด ไม่เกิน 4.0% w/w  ปริมาณสารสกัดด้วยเอทานอล (90%) ไม่น้อยกว่า 14-16% w/w  ปริมาณน้ำมันระเหยง่าย ไม่น้อยกว่า 1.2% v/w

สรรพคุณ:
ตำรายาไทย: น้ำต้มเปลือกต้น ดื่มแก้ตับอักเสบ อาหารไม่ย่อย แก้ท้องเสีย ลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ ขับพยาธิ มีสรรพคุณบำรุงดวงจิต  แก้อ่อนเพลีย  ชูกำลัง  ขับผายลม  บำรุงธาตุ  แก้บิด  แก้ลมอัณฑพฤกษ์   แก้ไข้สันนิบาต   ใช้ปรุงเป็นยานัตถุ์แก้ปวดหัว รับประทานแก้เบื่ออาหาร  แก้จุกเสียด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย  แก้ไอ  แก้ไข้หวัด  ลำไส้อักเสบ  ท้องเสียในเด็ก  อาการหวัด  ปวดปะจำเดือน แก้อ่อนเพลีย  คลื่นไส้อาเจียน  แก้ปวดประจำเดือน  ห้ามเลือด บดเป็นผงโรยแผลกามโรค สมานแผล
อบเชยมีการนำมาใช้ในพิกัดยาไทย คือ “พิกัดตรีธาตุ” ประกอบด้วย กระวาน ดอกจันทน์ และอบเชย เป็นยาแก้ธาตุพิการ แก้ลม แก้เสมหะ แก้ไข้  “พิกัดตรีทิพย์รส” คือการจำกัดจำนวนของที่มีรสดี 3 อย่าง คือโกฐกระดูก เนื้อไม้ และอบเชยไทย มีสรรพคุณบำรุงธาตุ บำรุงกระดูก บำรุงตับปอดให้เป็นปกติ แก้ลมในกองเสมหะ บำรุงโลหิต “พิกัดจตุวาตะผล” คือการจำกัดจำนวนตัวยาแก้ลม ประกอบด้วยผล 4 อย่าง คือ เหง้าขิงแห้ง กระลำพัก อบเชยเทศ และโกฐหัวบัว มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้พรรดึก แก้ตรีสมุฏฐาน ขับผายลม บำรุงธาตุ แก้ลมกองริดสีดวง “พิกัดทศกุลาผล” คือการจำกัดจำนวนตัวยาตระกูลเดียวกัน 10 อย่าง มีชะเอมทั้ง 2 (ชะเอมไทย ชะเอมเทศ) ลูกผักชีทั้ง 2 (ผักชีล้อม ผักชีลา) อบเชยทั้ง 2 (อบเชยไทย อบเชยเทศ) ลำพันทั้ง 2 (ลำพันแดง ลำพันขาว) ลูกเร่วทั้ง 2 (เร่วน้อย เร่วใหญ่) มีสรรพคุณ แก้ไข้เพื่อดีและเสมหะ ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ บำรุงปอด แก้รัตตะปิตตะโรค แก้ลมอัมพฤกษ์ อัมพาต บำรุงกำลัง บำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น แก้ไข้

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
ไม่มีข้อมูล

องค์ประกอบทางเคมี:
น้ำมันหอมระเหยที่เป็นองค์ประกอบหลักคือ cinnamaldehyde ประมาณ 51-76% พบ eugenol เล็กน้อยประมาณ 5-18%

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา แก้ปวดและต้านอักเสบ ต้านออกซิเดชั่น ต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว ลดความดัน ลดการหดเกร็งของหลอดลม ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่ และกระเพาะอาหาร ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นในหนู ลดน้ำตาลและไขมันในเลือดหนู มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

การศึกษาทางคลินิก:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางพิษวิทยา:
การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเปลือกอบเชยญวณด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 926 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ26_201303181532202. 1413181682

