อ.ประสิทธิ์ คงทรัพย์ /ร.ร. สิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย

ความหมาย  “ปัตฆาต”

๑. ปัตฆาต หมายถึงเส้นเอ็นที่อยู่ในร่างกายคู่ขนานไปกับหลอดเลือดบริเวณท้องน้อย และหน้าขา เป็นเส้นทีสำคัญ เมื่อกดเส้นนี้จะรู้สึกเต้นตุบๆ

๒. ลมปัตฆาต คือ การเจ็บขัดยอกตามสะบักข้องใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง พร้อมกัน เคลื่อนไหวไม่สะดวก เจ็บร้าวไปตามหน้าอก

ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย เป็นพรรดึก (ท้องผูกมาก ถ่ายเป็นขี้แพะ)ที่ท้อง

เวลาแก้ให้คลายที่ส้นเท้าและสันหลังตามแนวกระดูกทั้งสองข้างเส้นบั้นเอวบริเวณชายโครง”

๓. ลมปัตฆาฎ หมายถึง ลมที่พัดขึ้นให้สลักอก เสียดชายโครงดังจะขาดใจ

๔. ปัตฆาต หมายถึง เส้นที่มีจุดเริ่มต้นบริเวณเชิงกรานด้านหน้า แล่นถึงตาตุ่ม เส้นบนจะแล่นไปทางด้านหลังข้างกระดูกสันหลัง (ถัดออกจากเส้นรัตฆาต)ถึงบริเวณต้นคอท้ายทอยขึ้นศีรษะแล้วลงมาที่แขน เส้นที่อยู่ด้านขวาเรียก เส้นปัตฆาตขวา เส้นที่อยู่ด้านซ้ายเรียกว่า เส้นปัตฆาตซ้าย

ส่วนเส้นด้านล่างจะเริ่มจากบริเวณหน้าขา แล่นลงมาถึงตาตุ่มด้านใน เรียก ปัตฆาตใน ส่วนด้านนอกเริ่มจากบริเวณสะโพกแล่นลงมาถึงตาตุ่ม เรียก ปัตฆาตนอก

๕.ปัตฆาต หมายถึง โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเส้นปัตฆาต เคลื่อนไหวไม่สะดวก ดังคัมภีร์ แผนนวด ๒/๙๖ ตอนหนึ่ง “ ชื่อว่าลมปัตฆาฎ” ก็ว่า ผู้นั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิได้ก็ดี

ให้แก้เส้นเอนแลแก้เส้นหลังทั้ง ๒ แลแก้เส้นบั้นเอวทั้ง ๒ แล ชื่อลมแถกกลออมนั้น ให้แก้หัวเหน่าแลท้องแลรอบสะดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแลฯ ลมเนตนั้นครั้นจับให้บิดตัวดังพิศม์งูนั้น

ให้แก้หน้าแลหลังแลขาทั้งสองข้างคลายแล” ลมปัตฆาต ก็เรียก เขียนว่า ปัตคาด ปัฏฆาต ปัตตฆาฎ หรือ ปัตฆาฎ ก็มี

ลักษณะอาการ

เจ็บขัดยอก ตามสะบักข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างพร้อมกัน เคลื่อนไหวตัวลำบาก เจ็บร้าวไปที่หน้าอก คอ บ่า ไหล่ ปวดเมื่อยไปทั่วร่างกาย

อาการท้องผูกมาก ถ่ายเป็นก้อนคล้ายขี้แพะ

ลมปลายปัตฆาต   (ปัตคาด)  ในคัมภีร์การนวดไทยดั้งเดิม นั้นไม่มีชื่อ โรคลมปลายปัตฆาต  เข้าใจว่าเป็นการกำหนดขึ้นมาใหม่ โดยแพทย์แผนไทยประยุกต์  ซึ่งให้คำนิยาม “ลมปลายปัตฆาต”  คือ การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ลมปลายปัตฆาตส้นเท้า  ลมปลายปัตฆาตข้อศอก  ซึ่งการนวดไทยจะเรียกชื่อโรคเป็นอย่างอื่น ได้แก่  ลมจับโปงข้อเข่า (ลมจับโปงสะคริว) ลมขัง (รองช้ำ)  ลมขัดศอก(ข้อศอกเทนนิส) ดังนั้นการนวดไทยเดิม ไม่มีโรคลมปลายปัตฆาต

