อ.ประสิทธิ์ คงทรัพย์ /ร.ร. สิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย

Archive for November, 2015

กระดังงาไทย

ชื่อเครื่องยา กระดังงาไทย
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา กระดังงา
ได้จาก ดอกแก่จัด
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา กระดังงาไทย
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) กระดังงาใบใหญ่ กระดังงาใหญ่ กระดังงอ สะบันงาต้น สะบานงา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Canaga odorata (Lam.) Hook. F.& Thomson var. odorata
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Annonaceae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
ดอกแก่จัดสีเหลืองอมเขียว หรือสีเหลืองอ่อน เส้นผ่าศูนย์กลางดอก 4-6 เซนติเมตร กลีบดอก มี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบชั้นนอกรูปร่างแคบยาว ปลายเรียวแหลม ขอบหยักเป็นคลื่น กลีบดอกชั้นในสั้นและเล็กกว่าเล็กน้อย เกสรตัวผู้ และรังไข่มีจำนวนมาก เกสรรวมกันเป็นรูปกลมแป้นแบน ดอกแห้งมีสีน้ำตาลดำ ยาว 3-7 เซนติเมตร กว้าง 1-4 เซนติเมตร กลีบดอกจะหลุดออกจากกันเป็นชิ้นได้ง่าย ดอกรสสุขุม มีกลิ่นหอมเฉพาะ

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ไม่มีข้อมูล

สรรพคุณ:
ตำรายาไทย: น้ำมันดอกกระดังงา (ylang-ylang oil อิลาง-อิลาง) ใช้ปรุงน้ำหอม น้ำอบ ผสมยาหอม เครื่องสำอาง หรือยาอื่นๆ ใช้กลีบดอกลนไฟใช้อบน้ำให้หอม (น้ำดอกไม้) สำหรับใช้เป็นกระสายยา ดอกกระดังงามี มีสรรพคุณ แก้ลม ใช้ปรุงยาหอม บำรุงธาตุ บำรุงเลือด แก้อ่อนเพลีย ชูกำลัง แก้กระหายน้ำ ลดความดันโลหิต บำรุงหัวใจ แก้วิงเวียนศีรษะ แก้ไข้เนื่องจากโลหิตเป็นพิษ ดอกนำมาทอดกับน้ำมันมะพร้าวทำน้ำมันใส่ผม
ดอกกระดังงาจัดอยู่ในเครื่องยาไทยที่เรียกว่า “พิกัดเกสรทั้ง 7 (สัตตะเกสร)” คือจำกัดจำนวนเกสรดอกไม้ 7 อย่าง มี เกสรบัวหลวง ดอกพิกุล ดอกสารภี ดอกบุนนาค ดอกมะลิ ดอกจำปา และดอกกระดังงา มีสรรพคุณชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสมหะ และโลหิต แก้ไข้เพ้อกลุ้ม แก้ลมวิงเวียน แก้น้ำดี แก้ไข้ แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ทำให้เจริญอาหาร แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้โรคตา และจัดอยู่ใน “พิกัดเกสรทั้ง 9 (เนาวเกสร)”  มีดอกลำเจียก และดอกลำดวน เพิ่มเข้ามา มีสรรพคุณ แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ลม บำรุงหัวใจ ชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้พิษโลหิต
ดอกกระดังงา ปรากฏในตำรายาแผนโบราณ ชื่อคัมภีร์มหาโชติรัตน์ ยาชื่อมาลาสันนิบาต แก้ลมจุกคอ แก้แน่นหน้าอก แก้จุกเสียด แก้สะอึก ประกอบด้วยผลจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู ลำพัน การบูร ขิงแห้ง ผลสมอ น้ำประสานทอง เถาย่าน่าง ดอกกระดังงา อย่างละ 1 ส่วน เทียนทั้ง 5 ดีปลีเท่ายาทั้งหลาย บดละลายน้ำร้อน แทรกขิงกิน