ยาดำ

ชื่อเครื่องยา ยาดำ
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา
ได้จาก เคี่ยวน้ำยางสีเหลืองจากใบ
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา ว่านหางจระเข้
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) ว่านหางตะเข้ ว่านไฟไหม้
ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe spp., Aloe vera (L.) Burm.f., Aloe barbardensis Mill., Aloe ferox Mill., Aloe perryi Baker
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Asphoderaceae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา
ยาดำเป็นยางที่แข็งเป็นก้อน มีสีแดงน้ำตาลจนถึงดำ เปราะ ผิวมัน ทึบแสง รสขมเหม็นเบื่อ ชวนคลื่นไส้อาเจียน กลิ่นฉุน ยาดำได้จากการตัดใบว่านหางจระเข้บริเวณส่วนโคนใบที่อยู่ใกล้กับผิวดิน จะมีน้ำยางสีเหลืองที่อยู่ระหว่างผิวนอกของใบกับวุ้น ไหลออกมา รวบรวมน้ำยางสีเหลืองใส่ภาชนะ นำน้ำยางสีเหลืองที่รวบรวมได้ไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ จนข้นเหนียว แล้วผึ่งแดดให้แห้ง จะแข็งกลายเป็นก้อนสีดำ

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ไม่มีข้อมูล

สรรพคุณ:
แก้โรคท้องผูก โดยกระตุ้นลำไส้และทางเดินอาหารให้บีบตัว ใช้เป็นยาแทรกในยาระบายหลายตำรับ จนกระทั่งมีคำพังเพยว่า “แทรกเป็นยาดำ” หมายถึงแทรกหรือปนอยู่ทั่วไป เป็นยาถ่าย ถ่ายลมเบื้องสูงลงสู่เบื้องต่ำ กัดฟอกเสมหะและโลหิต ถ่ายพิษไข้ ถ่ายพยาธิตัวตืด ไส้เดือน ขับน้ำดี มีฤทธิ์ไซร้ท้อง ฝนกับเหล้าขาวทาหัวฝี ทาแก้ฟกบวม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
ใช้เป็นยาถ่าย ยาดำขนาด 0.25 กรัม เท่ากับ 250 มิลลิกรัม (ขนาดรับประทานเท่า 1 เมล็ดถั่วเขียว) ยานี้ทำให้เกิดอาการไซ้ท้องได้ เพราะยาจะบีบลำไส้อย่างมาก

องค์ประกอบทางเคมี:
มีสารกลุ่มแอนทราควิโนน หลายชนิด เช่น aloin, barbaloin (aloe-emodin)

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางคลินิก:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางพิษวิทยา:
ห้ามรับประทานมากเกินไป จะทำให้ท้องเสีย และปวดท้องอย่างรุนแรง เพราะลำไส้บิดเกร็งตัว อ่อนเพลีย ไตอักเสบ และมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆได้ หญิงมีครรภ์ห้ามรับประทานเพราะทำให้แท้งได้

ค้นหาข้อมูลพืชที่ให้เครื่องยา: www.phargarden.com5ff188a37ca75a8db52c43e0ccfdb7cd 1291590581

กระชาย

ชื่อเครื่องยา กระชาย
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา
ได้จาก เหง้า และราก
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา กระชาย
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) หัวละแอน ขิงแดง ขิงทราย ขิงกระชาย กะแอน ระแอน ว่านพระอาทิตย์
ชื่อวิทยาศาสตร์ Boesenbergia pandurata Holtt.
ชื่อพ้อง Boesenbergia rotunda (Linn.) Mansf., Kaempferia pandurata Roxb., Gastrochilus panduratum (Roxb.)Ridl.
ชื่อวงศ์ Zingiberaceae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
เหง้าสั้น(เรียก “กระโปกกระชาย”) มีรากสด แตกออกจากเหง้าเป็นกระจุกจำนวนมาก อวบน้ำ ตรงกลางพองกว่าส่วนหัวและท้าย รูปทรงกระบอก ปลายเรียวแหลม (เรียก “นมกระชาย”) กว้าง 1-2 ซม. ยาว 4-10 ซม. ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีรสเผ็ดร้อน ขม กลิ่นหอมฉุน

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:

น้ำมันหอมระเหยจากเหง้าและราก เป็นของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นเฉพาะตัว
สรรพคุณ:
ตำรายาไทย: เหง้า  ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด แก้ปวดมวนท้อง ขับลม ช่วยให้กระเพาะ และลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น แก้โรคอันเกิดในปาก แก้มุตกิด แก้ลมอันบังเกิดแต่กองหทัยวาต แก้ปากเปื่อย ปากแห้ง ปากแตกเป็นแผล แก้ปวดมวนในท้อง แก้บิดมูกเลือด แก้ปวดเบ่ง รักษาลำไส้ใหญ่อักเสบ บำรุงกำลัง ช่วยเจริญอาหาร ขับระดูขาว แก้ใจสั่น ราก(นมกระชาย) แก้กามตายด้าน ทำให้กระชุ่มกระชวย บำรุงความกำหนัด มีสรรพคุณคล้ายโสม หมอโบราณเรียกว่า “โสมไทย” หัวและราก ขับปัสสาวะ แก้กระษัย เบาเหลือง แดง เจ็บปวดบั้นเอว บำรุงกำหนัด บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง แก้ใจสั่นหวิว ขับปัสสาวะ หัวใช้เผาไฟฝนรับประทานกับน้ำปูนใส เป็นยาแก้บิด แก้โรคบังเกิดในปาก แก้มุตะกิต
ตำรายาแผนโบราณของไทย: มีการใช้กระชายใน “พิกัดตรีกาลพิษ” คือการจำกัดจำนวนตัวยาแก้พิษตามกาลเวลา 3 อย่าง มีรากกะเพราแดง เหง้าข่า และหัวกระชาย สรรพคุณบำรุงธาตุ บำรุงความกำหนัด แก้ไข้สันนิบาต แก้เลือด เสมหะ แก้กามตายด้าน
ตำรายาพื้นบ้านนครราชสีมา: ใช้เหง้า แก้โรคบิด โดยนำเหง้าย่างไฟให้สุกแล้วโขลกให้ละเอียดผสมกับน้ำปูนใส รับประทานทั้งน้ำและเนื้อ ครั้งละครึ่งแก้ว เช้า เย็น และใช้เหง้าแก้กลากเกลื้อน โดยนำเหง้ามาโขลกให้ละเอียดผสมกับเหล้าโรงทาบริเวณที่เป็นแผล
ตำรายาพื้นบ้านล้านนา: ใช้เหง้า รักษาโรคทางดินปัสสาวะอักเสบ กลากเกลื้อน ท้องอืดเฟ้อ
รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
1.แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด และปวดท้อง

ใช้เหง้า หรือรากประมาณครึ่งกำมือ(น้ำหนักสด 5-10 กรัม แห้ง 3-5 กรัม) ทุบพอแตกต้มกับน้ำพอเดือด ดื่มแต่น้ำ หรือปรุงอาหารรับประทาน
2.แก้บิด (ปวดเบ่งและมีมูกหรืออาจมีเลือดด้วย)
ใช้เหง้าหรือหัวสดครั้งละ 2 หัว (ประมาณ 15 กรัม) ย่างไฟพอสุก ตำกับน้ำปูนใส คั้นเอาน้ำดื่ม
องค์ประกอบทางเคมี:
พบน้ำมันระเหยง่าย 0.08% ประกอบด้วย 1,8 cineol, boesenbergin A, dl-pinostrobin, camphor, cardamonin, panduratin นอกจากนี้ยังพบสาร flavonoid และ chromene เช่น, 6- dihydroxy – 4 – methoxychalcone, pinostrobin, pinocembin
การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ลดการเคลื่อนไหวลำไส้เล็กของหนูขาว ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดีกว่าราและยีสต์ ฆ่าเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคที่ผิวหนัง และในปากได้ดีพอควร
การศึกษาทางคลินิก:

ไม่มีข้อมูล
การศึกษาทางพิษวิทยา:
ไม่พบพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักร

Krachai_2 กระชาย ๑

ลมปะกัง

ลมปะกัง

นิยาม

  • โรคลมชนิดหนี่ง (บางครั้งเรียก ลมตะกัง) มีอาการปวดหัวเวลาเช้าๆ

“.ลมปะกัง เกิดโทษให้ปวดเศียร เป็นพ้นเพียรอสุริยะศรี  ตามืดมัวอัคคี ชักปากเบี้ยว เจ็บสันหลัง บางเพื่อกำเดาปน  ลมระคนโทษทุวัง  กลายเป็นลมปะกัง  พิการรุม ตัวร้อน นอนวิงเวียน ซึ่งหน้าตา บางทีหนาโทษสังหรณ์ สันนิบาตกำเริบร้อน กลับไข้สุดกำลัง”

  • ลมที่เกิดจากหน้าผากข้างขวาลงมาถึงหมวกโสต (ใบหู) ทำให้มีอาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้าง
  • โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ บางตำราว่ามักเป็นเวลาเช้า ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น  ตาพร่า วิงเวียน อาเจียน ลมตะกัง หรือสันนิบาตลมปะกัง ก็เรียก