จากการศึกษาเทียบเคียงลักษณะและอาการของโรค ตรงกับ โรคที่ทางการแพทย์แผนตะวันตก เรียกคือ  myofacail pain syndrome   หรือโรคปวดกล้ามเนื้อพังผืดอักเสบเรื้อรัง  นั่นเอง

การรักษา โรคปัตฆาต ด้วยการแพทย์แผนไทย (ตอนที่ ๑)

การแพทย์แผนไทย

  • ธาตุสมุฏฐาน
  • เส้นประธานสิบ มีความผิดปกที่เส้นทวารี เป็นหลัก แต่อาจมีการประทบกับเส้นประธานสิบ อื่นร่วมด้วย เช่น อิทา ปิงคลา กาลทารี

การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย

การซักประวัติ

๑. อายุ ระยะเวลาที่มีอาการ  พฤติกรรมการกินอาหาร

๒. ลักษณะการปวด  ๖ หัวข้อ

๓.การซักประวัติ ตามสมุฏฐานวินิจฉัย

การตรวจร่างกาย

  • การดูและการสังเกต

๑.๑ ท่าทางการเดิน โครงสร้างของคอ หลัง  สะบัก

๑.๒. ลักษณะการบวม

๑.๓ มีการลีบของกล้ามเนื้อหลังส่วนบนหรือไม่

  • การคลำ และการสัมผัส และตรวจการเคลื่อนไหว

๒.๑ ตรวจการเคลื่อนไหว คอ และหลัง

๒.๒ ตรวจการเคลื่อนไหว ไหล่  สะบัก

๒.๓ การคลำ บริเวณ บ่า คอ หลัง ไหล่  ว่ามีลักษณะอาการแข็งเกร็ง  ร้อน   หรือไม่    มีจุดกดเจ็บหรือไม่ อย่างไร

แนวทางการรักษา

เนื่องจากมีการอักเสบของกล้ามเนื้อเรื้อรัง  หรืออาจมีการอักเสบแบบเฉียบพลันได้  จึงต้องรักษา ตามอาการ ที่ตรวจพบ ด้วยวิธีการ

๑. การอบประคบสมุนไพร เพื่อทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว

๒. การนวดรักษา

๓. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริหารร่างกาย

การฝึกลดความเครียด

การรักษา โรคปัตฆาต ด้วยการแพทย์แผนไทย (ตอนที่ ๒)

สมุฏฐานวินิจฉัย

  • การแพทย์แผนไทย

ธาตสมุฏฐาน

เส้นประธานสิบ  มีความผิดปกติที่เส้นทวารีเป็นหลัก แต่อาจมีการกระทบกระเทือนกับเส้นประธานสิบอื่นๆ เช่น อิทา ปิงคลา    และกาลทารี

การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย

  • การซักประวัติ

อายุ ระยะเวลาที่เป็น พฤติกรรมการกินอาหาร พฤติกรรมการก่อโรค

ลักษณะอาการปวด หรือพฤติกรรมของโรค

สมุฏฐานวินิจฉัย   ธาตุ อุตุ อายุ กาล

การตรวจร่างกาย

  • การดูและการสังเกต

ท่าการเดิน   โครงสร้างของคอ หลัง  สะบัก

ลักษณะอาการบวม

การลีบของกล้ามเนื้อหลังส่วนบนหรือไม่

๒. การคลำ และสัมผัส

ตรวจการเคลื่อนไหวของคอ หลัง

ตรวจการเคลื่อนไหว ของไหล่ และสะบัก

การรักษา

๑.แผนการรักษา

เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดจาก ระบบ กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง    แต่อาการที่ปวดเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันได้ จึงต้องรักษาอย่างเฉียบพลันหรือแบบเรื้อรังได้ด้วย

๑.๑ การอบ ประคบ สมุนไพร  เพื่อคลายกล้ามเนื้อ

ถ้าสังเกต และคลำสัมผัส พบว่ามีความร้อนมาก ก็ให้ใช้น้ำแข็ง หรือผ้าเย็นประคบบริเวณที่เป็นก่อน อย่าใช้ความร้อนรักษาในทันที   การใช้ความร้อนในการบำบัด ต้องตรวจพบว่า บริเวณที่มีอาการ มีอาการไม่ ปวด บวม แดง ร้อน