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
ไม่มีข้อมูล

องค์ประกอบทางเคมี:
ดอกมีน้ำมันระเหยง่าย ประกอบด้วย benzyl acetate (25.1%), cresyl methyl ether (16.5%), linalool (13.6%), benzoic acid (8.7%), geranyl acetate (5.3%), benzyl benzoate (2.2%), caryophyllene (1.7%), pinene, benzyl alcohol, benzyl salicylate, geraniol, safrol, cadinene, eugenol, methyl isoeugenol, caryophyllene oxide, bergamotene, anethole, spathulenol, farnesol, linalool
การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา บำรุงหัวใจ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ต้านการอักเสบ ลดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร น้ำมันหอมระเหยจากดอกมีฤทธิ์ไล่แมลงบางชนิด
การศึกษาทางคลินิก:
ไม่มีข้อมูล
การศึกษาทางพิษวิทยา:
การใช้น้ำมันกระดังงาในความเข้มข้นสูงอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้  อาเจียน และปวดศีรษะได้

 

ค้นหาข้อมูลพืชที่ให้เครื่องยา : www.phargarden.com

Advertisements

หนาด

ชื่อเครื่องยา หนาด
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา
ได้จาก ใบ
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา หนาด
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) หนาด (จันทบุรี) คำพอง หนาดหลวง (เหนือ) ผักชีช้าง พิมเสน (กลาง) ใบหรม (ใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Blumea balsamifera (L.) DC.
ชื่อพ้อง Blumea grandis DC., Baccharis salvia Lour.
ชื่อวงศ์ Asteraceae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
ใบรูปวงรีแกมขอบขนาน ผิวใบทั้งสองด้านมีขนละเอียดหนาแน่น คล้ายเส้นไหม กว้าง 2-20 เซนติเมตร ยาว 8-40 เซนติเมตร ปลายใบ และโคนใบแหลม ขอบใบหยักแบบซี่ฟัน หรือฟันเลื่อย ใบมีกลิ่นหอมฉุน มีรสเมาร้อน

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ไม่มีข้อมูล

สรรพคุณ:
ตำรายาไทยและยาพื้นบ้าน: ใช้ ใบ มีกลิ่นหอมฉุน มีรสเมาร้อน แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นยาห้ามเลือด ยาเจริญอาหาร แก้โรคไขข้ออักเสบ เป็นยาบำรุงหลังคลอด แก้ไข้ ลดความดันโลหิต ขับพยาธิ ระงับประสาท ขับลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับเสมหะ แก้มุตกิด ใบและยอดอ่อน กลั่นด้วยไอน้ำ จะได้พิมเสนตกผลึกออกมา นำมาทำเป็นยากิน แก้ปวดท้อง ท้องร่วง หรือใช้ขับลม ใช้ภายนอกเป็นผงใส่บาดแผล แก้แผลอักเสบ แก้กลากเกลื้อน และแผลฟกช้ำ ใบและยอดอ่อน ต้มกินเป็นยาแก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ ปวดท้อง ขับเสมหะ แก้ริดสีดวงจมูก ขับลมในลำไส้ ขับพยาธิ แก้บิด บำรุงกำลัง หรือใช้ภายนอก บดเป็นผงผสมสุรา ใช้พอกหรือทาแผลฟกช้ำ ฝีบวมอักเสบ แผลฝีหนอง บาดแผลสด ห้ามเลือด แก้ปวดหลังเอว ปวดข้อ และแก้กลากเกลื้อน ใบสด หั่นเป็นฝอยเหมือนยาเส้น ตากแดดพอหมาดๆ มวนกับยาฉุน สูบ แก้ริดสีดวงจมูก (โรคติดเชื้อที่เกิดในจมูก ทำให้หายใจขัด มีฝีหนองในจมูก โพรงจมูกอักเสบ) ยาชงของ ใบ เป็นยาบำรุงธาตุ ขับลม ขับเหงื่อ ขับเสมหะ และระดู ใช้ผสมในน้ำอาบสมุนไพรหลังคลอด บำรุงผิวหนังให้ชุ่มชื้น แก้หิด สิ่งสกัดจาก ใบ ทำให้ความดันโลหิตต่ำ ขยายเส้นเลือด ขับปัสสาวะ ใช้ในเมื่อมีอาการตื่นเต้น นอนไม่หลับ ทั้งต้น รสเมาร้อนหอม แก้ไข้ แก้ลมแดด แก้เจ็บหน้าอก แก้ปวดท้อง แก้อหิวาตกโรค ขับพยาธิ ลดความดันเลือด ระงับประสาท
ยาพื้นบ้าน: ใช้ ใบ บดผสมกับต้นข่อย แก่นก้ามปู พิมเสน และการบูร มวนด้วยใบตองแห้งสูบ รักษาโรคหืด ในใบพบสาร cryptomeridion มีฤทธิ์ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ เช่น กล้ามเนื้อหลอดลม
หมอยาพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี: ใช้ ลำต้นและใบ เข้ายากับใบเปล้าใหญ่ และใบมะขาม ต้มน้ำอาบ แก้วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย
ยาพื้นบ้านนครราชสีมา: ใช้ ใบ รักษาโรคเรื้อน โดยตำใบให้ละเอียด ใส่ด่างทับทิมและน้ำพอประมาณ นำมาปิดบริเวณที่เป็นแผล
ประเทศจีน: ใช้ ใบ ขับลม ขับพยาธิ และทำให้แท้ง
การแพทย์แผนไทย: ใช้ ใบหนาด ในสูตรยาอบสมุนไพร มีสรรพคุณแก้โรคผิวหนังพุพอง น้ำเหลืองเสีย โดยตัวอย่างสมุนไพรแห้งที่ใช้ในการอบ ได้แก่ ยอดผักบุ้ง ใบมะกรูด ใบมะขาม ใบส้มป่อย ต้นตะไคร้ หัวไพล ใบพลับพลึง การบูร ขมิ้นชัน และใบหนาด เป็นสูตรยาอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพ มีสรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการวิงเวียนศีรษะ และช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต บำรุงผิวพรรณ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
ไม่มีข้อมูล