ลักษณะอาการ

  • ปวดศีรษะไม่แน่นอน บางคนปวดตอนเช้า (สูรย์ทกลา) พลบค่ำ (จันทกลา)อาการปวดศีรษะ น้ำตาไหล อาจมีอาการปวดบ่า  ปวดหลัง อาการเสียวหน้า ตากระตุก อาจมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้าง

ก็ได้ ถ้าไม่รักษาอาจมีอาการปากเบี้ยว

  • มีอาการปวดศีรษะ บางว่าปวดข้างเดียวเหมือนไข้สันนิบาตกะกัง

สมุฏฐานวินิจฉัย

  • การแพทย์แผนปัจจุบัน

เทียบเคียงแล้ว ลมปะกัง ใกล้เคียงกับอาการของโรคไมเกรน  (อาการหลักคือ  ปวดศีรษะข้างเดียว คลื่นไส้ อาเจียน  และกลัวแส่งสว่าง ผู้เป็นไมเกรนจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบเพิ่มขึ้น

  • การแพทย์แผนไทย

๒.๑ ธาตุสมุฏฐาน

๒.๒ เส้นประธานสิบ  เส้นอิทา ปิงคลา  สหัสรังสี  ทวารี เป็นเหตุ เกิดจากลมจันทกลา ที่เส้นอิทากำเริบ  หรือ ลมสุรกลา ในเส้นปิงคลากำเริบ

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

๑. การซักประวัติ

๑.๑  อายุ อาชีพ  พฤติกรรมการกินอาหาร  และการใช้ชีวิตประจำวัน  ครอบครัว ประวัติความเจ็บป่วย ในอดีต  ความเครียด

๑.๒  ลักษณะการปวดแบบต่างๆ  ช่วงเวลาที่มีอาการ หรือช่วงเวลาที่อาการกำเริบ

๑.๓  การรักษาที่ทำมาก่อนจะพบหรือตรวจ ผลของการรักษาเป็นอย่างไร

๑.๔ ประวัติตามสมุฏฐานวินิจฉัย

๒. การตรวจร่างกาย

๒.๑  ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เมื่อไม่มีอาการ จึงต้องซักประวัติเป็นหลัก ให้ตรวจการเคลื่อนไหวของคอ  การเกร็งขอกล้ามเนื้อคอ

๒.๒  ถ้าตรวจขณะมีอาการ  จะพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการลืมตาไม่ขึ้น  หน้าแดง  น้ำตาไหล กล้ามเนื้อคอและไหล่มีการเกร็งตัว

การรักษา

๑.แผนการรักษา

๑.๑ ให้นอนพักในที่มืด สงบ  ไม่มีเสียงดัง

๑.๒ ให้กินยารักษาลมปะกัง

๑.๓ การนวดรักษาเพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะส่วนคอและหลัง

๑.๔ การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร  การฝึกฤาษีดัดตน  การฝึกการลดความเครียด การฝึกสมาธิ

๒. การนวดบำบัด

๒.๑ นวดเส้นสิบ แนวเส้นอิทา   ปิงคลา  กาลทารี  และอาจตามด้วยการประคบลูกประคบสมุนไพร บริเวณคอ บ่า ไหล่  หลัง

๒.๒ นวดบำบัด อาการปวดคอ ศีรษะ

๒.๓ ให้ผู้ป่วยนวดตัวเอง โดย นวดหน้า  กดหัวคิ้ว กดจุดใต้คิ้วหรือรอบขอบตาบน   แต่ละจุดนับ ๑-๑๐ ตาล่างเหนี่ยวลง  กดจุอุณาโลม  และจุดเหนือจุดอุณาโลม  ๓ นิ้วมือ กดจุดกลางคิ้ว ซ้าย-ขวา  นับ ๑-๑๐

นวดให้เกิดความรู้สึกไปที่หน้าผาก  ขอบตาบน ใช้ปลายนิ้วก้อยดันขึ้น จุดตาล่างใช้ปลายนิ้วก้อยดึงลงมา

การประเมินผล

อาการปวดศีรษะและอาการอื่นๆ ลดลงหรือหายเป็นปกติ   ความถี่ในเป็นหรือมีอาการน้อยลง ความโกรธ  ความหงุดหงิด ความระแวง ความอิจฉา