๑.๒ การนวดรักษา  ให้หลักการนวด แบบเดินสายกลาง ไม่หนักหรือเบาเกินไป

๑.๓ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อโรค (ได้ข้อมูลจากการซักประวัติ)

การนวดบำบัด

  • นวดตามแนว หลัง ๑ และ ๒
  • นวดโกยท้อง โดย เริ่มจากจุดท้องน้อยด้านขวา จากจุดหัวตะคากไปตามเข็มนาฬิกา ทิศทางนวด ให้เข้าหาสะดือ จนกว่าอาการเกร็งที่ท้องจะทุเลา หรือคลายลง ประมาณ ๓-๕ รอบ
  • กดจุดปัตฆาต ที่ท้องน้อยทั้ง๒ ข้าง
  • หากวิฉัจฉัยพบว่า เกิดจากลมอโธคมาวาตา (ลมพัดลง) เป็นเหตุ  ให้นวดจากกึ่งกลางสะบักมาหากระเบนเหน็บ แล้วนวดต่อไปที่ขา
  • หากวินิจฉัย พบว่าเกิดจากลมอุทธังคมาวาตา (ลมพัดลง) เป็นเหตุ  ให้นวดจากฝ่าเท้าถึงจุดกำด้น  (แก้ลมที่พัดขึ้น)  โดยนวดตามแนวเส้นอิทา ปิงคลา และให้นวดแนวเกลียวข้างตามแนวสันหลัง (อิทา)  โดยนวดขี้นไปจนถึงจุดท้ายที่จุดกลึ่งกลางสะบัก (จุดหทัยวาตะ) โดยกด ๑-๑๐  แล้วผ่อนคลาย   กดจุดปัตฆาต รัตฆาต และสันฑฆาต
  • นวดกดเปิดลมล่างบน (โดยเริ่มกดจุดข้างสะดือ ๑ นิ้วมือซ้ายและขวา ต่อไปกดจุดใต้สะดือ  ๒ นิ้วมือ โดยกดไปทางซ้าย  และกดลงไปทางขวา ต่อไปกดจุดเหนือสะดือ ๒นิ้วมือ โดยกดลงทางซ้าย ต่อไปใช้เนินฝ่ามือวางลงบนตำแหน่งสะดือแล้วกดนิ่งนาน ๓๐ วินาที

ข้อควรระวัง ในการนวดท้อง

ก่อนการนวดท้องทุกครั้ง ต้องตรวจและสังเกต โรคหลอดเลือดท้องโป่งพอง ( aortic aneurism)  ภาวะ เส้นเลือดแดงใหญ่ที่ท้อง โป่งพอง  ถ้าถูกกดท้องแรง อาจทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่นี้แตก เป็นอันตราย ถึงขั้นเสียชีวิต

การตรวจ ให้ผู้ป่วยนอนชันเข่าทั้งสองข้าง  ให้แล้วหมอนวดวางมือบริเวณท้องเบาๆ ถ้าหมอผู้ตรวจ รู้สึกว่ามีการเต้นของชีพจรที่ค่อนข้างแรงปะทะฝ่ามือ (สู้มือ) ให้งดการนวดท้อง   มักพบใน ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง

การประเมินผลการรักษา

หลังการนวดบำบัด ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง  การเกร็งของกล้ามเนื้อลดลง  การเคลื่อนไหวของคอ สะบัก ลำตัว หลัง ดีขึ้น

ข้อห้าม ข้อควรระวัง  และคำแนะนำ

  • ห้ามดัด ดึง ในผู้ป่วยที่เป็นลมปัตฆาต แบบเฉียบพลัน
  • เมื่ออาการดีขึ้น ควรแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เส้นปัตฆาต    แนวทางการเดินของเส้น มีดังนี้   ห่างจากขอบกระดูกเชิงกรานออกาทางเส้นกลางลำตัว ๑ นิ้วมือ ลงมาต้นขาด้านใน สันหน้าแข้งใน ผ่านเข้ามาที่ตาตุ่มด้านใน  ลงมาที่ส่วนโค้งของฝ่าเท้า อ้อมมาที่ตาตุ่มนอก  ขึ้นด้านหลังต้นขาเข้าใต้ก้นย้อยผ่านรอยบุ๋มของข้อต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระเบนเหน็บ  แล่นขึ้นสู่ขอบสะบักด้านใน ห่างจากแนวกระดูกสันหลัง  ๒ นิ้วมือ ขึ้นไประหว่างต้นคอกับบ่าที่ระดับกระดูกคอชิ้นที่ ๗   เส้นปัตฆาตจะอยู่ถัดจากเส้นสันฑฆาต ซึ่งอยู่ด้านใน ออกมาอีกประมาณ ๑ องคุลี