องค์ประกอบทางเคมี:
เมื่อกลั่นใบด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันระเหยง่าย ประกอบด้วย d-carvo-tanacetone 1-tetrahydrocarvone mixture ของ butyric isobutyric และ n-octanoic acids, 1-borneol 1,8-cineol อนุพันธ์ของ carvotanacetone 2 ชนิด diester ของ coniferyl alcohol อนุพันธ์ของ polyacetylenes และ thiophene campesterol stigmasterol sitosterol xanthoxylin erianthin สารฟลาโวนอยด์คือ 4’-methyl ether และ 4’, 7- dimethyl ether ของ dihydroquercetin สาร sesqiterpene ชื่อ cryptomeridion

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางคลินิก:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางพิษวิทยา:
ไม่มีข้อมูล

 

ค้นหาข้อมูลพืชที่ให้เครื่องยา : www.phargarden.com

ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง : www.thaiherbarium.com

หม่อน

ชื่อเครื่องยา หม่อน
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา
ได้จาก ใบ
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา หม่อน
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) มอน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Morus alba Linn.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Moraceae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
ใบ รูปไข่ หรือรูปไข่กว้าง ขอบเรียบหรือหยักเว้าเป็นพู ขึ้นกับพันธุ์ กว้าง 8-14 เซนติเมตร ยาว 12-16 เซนติเมตร ผิวใบสากคาย ปลายเรียวแหลมยาว ฐานใบกลม หรือรูปหัวใจ หรือค่อนข้างตัด ใบอ่อนขอบจักเป็นพูสองข้างไม่เท่ากัน ขอบพูจักเป็นซี่ฟัน เส้นใบมี 3 เส้น ออกจากโคนยาวไปถึงกลางใบ และเส้นใบออกจากเส้นกลางใบ 4 คู่ เส้นร่างแหเห็นชัดด้านล่าง ใบสีเขียวเข้ม  ผิวใบสากคาย ใบ มีรสจืดเย็น ฝาดและขมเล็กน้อย มีกลิ่นอ่อนๆ
ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ไม่มีข้อมูล