การออกกำลังสม่ำเสมอ นอนหลับเป็นเวลาและเพียงพอmigraine-content-3

ลมจำปราบ (ลมปราบ)

ลมจำปราบ (ลมปราบ)

นิยาม

  • โรคลมชนิดหนึ่ง ทำให้มีอาการเหมือนถูกพิษงู เมื่อเริ่มต้นจับจะดิ้นเสือกตัวไปมา แล้วชัก  หลังแอ่น ไปถึงสะโพก ตัวเย็น  ขนกลับตั้งขึ้นเบื้องบน   คอแข็ง คางแข็ง ถ้าไม่รู้วิธีแก้ เส้นโลหิตจะแตกทุกขุมขน”
  • ลมจำปราบ เป็นโรคทางโบราณ ถือว่ามาจากลมเพลมพัด หรือถูกของ และเป็นโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ พบได้ที่กล้ามเนื้อแขน  ขา  และ กล้ามเนื้อสันหลัง
  • ลมปราบ เป็นโรคประสาทและกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง  มักเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหน้าอก  สันหลัง   ผู้ป่วยมักมีอาการ บวม แดง ร้อน  และเจ็บเสียวแปลบ   ต่อมามีอาการชา และแขนขาลีบ
  • ลมจำปราบ เป็นโรคชนิดหนึ่ง มักเป็นในเด็ก ผู้ป่วยจะมีอาการชัก  หลังแอ่น  ตัวเย็น  ขนลุก ผิวดำคล้ำ  เลือดออกตามรูขุมขน   ถ้ารักษาไม่ทันอาจตายได้   ดังนั้นในคัมภีร์ ประถมจินดา  กล่าวว่า “ ยังลักขณะลมอันหนึ่งชื่อว่า ลมจำปราบ ร้ายนักกระทำพิศม์ดุจพิศม์งู  เมื่อจะจับนั้นให้ดิ้นเสือกไปก่อนแล้วจึงชักหลังแอ่นไปถึงตะโพกและให้ตัวเย็นขนกลับขึ้นเบื้องบน  ถ้ามิรู้แก้ตายทันใจแลโลหิตแตกทุกเส้นโลมา”
  • ลมจำปราบ เป็นโรคชนิดหนึ่ง มักเกิดในเด็กอายุไม่เกิน ๕ ปี มีอาการกล้ามเนื้อบวม แดง ร้อน เมื่อหายบวม กล้ามเนื้อจะหย่อน คลายตัว กล้ามเนื้อจะเหลว  อ่อนแรง มักจะเกิดกับกล้ามเนื้อแขน ขา มักจะเป็นซีกเดียว

ลมจำปราบ (ปราบ) ตอนที่ ๒

ลักษณะอาการ ลมปราบ   ชัก หลังแอ่น ไปถึงสะโพก   ตัวเย็น  ขนกลับเบื้องบน   คอแข็ง คางแข็ง  บวม แดง ร้อน และเจ็บเสียวแปลบ ต่อมามีอาการชา และแขนขาลีบ

สมุฏฐานวินิจฉัย

  • การแพทย์แผนปัจจุบัน เทียบเคียงแล้ว   ลมจำปราบใกล้เคียงกับการติดเชื้อในสมอง ทำให้เกิดอาการชักเกร็ง   และมีการทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนขา  ลมจำปราบ ในเด็กน่าจะใกล้เคียงกับโรคบาดทะยักในเด็ก แต่อาจหมายถึงอาการชัก จากการติดเชื้อในสมองและไขสันหลัง ในเด็กได้อีกด้วย
  • การแพทย์แผนไทย