ลมที่เกิดในเส้นปัตฆาต

  • ลมปัตฆาต คือ อาการที่ตึงตลอดทั้งร่างกาย  และมีอาการท้องผูกร่วมด้วย
  • ลมปวดหลัง (ปวดเอว) คือปวดกล้ามเนื้อหลังตามแนวบริเวณปัตฆาต
  • ลมยอกอก คือ อาการปวดยอกบริเวณกล้ามเนื้ออก
  • ลมยอกหลัง (เกลียวข้าง) คือบริเวณที่เกิดจากเส้นปัตคาดทำให้ยืดตัวขึ้น มีอาการปวด
  • ลมปวดเกลียวคอ (ต้นคอ) คืออาการปวดกล้ามเนื้อคอ
  • ลมปวดสะบัก คือ อาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อสะบัก
  • ลมปวดขา (ด้านในและนอก) คือ อาการปวดขาเมื่อเดินมากหรือยืนนาน
  • ลมขัดข้อเท้า คือ ปวดขัดบริเวณข้อเท้าด้านในและด้านนอก มีอาการปวดขัด
  • ลมเท้าแพลง (ใน-นอก) คือข้อเท้าแพลงมีอาการฉีกของกล้ามเนื้อบริเวณข้อเท้า ด้านนอก ด้านใน
  • ลมยอกสะโพก คือ ปวดกล้ามเนื้อบริเวณข้อสะโพก
  • ลมปวดเบือนคอมิได้ คือ อาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอด้านหลัง คล้ายตกหมอน
  • ลมก้มเงยคอมิได้ คือ อาการปวดเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อคอทำให้ก้มเงยปวดคอ

ความหมาย  “ปัตฆาต”

๑. ปัตฆาต หมายถึงเส้นเอ็นที่อยู่ในร่างกายคู่ขนานไปกับหลอดเลือดบริเวณท้องน้อย และหน้าขา เป็นเส้นทีสำคัญ เมื่อกดเส้นนี้จะรู้สึกเต้นตุบๆ

๒. ลมปัตฆาต คือ การเจ็บขัดยอกตามสะบักข้องใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง พร้อมกัน เคลื่อนไหวไม่สะดวก เจ็บร้าวไปตามหน้าอก

ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย เป็นพรรดึก (ท้องผูกมาก ถ่ายเป็นขี้แพะ)ที่ท้อง

เวลาแก้ให้คลายที่ส้นเท้าและสันหลังตามแนวกระดูกทั้งสองข้างเส้นบั้นเอวบริเวณชายโครง”

๓. ลมปัตฆาฎ หมายถึง ลมที่พัดขึ้นให้สลักอก เสียดชายโครงดังจะขาดใจ

๔. ปัตฆาต หมายถึง เส้นที่มีจุดเริ่มต้นบริเวณเชิงกรานด้านหน้า แล่นถึงตาตุ่ม เส้นบนจะแล่นไปทางด้านหลังข้างกระดูกสันหลัง (ถัดออกจากเส้นรัตฆาต)ถึงบริเวณต้นคอท้ายทอยขึ้นศีรษะแล้วลงมาที่แขน เส้นที่อยู่ด้านขวาเรียก เส้นปัตฆาตขวา เส้นที่อยู่ด้านซ้ายเรียกว่า เส้นปัตฆาตซ้าย

ส่วนเส้นด้านล่างจะเริ่มจากบริเวณหน้าขา แล่นลงมาถึงตาตุ่มด้านใน เรียก ปัตฆาตใน ส่วนด้านนอกเริ่มจากบริเวณสะโพกแล่นลงมาถึงตาตุ่ม เรียก ปัตฆาตนอก