สรรพคุณ:
ยาพื้นบ้าน: ใช้ ใบ รสจืดเย็น เป็นยาขับเหงื่อ แก้ไข้ แก้ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำยาต้มใช้อมแก้เจ็บคอ และทำให้เนื้อเยื่อชุ่มชื้น แก้ไอ ระงับประสาท หรือต้มเอาน้ำล้างตา แก้ตาแดง แฉะ ฝ้าฟาง ใบแก่ ตากแห้งมวนสูบเหมือนบุหรี่ แก้ริดสีดวงจมูก ใบ แก้ไอ ระงับประสาท หรือต้มเอาน้ำล้างตา แก้ตาแดง แฉะฝ้าฟาง ใบ ใช้ทำชามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ใบ น้ำต้มและยาชง มีฤทธิ์เป็นยาชะล้าง ใช้ล้างตาแก้ตาอักเสบ ใบอังไฟและทาด้วยน้ำมันมะพร้าวใช้วางบนแผล หรือตำใช้ทาแก้แมลงกัด เป็นยาขับเหงื่อ แก้ไอ ยาหล่อลื่นภายนอก น้ำต้มใบใช้กลั้วคอแก้เจ็บคอ ใช้ล้างตา แก้อาการติดเชื้อ ผสมกับหอมหัวใหญ่เป็นยาพอก รักษาแผลจากการนอนกดทับ
ในจีน: ใช้ เปลือกราก กิ่งอ่อน ใบ ผล เป็นยาบำรุง แก้โรคเกี่ยวกับทรวงอก ขับปัสสาวะ แก้ไอ หืด วัณโรคปอด การสะสมน้ำในร่างกายผิดปกติ โรคปวดข้อ เปลือกต้น เป็นยาถ่าย และยาขับพยาธิ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
ใบ 5-9 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม แก้อาการปวดศีรษะ ตาลาย และเวียนศีรษะ

องค์ประกอบทางเคมี:
ใบ มี สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ได้แก่ rutin, quercetin, quercitrin, moracetin, morin, albafuran C, aromadendrin, astragalin, chalcomoracin, kaempferol, kuwanol, kuwanon  สารกลุ่มอัลคาลอยด์ ได้แก่ fagomine, nojirimycin, calystegin B-2, 1-deoxy ribitol, zeatin riboside  สารกลุ่มคูมาริน ได้แก่ bergapten, marmesin, scopoletin, umbelliferone สารกลุ่มลิกแนน ได้แก่ broussonin A, broussonin B

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ลดน้ำตาลในเลือด ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต บำรุงผิว กำจัดหอยทาก
ฤทธิ์ควบคุมภาวะเลือดมีน้ำตาลมากเกินหลังอาหาร

สารสกัดใบหม่อนด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ disaccharidase ในลำไส้เล็ก ทั้งในหนูแรทปกติและหนูเบาหวาน โดยทำให้การย่อยสลายน้ำตาลเชิงซ้อนช้าลง และการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง เป็นผลให้ระดับกลูโคสหลังอาหารลดต่ำลง ใกล้เคียงกับการให้ยามาตรฐาน

การศึกษาทางคลินิก:
ลดอาการปวดศีรษะ ตัวร้อน เป็นไข้ ไอ และเจ็บคอ

การศึกษาทางพิษวิทยา:
เมื่อฉีดสารสกัดใบหม่อน 10% เข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาด 60 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลาติดต่อกัน 21 วัน ไม่พบอาการพิษ และเมื่อให้ในขนาดสูงเกิน 250 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคน พบว่ามีพิษต่อตับ ไต และปอด สารสกัดใบหม่อน ไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ไม่ทำลายเม็ดเลือด และไม่ทำให้เกิดอาการแพ้

ค้นหาข้อมูลพืชที่ให้เครื่องยา : www.phargarden.com

ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง :            www.thaiherbarium.com1372993779-P1150073JP-o oc