๒.๑  ธาตุสมุฏฐาน    ลมจำปราบ มีสาเหตุจากการเป็น ซางโจร  (ซางที่ก่อให้เกิด

JE_0041

ลมลำบอง

ลมลำบอง

นิยาม

  • มีอาการคล้ายลมจับโปง มีอาการอักเสบเมื่อฝี ปวดข้อต่อ กระดูก

ลำบอง หมายถึง  ๑.๑ การอักเสบแดง ร้อน เช่น ลำบองฝี คือการอักเสบเมื่อเป็นฝี

๑.๒   โรคปวดที่ข้อต่อกระดูก

  • ละบอง โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอากรปวด บวม ตามข้อต่อต่างๆ อาจเกิดได้กับทุกข้อของร่างกาย ภายในข้อที่บวมจะมีน้ำเป็นเมือกข้น  ดังตามคัมภีร์ตักศิลา ตอนหนึ่งว่า”  เป็นปัฏฆาตสดุ้ง ไม่รู้ถึงโรค ศรีสัณวรรณนั้นดูพิกาลแล้วปล่อยให้ปล่อยปิงประคบเท้า ยาร้อนกอกลมขับโลหิต  ให้หมดนวดคนไข้นั้นไม่สูเจ็บนักเที่ยวเดินมิได้  บวมตามข้อตามเกลียวปัฏฆาต ถ้าแพทย์ไม่รู้ถึงโรคทำพิศม์จะตายด้วยกาลหมู่นี้ “   ลมลำบอง ก็เรียก
  • เป็นโรคในตระกูลโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดตามข้อต่างๆ  โดยมักจะเกิดกับข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ  ข้อนิ้วเท้า ทำให้นิ้วแข็งเป็นไม้กระบอง มีอาการปวดตามข้อ บวม แดง ร้อน  มักเป็นที่นิ้วทั้งสิบนิ้ว  บางรายมีอาการกำมือแล้วเหยียดไม่ออก

   ลักษณะและอาการ

ปวดตามข้อต่อกระดูกโดยเฉพาะข้อนิ้วและข้อมือ  และมีลักษณะ ปวด บวม แดง ร้อน  กำมือแล้วเหยียดไม่ออก และอักเสบเมื่อเป็นฝี

สมุฏฐานวินิจฉัย

๑. การแพทย์ปัจจุบัน   เทียบเคียงแล้ว ลมลำบอง  ใกล้เคียงกับโรคข้ออักเสบ   ซึ่งอาจเป็นจากการติดเชื้อ หรือเป็น รูมาตอยด์ เกาต์  ซึ่งอาจรุนแรงกว่าข้อเข่าเสื่อม

๒. การแพทย์แผนไทย

วินิจฉัยตาม ธาตุสมุฏฐาน   และ เกิดจากเส้นประธานสิบ   เส้นกาลทารี    ถ้าลมลำบอง มีพิษมาก็จะกระทบกับ เส้นสุมนา และ สหัสรังสี

การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย

๑. การซักประวัติ      อายุ เพศ  ประวัติการเจ็บป่วย ในปัจจุบันและอดีต   ลักษณะอาการที่ปวด  บริเวณที่ปวด

๒. การตรวจร่างกาย    วัดไข้    ดู คลำ และสัมผัส บริเวณที่มีอาการ  ว่ามี ปวด บวม แดง ร้อน   ตรวจการเคลื่อนไหวของข้อ

         การรักษา

๑. แผนการรักษา

๑.๑ ต้องวินิจฉัยโรคให้ชัดเจนว่า  เป็นการติดเชื้อข้อต่ออักเสบ จากรูมาตอยด์ หรือมีสาเหตุมากจากอื่นๆ    เพราะการรักษาจะแตกต่างกัน ในกรณีที่เป็นฝีอักเสบในข้อ ควรรักษาฝีหรือการอักเสบให้หายก่อน  ถ้ามีลักษณะอาการ ปวด บวม แดง ร้อน มากให้ใช้สมุนไพร รสเย็น ประคบ หรือทาพอก เพื่อดูพิษร้อนออก สมุนไพรที่นิยมใช้ได้แก่    ใบคว่ำตายหงายเป็น ตำพอก บริเวณที่เป็นลำบอง  หรือน้ำแข็งห่อผ้าประคบ จะลดการอักเสบได้ดี

๑.๒ การนวดบำบัด เพื่อการรักษาข้อที่ติดขัด ควรอยู่ในระยะที่ไม่บวม แดง ร้อน มากแล้ว หลักการนวดบำบัด ควรนวดแนวเส้นใกล้เคียงก่อน เพื่อส่งเลือดและถ่ายเลือดเสียออกจากบริเวณที่เป็น  ระวังการนวดที่บริเวณที่มีอาการโดยตรง  เทคนิคการนวดต้องนวดด้วยความระมัดระวัง อย่าให้แรงเกินไป ควรเริ่มจากเบาๆไปก่อน และสังเกตอาการหลังการรักษา

การประเมินผล

อาการปวด บวม แดง ร้อนลดลง    การเคลื่อนไหวของข้อดีขึ้น

ข้อห้าม  ข้อควรระวัง  และคำแนะนำ

  • งดของแสลง ได้แก่  ข้าวเหนียว  หน่อไม้ดอง  แตงกวา   ยอดผัก
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้อาการกำเริบ ลดการใช้ข้อที่มีอาการในระยะที่มีการอักเสบมาก  แต่เมื่ออาการทุเลาลง ให้เริ่มบริหารข้อต่อที่มีอาการ เริ่มจากน้อยไปหามาก เพื่อป้องข้อติดแข็ง จากการที่ข้ออยู่นิ่งนานเกินไป

 arthritisgout

ลมจับโปง

rama_280914_3-660x330 (1)

Woman having leg injury

Woman having leg injury

นิยาม

  • ลมที่ทำให้ บวม แดง และปวดที่ข้อเท้า ข้อเข่า
  • ลมจับโปง เป็นโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดได้กับทุกข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหว มักเกิดกับข้อใหญ่ๆ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อสะโพก  ทำให้ข้อต่อหลวม  มีน้ำในข้อ ขัดในข้อ  นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบไม่ได้  อาจเป็นทีละข้อหรือสองข้อก็ได้
  • ลมจะโปงสะคริว หมายถึง ลมที่ทำให้เสียดเข่า
  • จับโปง เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้มีอาการปวดบวมตามข้อ มีน้ำใสในข้อ โดยเฉพาะข้อเข่า และข้อเท้า แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด จับโปงน้ำ จับโปงแห้ง  ตามคัมภีร์ตักศิลา ตอนหนึ่งว่า “ถ้าแลให้เจบทั่วสรรพางค์แลให้ท้องแข็งเปนดานให้แก้รอบนะดือ ชื่อว่าลมอันตคุณก็ว่า  ถ้าแลให้เสียดเข่า ชื่อว่า ลมจะโปงสะคริวก็ว่า “  จะโปง ลมจับโปง หรือลมจะโปงก็เรียก”

หมายเหตุ   ตามคัมภีร์การนวดไทยดั้งเดิมนั้น ไม่มีการแยกลมจับโปงเป็น จับโปงน้ำและจับโปงแห้ง  เข้าใจว่ามีการแยกในภายหลังโดยการแพทย์แผนไทยประยุกต์เพื่อระบุอาการที่บวมกับไม่บวม

ลักษณะและอาการ    ลมจับโปง  คือ ปวด บวม ขัด ที่ข้อเข่า และข้อเท้า โดยเป็นที่ข้อเข่ามากกว่าข้อเท้า

สมุฏฐานวินิจฉัย

  • การแพทย์แผนปัจจุบัน เทียบเคียงแล้ว ลมจับโปงมีลักษณะและอาการใกล้เคียงกับการอักเสบของข้อต่อต่างๆซึ่งมีสาเหตุมาจากการเสื่อม การอักเสบที่ไม่รุนแรง
  • การแพทย์แผนไทย

๒.๑ ธาตุสมุฏฐาน

๒.๒ เส้นประธานสิบ  เส้นอิทา ปิงคลา  สหัสรังสี  และทวารี ติดขัด

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

  • การซักประวัติ

๑.๑  อายุ ประวัติการเกิดอุบัติเหตุ ระยะเวลาที่เป็น ช่วงเวลาที่มีอาการปวด

๑.๒ ลักษณะการปวด แบบต่างๆ

๑.๓ การซักประวัติตามสมุฏฐานวินิจฉัย

๒. การตรวจร่างกาย

การดูและสังเกต

๒.๑ ท่าทางการเดิน โครงสร้างของส่วนขา และเข่า หรือข้อที่อาการ

๒.๒ ลักษณะการบวม  สี  ความร้อน-เย็นบริเวณที่มีอาการ

๒.๓ การลีบของกล้ามเนื้อรอบบริเวณเข่า หรือข้อเท้าที่มีอาการ

การคลำและสัมผัส

สัมผัสโดยใช้หลังมือว่ามีความร้อนกว่าปกติหรือร้อนกว่าบริเวณข้างเคียงหรือไม่

การตรวจการเคลื่อนไหวของข้อนั้นๆ ว่าผิดปกติหรือไม่

การรักษา

๑.แผนการรักษา

๑.๑  การประคบข้อที่มีอาการด้วยลูกประคบสมุนไพร (กรณี  ที่ข้อไม่มีอาการร้อนหรือ บวม แดง) เพื่อให้ความร้อนจากลูกประคบคลายการอักเสบ  ของกล้ามเนื้อรอบข้อ  ถ้าข้อมีลักษณะ ปวด บวม แดง ร้อน แสดงว่าอยู่ในระยะอักเสบรุนแรง  ควรใช้ความเย็น จากน้ำแข็ง หรือเจลเย็น ประคบบริเวณที่มีอาการก่อน  และดูจนกว่า อาการบริเวณข้อจะคลายความร้อนลง  และควรหลีกเลี่ยงการนวดที่รุณแรงในระยะนี้ อาจให้มีการพักการใช้งานของข้อ  เพื่อทำให้อาการอักเสบนั้นหายเร็วขึ้น

๑.๒ การนวดบำบัด  ในกรณีที่เป็นข้อเข่า  ให้นวดตามแนวเส้น สหัสรังสี  ทวารี และกาลทารี

๑.๓ ในกรณีทีเป็นที่ข้อเท้า  ให้นวดตามแนวเส้นสหัสรังสี  ทวารี และกาลทารี เพื่อให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบๆข้อ

๒. การนวดรักษา

๒.๑  ให้ประคบบริเวณข้อเข่า ที่มีอาการด้วยสมุนไพร (กรณีที่ ข้อไม่มีอาการ แดง ร้อน)

๒.๒  ให้นวดตามแนวเส้นสหัสรังสี (ตามแนวเส้นต้นขาด้านนอก ๑ โดยตำแหน่งที่นวด จุดเหนือสะบ้า ๒ นิ้วมือ จุดก่อนถึงสะโพก ๓ นิ้วมือ  ) โดยนวดเข้าหาเข่า หรือนวดออกจากเข่า เมื่อนวดถึงจุดเหนือเข่า ๒ นิ้วมือ ให้เน้นการกดเข้าหาเข่า (ส่งแรงเข้าเข่า)

๒.๓ ให้นวดตามแนวเส้นขาด้านนอก ๒  (โดยตำแหน่งที่นวดจุดเหนือสะบ้า ๒ นิ้วมือ แต่ต่ำกว่าเส้นขาด้านนอก แนว ๑  ประมาณ ๑ นิ้วมือ จุดก่อนถึงสะโพก ๓ นิ้วมือ  โดยนวดจากล่างขึ้นบนหรือบนลงล่างตลอดแนว แต่ละจุดห่างกันประมาณ ๑นิ้วมือ)

๒.๔ นวดจุดเหนือข้อเข่าขึ้นไป ๔ นิ้วมือ ออกแรงกดเข้าหาเข่า

๒.๕ นวดรอบเข่า ๘ จุด ในท่านอนหงาย

๒.๖ ให้นวดตามแนวเส้นอิทา  ปิงคลา  โดยให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ แล้วนวดที่จุด ๑ เหนือข้อพับเข่า ๒ นิ้วมือ จุดที่ ๒ เหนือข้อพับเข่า ๔ นิ้วมือ แล้วมานวดจุดใต้ข้อพับเข่า  ๒ นิ้วมือ และจุดกึ่งกลางข้อพับเข่า ยกเว้น กรณีข้อเข่าบวม มีน้ำในข้อมากจะไม่นวดจุดกึ่งกลางเข่า

๒.๗ นวดเสริมบนจุดของเส้น รัตฆาต  ปัตฆาต  สันฑฆาต

การประเมินผลการรักษา

ประเมินจากอิริยาบถ ทั้ง ๔ เช่น  นั่ง ยืน เดิน นอน   ทิศทางการเคลื่อนไหวข้อ ความเจ็บปวดที่ลดลง

ข้อห้าม ข้อควรระวัง และคำแนะนำ

๑.ต้องระมัดระวังในการนวดผู้สูงอายุที่ภาวะกระดูกบาง ข้อผิดรูป  และบวมมากๆ

๒.งดของแสลง  ได้แก่  ข้าวเหนียว  หน่อไม้ดอง  แตงกวา  อาหารรสเย็น แอลกอฮอล์  เครื่องในสัตว์  ของหมักดอง สัตว์ปีก  ยอดผัก

๓.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้มีอาการกำเริบ เช่น ท่านั่งพับเพียบ  ท่านั่งขัดสมาธิที่นานเกินไป

๔.ท่าบริหาร   ฤาษีดัดตน แก้เข่าขัด

Tag Cloud

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.