๕.ปัตฆาต หมายถึง โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเส้นปัตฆาต เคลื่อนไหวไม่สะดวก ดังคัมภีร์ แผนนวด ๒/๙๖ ตอนหนึ่ง “ ชื่อว่าลมปัตฆาฎ” ก็ว่า ผู้นั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิได้ก็ดี

ให้แก้เส้นเอนแลแก้เส้นหลังทั้ง ๒ แลแก้เส้นบั้นเอวทั้ง ๒ แล ชื่อลมแถกกลออมนั้น ให้แก้หัวเหน่าแลท้องแลรอบสะดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแลฯ ลมเนตนั้นครั้นจับให้บิดตัวดังพิศม์งูนั้น

ให้แก้หน้าแลหลังแลขาทั้งสองข้างคลายแล” ลมปัตฆาต ก็เรียก เขียนว่า ปัตคาด ปัฏฆาต ปัตตฆาฎ หรือ ปัตฆาฎ ก็มี

ลักษณะอาการ

เจ็บขัดยอก ตามสะบักข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างพร้อมกัน เคลื่อนไหวตัวลำบาก เจ็บร้าวไปที่หน้าอก คอ บ่า ไหล่ ปวดเมื่อยไปทั่วร่างกาย

อาการท้องผูกมาก ถ่ายเป็นก้อนคล้ายขี้แพะ

ลมปลายปัตฆาต   (ปัตคาด)  ในคัมภีร์การนวดไทยดั้งเดิม นั้นไม่มีชื่อ โรคลมปลายปัตฆาต  เข้าใจว่าเป็นการกำหนดขึ้นมาใหม่ โดยแพทย์แผนไทยประยุกต์  ซึ่งให้คำนิยาม “ลมปลายปัตฆาต”  คือ การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ลมปลายปัตฆาตส้นเท้า  ลมปลายปัตฆาตข้อศอก  ซึ่งการนวดไทยจะเรียกชื่อโรคเป็นอย่างอื่น ได้แก่  ลมจับโปงข้อเข่า (ลมจับโปงสะคริว) ลมขัง (รองช้ำ)  ลมขัดศอก(ข้อศอกเทนนิส) ดังนั้นการนวดไทยเดิม ไม่มีโรคลมปลายปัตฆาต

จากการศึกษาเทียบเคียงลักษณะและอาการของโรค ตรงกับ โรคที่ทางการแพทย์แผนตะวันตก เรียกคือ  myofacail pain syndrome   หรือโรคปวดกล้ามเนื้อพังผืดอักเสบเรื้อรัง  นั่นเอง

การรักษา โรคปัตฆาต ด้วยการแพทย์แผนไทย (ตอนที่ ๑)

การแพทย์แผนไทย

  • ธาตุสมุฏฐาน
  • เส้นประธานสิบ มีความผิดปกที่เส้นทวารี เป็นหลัก แต่อาจมีการประทบกับเส้นประธานสิบ อื่นร่วมด้วย เช่น อิทา ปิงคลา กาลทารี

การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย

การซักประวัติ

๑. อายุ ระยะเวลาที่มีอาการ  พฤติกรรมการกินอาหาร

๒. ลักษณะการปวด  ๖ หัวข้อ

๓.การซักประวัติ ตามสมุฏฐานวินิจฉัย

การตรวจร่างกาย

  • การดูและการสังเกต

๑.๑ ท่าทางการเดิน โครงสร้างของคอ หลัง  สะบัก

๑.๒. ลักษณะการบวม

๑.๓ มีการลีบของกล้ามเนื้อหลังส่วนบนหรือไม่

  • การคลำ และการสัมผัส และตรวจการเคลื่อนไหว

๒.๑ ตรวจการเคลื่อนไหว คอ และหลัง

๒.๒ ตรวจการเคลื่อนไหว ไหล่  สะบัก

๒.๓ การคลำ บริเวณ บ่า คอ หลัง ไหล่  ว่ามีลักษณะอาการแข็งเกร็ง  ร้อน   หรือไม่    มีจุดกดเจ็บหรือไม่ อย่างไร

แนวทางการรักษา

เนื่องจากมีการอักเสบของกล้ามเนื้อเรื้อรัง  หรืออาจมีการอักเสบแบบเฉียบพลันได้  จึงต้องรักษา ตามอาการ ที่ตรวจพบ ด้วยวิธีการ

๑. การอบประคบสมุนไพร เพื่อทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว

๒. การนวดรักษา

๓. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริหารร่างกาย

การฝึกลดความเครียด

การรักษา โรคปัตฆาต ด้วยการแพทย์แผนไทย (ตอนที่ ๒)

สมุฏฐานวินิจฉัย

  • การแพทย์แผนไทย

ธาตสมุฏฐาน

เส้นประธานสิบ  มีความผิดปกติที่เส้นทวารีเป็นหลัก แต่อาจมีการกระทบกระเทือนกับเส้นประธานสิบอื่นๆ เช่น อิทา ปิงคลา    และกาลทารี

การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย

  • การซักประวัติ

อายุ ระยะเวลาที่เป็น พฤติกรรมการกินอาหาร พฤติกรรมการก่อโรค

ลักษณะอาการปวด หรือพฤติกรรมของโรค

สมุฏฐานวินิจฉัย   ธาตุ อุตุ อายุ กาล

การตรวจร่างกาย

  • การดูและการสังเกต

ท่าการเดิน   โครงสร้างของคอ หลัง  สะบัก

ลักษณะอาการบวม

การลีบของกล้ามเนื้อหลังส่วนบนหรือไม่

๒. การคลำ และสัมผัส

ตรวจการเคลื่อนไหวของคอ หลัง

ตรวจการเคลื่อนไหว ของไหล่ และสะบัก

การรักษา

๑.แผนการรักษา

เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดจาก ระบบ กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง    แต่อาการที่ปวดเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันได้ จึงต้องรักษาอย่างเฉียบพลันหรือแบบเรื้อรังได้ด้วย

๑.๑ การอบ ประคบ สมุนไพร  เพื่อคลายกล้ามเนื้อ

ถ้าสังเกต และคลำสัมผัส พบว่ามีความร้อนมาก ก็ให้ใช้น้ำแข็ง หรือผ้าเย็นประคบบริเวณที่เป็นก่อน อย่าใช้ความร้อนรักษาในทันที   การใช้ความร้อนในการบำบัด ต้องตรวจพบว่า บริเวณที่มีอาการ มีอาการไม่ ปวด บวม แดง ร้อน

๑.๒ การนวดรักษา  ให้หลักการนวด แบบเดินสายกลาง ไม่หนักหรือเบาเกินไป

๑.๓ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อโรค (ได้ข้อมูลจากการซักประวัติ)

การนวดบำบัด

  • นวดตามแนว หลัง ๑ และ ๒
  • นวดโกยท้อง โดย เริ่มจากจุดท้องน้อยด้านขวา จากจุดหัวตะคากไปตามเข็มนาฬิกา ทิศทางนวด ให้เข้าหาสะดือ จนกว่าอาการเกร็งที่ท้องจะทุเลา หรือคลายลง ประมาณ ๓-๕ รอบ
  • กดจุดปัตฆาต ที่ท้องน้อยทั้ง๒ ข้าง
  • หากวิฉัจฉัยพบว่า เกิดจากลมอโธคมาวาตา (ลมพัดลง) เป็นเหตุ  ให้นวดจากกึ่งกลางสะบักมาหากระเบนเหน็บ แล้วนวดต่อไปที่ขา
  • หากวินิจฉัย พบว่าเกิดจากลมอุทธังคมาวาตา (ลมพัดลง) เป็นเหตุ  ให้นวดจากฝ่าเท้าถึงจุดกำด้น  (แก้ลมที่พัดขึ้น)  โดยนวดตามแนวเส้นอิทา ปิงคลา และให้นวดแนวเกลียวข้างตามแนวสันหลัง (อิทา)  โดยนวดขี้นไปจนถึงจุดท้ายที่จุดกลึ่งกลางสะบัก (จุดหทัยวาตะ) โดยกด ๑-๑๐  แล้วผ่อนคลาย   กดจุดปัตฆาต รัตฆาต และสันฑฆาต
  • นวดกดเปิดลมล่างบน (โดยเริ่มกดจุดข้างสะดือ ๑ นิ้วมือซ้ายและขวา ต่อไปกดจุดใต้สะดือ  ๒ นิ้วมือ โดยกดไปทางซ้าย  และกดลงไปทางขวา ต่อไปกดจุดเหนือสะดือ ๒นิ้วมือ โดยกดลงทางซ้าย ต่อไปใช้เนินฝ่ามือวางลงบนตำแหน่งสะดือแล้วกดนิ่งนาน ๓๐ วินาที