เปลือกหอยแครง

ชื่อเครื่องยา หอยแครง
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา
ได้จาก เปลือกหอยแครง
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Anadara granosa Schenk et Reinhart.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Arcidae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
ไม่มีข้อมูลเป็นหอยปากคู่ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ลักษณะค่อนข้างกลม เปลือกหนา ด้านนอกของเปลือกเป็นเส้นโค้งด้านละ 20 สัน ด้านบนของสันจะสูงแล้วค่อนข้างลาดลงไปถึงฝาปิดเปิด โดยปกติเปลือกมีสีน้ำตาลอมดำ แต่ถ้าอยู่ที่น้ำตื้นและน้ำแห้ง ฝาด้านบนจะมีสีขาว เปลือกที่เผาแล้วมีรสเค็มกร่อย
กษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ไม่มีข้อมูล

สรรพคุณ:
เปลือก ขับลมในลำไส้ ล้างลำไส้ แก้กระษัย ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ บำรุงกระดูก เปลือกที่เผาแล้ว มีสรรพคุณ ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืดเฟ้อ
ตำรายาไทย: หอยแครง จัดอยู่ใน “พิกัดเนาวหอย” คือการจำกัดจำนวนเปลือกหอย 9 ชนิดที่ใช้ในการปรุงยา คือ เปลือกหอยกาบ เปลือกหอยขม เปลือกหอยแครง เปลือกหอยนางรม เปลือกหอยพิมพการัง เปลือกหอยตาวัว เปลือกหอยจุ๊บแจง เปลือกหอยมุก และเปลือกหอยสังข์หนาม สรรพคุณ หอยทั้งเก้า เอามาเผาไฟให้สุกดี จะได้ “ปูนหอย” ใช้เป็นยาแก้กรดในกระเพาะอาหาร ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดแน่นท้อง ทำให้มีลมผายและลมเรอ ล้างลำไส้  แก้กระษัย ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ บำรุงกระดูก
ในคัมภีร์กระษัย: กล่าวถึงโรคกระษัยที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของร่างกาย คือ “กระษัยล้น” เกิดเพราะน้ำเหลือง ให้ใช้กระดูกโคเผา หอยกาบเผา หอยแครงเผา หอยขมเผา หอยอีรมเผา หอยมือเสือ หอยพิมพการังเผา หอยนมนางเผา เบญจกูล สิ่งละ 1 ส่วน พริกไทย 25 ส่วน ทำเป็นผง บดทำแท่งไว้ สรรพคุณแก้กระษัยล้น ให้ธาตุปูน ลดกรดในกระเพาะอาหาร ขับลม แก้จุกเสียดแน่น บำรุงไฟธาตุ
ในคัมภีร์ธาตุวิภังค์: มียาแก้เส้นเอ็นกำเริบและพิการ ดังนี้ เอาเปลือกหอยโข่ง เปลือกหอยขม เปลือกหอยนางรม เปลือกหอยกาบ กาบหอยแครง กาบหอยตาวัว กาบหอยพิมพการัง หอยสังข์ หอยมุก กระดูกวัว กระดูกเสือ กระดูกแพะ กระดูกเลียงผา ยาทั้งหมดนี้เผาให้ไหม้ เอาสิ่งละ 1 ส่วน
นอกจากนี้ยังมีการใช้เปลือกหอยแครง ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ อีกหลายขนานเช่น รักษา “กระษัยปู” (ปวดท้องน้อยเป็นกำลัง) มีหอยแครงเป็นส่วนประกอบร่วมกับพืชวัตถุ และหอยชนิดอื่นๆอีก มีสรรพคุณขับพยาธิ ขับลม ฝาดสมาน รักษา “กระษัยจุก” มีหอยแครงเป็นส่วนประกอบร่วมกับพืชวัตถุ สัตว์วัตถุ และหอยชนิดอื่นๆอีก สรรพคุณ ขับลม ล้างลำไส้ ขับปัสสาวะ รักษา “กระษัยไฟ” มีหอยแครงเป็นส่วนประกอบร่วมกับพืชวัตถุ และหอยชนิดอื่นๆอีก มีสรรพคุณ แก้ไจ้ บำรุงกำลัง ขับลม ขับปัสสาวะ ล้างลำไส้ แก้ท้องร่วง สมานลำไส้
ในคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา: ยาแก้โทษสันทฆาตหรือภาวะอาการโลหิตจาง มีหอยแครง หอยขม หอยจุ๊บแจง ร่วมกับส่วนประกอบพืชวัตถุ ธาตุวัตถุอื่นๆ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
การปรุงยาจากเปลือกหอย ต้องทำการ “สะตุหอย” โดยการนำเปลือกหอยที่ใช้เป็นยามาใส่ในหม้อดินแล้วตั้งไฟ ตั้งไฟไปเรื่อยๆ จนเปลือกหอยสุกเป็นสีขาว เผาจนเป็นผง หรือนำมาตำให้ละเอียด แล้วร่อนเอาผงที่ละเอียดมาปรุงเป็นยา

องค์ประกอบทางเคมี:
ที่เปลือกมี Calcium carbonate (CaCO3) เปลือกที่เผาแล้วจะเกิดเป็น แคลเซียมออกไซด์ (CaO)

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางคลินิก:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางพิษวิทยา:
ไม่มีข้อมูลเปลือกหอยแครง1 64581bf90

อ้อยแดง

อเครื่องยา อ้อยแดง
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา อ้อยดำ
ได้จาก ลำต้น
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา อ้อยแดง
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) อ้อย อ้อยขม อ้อยแดง อ้อยตาแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Saccharum officinarum Linn.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Graminae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
ลำต้นแข็งแรง ต้นมีลักษณะคล้ายต้นอ้อยทั่วไป แต่จะมีสีม่วงแดง ถึงดำ มีไขสีขาวปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้าน ลำต้นกลมยาว เห็นข้อและปล้องชัดเจน แต่ละปล้องอาจยาวหรือสั้นก็ได้  ผิวเรียบ เปลือกสีแดงอมม่วง มีตาออกตามข้อ ลำต้นแข็งเป็นมัน เนื้ออ่อน ฉ่ำน้ำ เปลือกมีรสขม น้ำไม่ค่อยหวานแหลมเหมือนอ้อยธรรมดา มักมีรากอากาศอยู่ประปราย

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ไม่มีข้อมูล

สรรพคุณ:
ตำรายาไทย: ลำต้นทั้งสดหรือแห้ง ขับปัสสาวะ รักษาโรคนิ่ว อาการไอ แก้ไข้ คอแห้ง กระหายน้ำ แก่น ผสมกับแก่นปีบ หัวยาข้าวเย็น ต้มดื่มเป็นยาอายุวัฒนะ ยาฟอกเลือด แก้ช้ำบวม กินแก้เบาหวาน แก้ไอ ขับเสมหะ เปลือกต้น รสหวานขม แก้ตานขโมย แก้แผลเน่าเปื่อย แผลกดทับ ชานอ้อย รสจืดหวาน แก้แผลเรื้อรัง แก้ฝีอักเสบบวม ลำต้น น้ำอ้อย รสหวานขมชุ่ม แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้หืด ไอ แก้คลื่นไส้อาเจียน แก้ไข้สัมประชวน แก้ปัสสาวะพิการ แก้ไตพิการ แก้หนองใน ขับนิ่ว แก้ช้ำรั่ว แก้ท้องผูก บำรุงกระเพาะอาหาร แก้ขัดเบา บำรุงธาตุ แก้สะอึก แก้เมาค้าง ท้องผูก รักษานิ่ว บำรุงกำลัง ทำให้เจริญอาหาร เจริญธาตุ รักษาตามืดฟาง กำเดา อาการอ่อนเพลีย ผายธาตุ  ตา รสหวานขม แก้ตัวร้อน แก้พิษตานซาง บำรุงธาตุน้ำ บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ ราก ใช้รักษาไส้ใหญ่แตกพิการ ทำให้วิงเวียนหน้ามืดตาลาย ทำให้เจ็บหลังเจ็บเอว ท้องอืด บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต รักษาอาการอ่อนเพลีย และรักษาเลือดลม
ตำรายาพื้นบ้านนครราชสีมา: ใช้ ต้น รักษาแผลพุพอง รักษาโรคงูสวัด และขับปัสสาวะ โดยหั่นเป็นแผ่น ต้มรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา ก่อนอาหารเช้า เย็น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
ขับปัสสาวะ ใช้ลำต้นสด  1  กำมือ  สดหนัก  70-90  กรัม  แห้งหนัก  30-40  กรัม  หั่นเป็นชิ้นๆ ต้มกับน้ำแบ่งรับประทาน  3  ครั้ง  ก่อนอาหาร    ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร)

องค์ประกอบทางเคมี:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางคลินิก:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางพิษวิทยา:
ไม่มีข้อมูล

ค้นหาข้อมูลพืชที่ให้เครื่องยา : www.phargarden.combiodiversity-126722-4 ph123_04

หมามุ่ย

ชื่อเครื่องยา หมามุ่ย
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา
ได้จาก เมล็ด
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา หมามุ่ย
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) หมามุ้ย ตำแย หมาเหยือง กลออื้อแซ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Mucuna pruriens (L.) DC.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Legminosae-Papilionoideae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
เมล็ดแข็ง รูปรี แบน ผิวเมล็ดเรียบเกลี้ยง สีดำ เป็นมัน (ภายในฝัก มี 4-7 เมล็ด) ขนาดกว้าง 0.5 มม. ยาว 1.0 ซม. ขอบเมล็ดบริเวณที่ติดกับฝัก มีเนื้อเยื่อเป็นวงสีขาวโดยรอบบริเวณที่เมล็ดจะงอก กึ่งกลางเมล็ดด้านหนึ่งมีรอยบุ๋มลงไปตรงกลาง

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ไม่มีข้อมูล

สรรพคุณ:
ตำรายาไทย: เมล็ดปรุงเป็นยาแก้ไข้ ขับปัสสาวะ บำรุงประสาท รักษาโรคบุรุษ กระตุ้นกำหนัด เป็นยาฝาดสมาน

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
ไม่มีข้อมูล

องค์ประกอบทางเคมี:
L-dopa หรือ L-3,4- dihydroxyphenylalanine

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
สารสกัดทั้งต้นมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างและการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิ ช่วยให้ผู้ที่มีตัวอสุจิน้อยมีโอกาสมีลูกได้มากขึ้น น้ำต้มมีฤทธิ์ลดการอักเสบของต่อมลูกหมากในคน สาร L-dopa ที่พบในรากและเมล็ด ใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสัน มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลอง เอนไซม์ phenol oxidase ทีพบ สามารถนำมาใช้เตรียมอนุพันธ์ของสาร phenolic steroid ได้
การป้อนหนูแรทเพศผู้ด้วยสารสกัดเอทานอลเมล็ดหมามุ่ยที่ความเข้มข้น 200 มก./กก. ของน้ำหนักตัว วันละครั้ง เป็นเวลา 21 – 45 วัน สามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของหนูได้ กล่าวคือมีผลทำให้พฤติกรรมทางเพศของหนูเปลี่ยนไป โดยมีพฤติกรรมการจับคู่และการขึ้นคร่อมตัวเมียถี่ขึ้น และมีระยะเวลาในการเริ่มสอดใส่อวัยวะเพศครั้งแรกจนหลั่งน้ำเชื้อ (ejaculation latency, EL) เพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อนำผงบดของเมล็ดหมามุ่ยมาทดลองในหนูแรทเพศเมีย กลับมีผลทำให้พฤติกรรมทางเพศมีแนวโน้มลดลง กล่าวคือ มีพฤติกรรมการจับคู่กับหนูตัวผู้ลดลง และปฏิเสธการรับการผสมพันธุ์จากหนูตัวผู้ แสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมล็ดหมามุ่ยอาจให้ผลแตกต่างในระหว่างเพศชายและหญิง

การศึกษาทางคลินิก:
ในประเทศอินเดียกับอาสาสมัครเพศชายที่มีภาวะจำนวนสเปิร์มน้อย และสเปิร์มมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ โดยให้อาสาสมัครดื่มนมที่ผสมกับผงบดเมล็ดหมามุ่ยขนาด 5 กรัม วันละครั้ง เป็นเวลา 3 เดือน พบว่า ค่าความเข้มข้นของสเปิร์ม และการเคลื่อนไหวของสเปิร์มเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีค่าเกือบเทียบเท่ากับอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมล็ดหมามุ่ยมีประสิทธิภาพในการช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ เชื้อให้ดีขึ้นได้

การศึกษาทางพิษวิทยา:
ขนจากฝัก ทำให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างแรง ทำให้คันเป็นผื่นแดง ปวดและบวม
เมล็ดของหมามุ่ยจะมีสาร L-dopa หรือ L-3,4- dihydroxyphenylalanine อยู่ปริมาณสูง ซึ่งถูกนำมาผลิตเพื่อการค้าในการรักษาโรคพาร์กินสัน สาร L-dopa นี้ เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท dopamine ซึ่งมีผลต่อสมองส่วนต่างๆ ในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะการควบคุมการเคลื่อนไหว และยังมีผลทำให้ความดันโลหิตต่ำลง การรับประทานในปริมาณที่มากอาจมีผล     เสียต่อร่างกาย ดังนั้นจึงไม่ควรเก็บหมามุ่ยมารับประทานเอง จนกว่าจะได้รับการยืนยันถึงสายพันธุ์ที่ใช้ทดสอบ และมีการศึกษาถึงความเป็นพิษในคนที่แน่ชัด (ข้อมูลจาก สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 9 มค.55)

ค้นหาข้อมูลพืชที่ให้เครื่องยา : www.phargarden.com

ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง : www.thaiherbarium.comหมามุ่ย images

หัวร้อยรู

ชื่อเครื่องยา หัวร้อยรู
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา กระเช้าผีมด
ได้จาก หัว
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา หัวร้อยรู
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) ร้อยรู ปุ่มฟ้า ดาลูบูตาลิมา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hydnophytum formicarium Jack.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Rubiaceae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
เป็นพืชจำพวกหัว ที่อาศัยเกาะตามต้นไม้อื่น ต้นแก่มีหัวกลมโตขนาดเท่าลูกมะพร้าวห้าว ภายในหัวเป็นรูย้อนขึ้น ย้อนลง พรุนไปทั่ว เมื่อผ่าออกดู มักมีมดดำอาศัยอยู่เต็มหัว ต้องนำมาแช่น้ำทิ้งไว้จนกว่ามดจะออกไปหมด เนื้อนิ่ม สีน้ำตาลไหม้ มักขึ้นตามคาคบไม้ หัวมีรสเมา

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ไม่มีข้อมูล

สรรพคุณ:
ตำรายาไทย: หัวบำรุงหัวใจ ขับชีพจร ขับพยาธิ แก้พิษในข้อในกระดูก แก้พิษประดง แก้ข้อเข่าข้อเท้าบวม รักษามะเร็ง
หัวร้อยรู จัดอยู่ใน “พิกัดมหากาฬทั้ง 5” คือการจำกัดตัวยารักษากาฬ 5 อย่างมี หัวถั่วพู หัวกระเช้าผีมด หัวร้อยรู มหากาฬนกยูง มหากาฬใหญ่ สรรพคุณ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้พิษอักเสบ ช้ำบวม แก้พิษไข้ ไข้กาฬ ประดงผื่นคัน น้ำเหลืองเสีย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
ไม่มีข้อมูล

องค์ประกอบทางเคมี:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางคลินิก:
ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางพิษวิทยา:
ไม่มีข้อมูล

Thumbnails_IMG_3083_หัวร้อยรู หัวร้อยรู

Tag Cloud