ข้อควรระวัง ในการนวดท้อง

ก่อนการนวดท้องทุกครั้ง ต้องตรวจและสังเกต โรคหลอดเลือดท้องโป่งพอง ( aortic aneurism)  ภาวะ เส้นเลือดแดงใหญ่ที่ท้อง โป่งพอง  ถ้าถูกกดท้องแรง อาจทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่นี้แตก เป็นอันตราย ถึงขั้นเสียชีวิต

การตรวจ ให้ผู้ป่วยนอนชันเข่าทั้งสองข้าง  ให้แล้วหมอนวดวางมือบริเวณท้องเบาๆ ถ้าหมอผู้ตรวจ รู้สึกว่ามีการเต้นของชีพจรที่ค่อนข้างแรงปะทะฝ่ามือ (สู้มือ) ให้งดการนวดท้อง   มักพบใน ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง

การประเมินผลการรักษา

หลังการนวดบำบัด ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง  การเกร็งของกล้ามเนื้อลดลง  การเคลื่อนไหวของคอ สะบัก ลำตัว หลัง ดีขึ้น

ข้อห้าม ข้อควรระวัง  และคำแนะนำ

  • ห้ามดัด ดึง ในผู้ป่วยที่เป็นลมปัตฆาต แบบเฉียบพลัน
  • เมื่ออาการดีขึ้น ควรแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เส้นปัตฆาต    แนวทางการเดินของเส้น มีดังนี้   ห่างจากขอบกระดูกเชิงกรานออกาทางเส้นกลางลำตัว ๑ นิ้วมือ ลงมาต้นขาด้านใน สันหน้าแข้งใน ผ่านเข้ามาที่ตาตุ่มด้านใน  ลงมาที่ส่วนโค้งของฝ่าเท้า อ้อมมาที่ตาตุ่มนอก  ขึ้นด้านหลังต้นขาเข้าใต้ก้นย้อยผ่านรอยบุ๋มของข้อต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระเบนเหน็บ  แล่นขึ้นสู่ขอบสะบักด้านใน ห่างจากแนวกระดูกสันหลัง  ๒ นิ้วมือ ขึ้นไประหว่างต้นคอกับบ่าที่ระดับกระดูกคอชิ้นที่ ๗   เส้นปัตฆาตจะอยู่ถัดจากเส้นสันฑฆาต ซึ่งอยู่ด้านใน ออกมาอีกประมาณ ๑ องคุลี

ลมที่เกิดในเส้นปัตฆาต

  • ลมปัตฆาต คือ อาการที่ตึงตลอดทั้งร่างกาย  และมีอาการท้องผูกร่วมด้วย
  • ลมปวดหลัง (ปวดเอว) คือปวดกล้ามเนื้อหลังตามแนวบริเวณปัตฆาต
  • ลมยอกอก คือ อาการปวดยอกบริเวณกล้ามเนื้ออก
  • ลมยอกหลัง (เกลียวข้าง) คือบริเวณที่เกิดจากเส้นปัตคาดทำให้ยืดตัวขึ้น มีอาการปวด
  • ลมปวดเกลียวคอ (ต้นคอ) คืออาการปวดกล้ามเนื้อคอ
  • ลมปวดสะบัก คือ อาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อสะบัก
  • ลมปวดขา (ด้านในและนอก) คือ อาการปวดขาเมื่อเดินมากหรือยืนนาน
  • ลมขัดข้อเท้า คือ ปวดขัดบริเวณข้อเท้าด้านในและด้านนอก มีอาการปวดขัด
  • ลมเท้าแพลง (ใน-นอก) คือข้อเท้าแพลงมีอาการฉีกของกล้ามเนื้อบริเวณข้อเท้า ด้านนอก ด้านใน
  • ลมยอกสะโพก คือ ปวดกล้ามเนื้อบริเวณข้อสะโพก
  • ลมปวดเบือนคอมิได้ คือ อาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอด้านหลัง คล้ายตกหมอน
  • ลมก้มเงยคอมิได้ คือ อาการปวดเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อคอทำให้ก้มเงยปวดคอ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Tag Cloud

%d bloggers like this: