อ.ประสิทธิ์ คงทรัพย์ /ร.ร. สิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย

Archive for October, 2015

ลมปะกัง

ลมปะกัง

นิยาม

  • โรคลมชนิดหนี่ง (บางครั้งเรียก ลมตะกัง) มีอาการปวดหัวเวลาเช้าๆ

“.ลมปะกัง เกิดโทษให้ปวดเศียร เป็นพ้นเพียรอสุริยะศรี  ตามืดมัวอัคคี ชักปากเบี้ยว เจ็บสันหลัง บางเพื่อกำเดาปน  ลมระคนโทษทุวัง  กลายเป็นลมปะกัง  พิการรุม ตัวร้อน นอนวิงเวียน ซึ่งหน้าตา บางทีหนาโทษสังหรณ์ สันนิบาตกำเริบร้อน กลับไข้สุดกำลัง”

  • ลมที่เกิดจากหน้าผากข้างขวาลงมาถึงหมวกโสต (ใบหู) ทำให้มีอาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้าง
  • โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ บางตำราว่ามักเป็นเวลาเช้า ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น  ตาพร่า วิงเวียน อาเจียน ลมตะกัง หรือสันนิบาตลมปะกัง ก็เรียก

ลักษณะอาการ

  • ปวดศีรษะไม่แน่นอน บางคนปวดตอนเช้า (สูรย์ทกลา) พลบค่ำ (จันทกลา)อาการปวดศีรษะ น้ำตาไหล อาจมีอาการปวดบ่า  ปวดหลัง อาการเสียวหน้า ตากระตุก อาจมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้าง

ก็ได้ ถ้าไม่รักษาอาจมีอาการปากเบี้ยว

  • มีอาการปวดศีรษะ บางว่าปวดข้างเดียวเหมือนไข้สันนิบาตกะกัง

สมุฏฐานวินิจฉัย

  • การแพทย์แผนปัจจุบัน

เทียบเคียงแล้ว ลมปะกัง ใกล้เคียงกับอาการของโรคไมเกรน  (อาการหลักคือ  ปวดศีรษะข้างเดียว คลื่นไส้ อาเจียน  และกลัวแส่งสว่าง ผู้เป็นไมเกรนจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบเพิ่มขึ้น

  • การแพทย์แผนไทย

๒.๑ ธาตุสมุฏฐาน

๒.๒ เส้นประธานสิบ  เส้นอิทา ปิงคลา  สหัสรังสี  ทวารี เป็นเหตุ เกิดจากลมจันทกลา ที่เส้นอิทากำเริบ  หรือ ลมสุรกลา ในเส้นปิงคลากำเริบ

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

๑. การซักประวัติ

๑.๑  อายุ อาชีพ  พฤติกรรมการกินอาหาร  และการใช้ชีวิตประจำวัน  ครอบครัว ประวัติความเจ็บป่วย ในอดีต  ความเครียด

๑.๒  ลักษณะการปวดแบบต่างๆ  ช่วงเวลาที่มีอาการ หรือช่วงเวลาที่อาการกำเริบ

๑.๓  การรักษาที่ทำมาก่อนจะพบหรือตรวจ ผลของการรักษาเป็นอย่างไร

๑.๔ ประวัติตามสมุฏฐานวินิจฉัย

๒. การตรวจร่างกาย

๒.๑  ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เมื่อไม่มีอาการ จึงต้องซักประวัติเป็นหลัก ให้ตรวจการเคลื่อนไหวของคอ  การเกร็งขอกล้ามเนื้อคอ

๒.๒  ถ้าตรวจขณะมีอาการ  จะพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการลืมตาไม่ขึ้น  หน้าแดง  น้ำตาไหล กล้ามเนื้อคอและไหล่มีการเกร็งตัว

การรักษา

๑.แผนการรักษา

๑.๑ ให้นอนพักในที่มืด สงบ  ไม่มีเสียงดัง

๑.๒ ให้กินยารักษาลมปะกัง

๑.๓ การนวดรักษาเพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะส่วนคอและหลัง

๑.๔ การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร  การฝึกฤาษีดัดตน  การฝึกการลดความเครียด การฝึกสมาธิ

๒. การนวดบำบัด

๒.๑ นวดเส้นสิบ แนวเส้นอิทา   ปิงคลา  กาลทารี  และอาจตามด้วยการประคบลูกประคบสมุนไพร บริเวณคอ บ่า ไหล่  หลัง

๒.๒ นวดบำบัด อาการปวดคอ ศีรษะ

๒.๓ ให้ผู้ป่วยนวดตัวเอง โดย นวดหน้า  กดหัวคิ้ว กดจุดใต้คิ้วหรือรอบขอบตาบน   แต่ละจุดนับ ๑-๑๐ ตาล่างเหนี่ยวลง  กดจุอุณาโลม  และจุดเหนือจุดอุณาโลม  ๓ นิ้วมือ กดจุดกลางคิ้ว ซ้าย-ขวา  นับ ๑-๑๐

นวดให้เกิดความรู้สึกไปที่หน้าผาก  ขอบตาบน ใช้ปลายนิ้วก้อยดันขึ้น จุดตาล่างใช้ปลายนิ้วก้อยดึงลงมา

การประเมินผล

อาการปวดศีรษะและอาการอื่นๆ ลดลงหรือหายเป็นปกติ   ความถี่ในเป็นหรือมีอาการน้อยลง ความโกรธ  ความหงุดหงิด ความระแวง ความอิจฉา

การออกกำลังสม่ำเสมอ นอนหลับเป็นเวลาและเพียงพอmigraine-content-3

Advertisements

ลมจำปราบ (ลมปราบ)

ลมจำปราบ (ลมปราบ)

นิยาม

  • โรคลมชนิดหนึ่ง ทำให้มีอาการเหมือนถูกพิษงู เมื่อเริ่มต้นจับจะดิ้นเสือกตัวไปมา แล้วชัก  หลังแอ่น ไปถึงสะโพก ตัวเย็น  ขนกลับตั้งขึ้นเบื้องบน   คอแข็ง คางแข็ง ถ้าไม่รู้วิธีแก้ เส้นโลหิตจะแตกทุกขุมขน”
  • ลมจำปราบ เป็นโรคทางโบราณ ถือว่ามาจากลมเพลมพัด หรือถูกของ และเป็นโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ พบได้ที่กล้ามเนื้อแขน  ขา  และ กล้ามเนื้อสันหลัง
  • ลมปราบ เป็นโรคประสาทและกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง  มักเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหน้าอก  สันหลัง   ผู้ป่วยมักมีอาการ บวม แดง ร้อน  และเจ็บเสียวแปลบ   ต่อมามีอาการชา และแขนขาลีบ
  • ลมจำปราบ เป็นโรคชนิดหนึ่ง มักเป็นในเด็ก ผู้ป่วยจะมีอาการชัก  หลังแอ่น  ตัวเย็น  ขนลุก ผิวดำคล้ำ  เลือดออกตามรูขุมขน   ถ้ารักษาไม่ทันอาจตายได้   ดังนั้นในคัมภีร์ ประถมจินดา  กล่าวว่า “ ยังลักขณะลมอันหนึ่งชื่อว่า ลมจำปราบ ร้ายนักกระทำพิศม์ดุจพิศม์งู  เมื่อจะจับนั้นให้ดิ้นเสือกไปก่อนแล้วจึงชักหลังแอ่นไปถึงตะโพกและให้ตัวเย็นขนกลับขึ้นเบื้องบน  ถ้ามิรู้แก้ตายทันใจแลโลหิตแตกทุกเส้นโลมา”
  • ลมจำปราบ เป็นโรคชนิดหนึ่ง มักเกิดในเด็กอายุไม่เกิน ๕ ปี มีอาการกล้ามเนื้อบวม แดง ร้อน เมื่อหายบวม กล้ามเนื้อจะหย่อน คลายตัว กล้ามเนื้อจะเหลว  อ่อนแรง มักจะเกิดกับกล้ามเนื้อแขน ขา มักจะเป็นซีกเดียว

ลมจำปราบ (ปราบ) ตอนที่ ๒

ลักษณะอาการ ลมปราบ   ชัก หลังแอ่น ไปถึงสะโพก   ตัวเย็น  ขนกลับเบื้องบน   คอแข็ง คางแข็ง  บวม แดง ร้อน และเจ็บเสียวแปลบ ต่อมามีอาการชา และแขนขาลีบ

สมุฏฐานวินิจฉัย

  • การแพทย์แผนปัจจุบัน เทียบเคียงแล้ว   ลมจำปราบใกล้เคียงกับการติดเชื้อในสมอง ทำให้เกิดอาการชักเกร็ง   และมีการทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนขา  ลมจำปราบ ในเด็กน่าจะใกล้เคียงกับโรคบาดทะยักในเด็ก แต่อาจหมายถึงอาการชัก จากการติดเชื้อในสมองและไขสันหลัง ในเด็กได้อีกด้วย
  • การแพทย์แผนไทย

๒.๑  ธาตุสมุฏฐาน    ลมจำปราบ มีสาเหตุจากการเป็น ซางโจร  (ซางที่ก่อให้เกิด

JE_0041

ลมลำบอง

ลมลำบอง

นิยาม

  • มีอาการคล้ายลมจับโปง มีอาการอักเสบเมื่อฝี ปวดข้อต่อ กระดูก

ลำบอง หมายถึง  ๑.๑ การอักเสบแดง ร้อน เช่น ลำบองฝี คือการอักเสบเมื่อเป็นฝี

๑.๒   โรคปวดที่ข้อต่อกระดูก

  • ละบอง โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอากรปวด บวม ตามข้อต่อต่างๆ อาจเกิดได้กับทุกข้อของร่างกาย ภายในข้อที่บวมจะมีน้ำเป็นเมือกข้น  ดังตามคัมภีร์ตักศิลา ตอนหนึ่งว่า”  เป็นปัฏฆาตสดุ้ง ไม่รู้ถึงโรค ศรีสัณวรรณนั้นดูพิกาลแล้วปล่อยให้ปล่อยปิงประคบเท้า ยาร้อนกอกลมขับโลหิต  ให้หมดนวดคนไข้นั้นไม่สูเจ็บนักเที่ยวเดินมิได้  บวมตามข้อตามเกลียวปัฏฆาต ถ้าแพทย์ไม่รู้ถึงโรคทำพิศม์จะตายด้วยกาลหมู่นี้ “   ลมลำบอง ก็เรียก
  • เป็นโรคในตระกูลโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดตามข้อต่างๆ  โดยมักจะเกิดกับข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ  ข้อนิ้วเท้า ทำให้นิ้วแข็งเป็นไม้กระบอง มีอาการปวดตามข้อ บวม แดง ร้อน  มักเป็นที่นิ้วทั้งสิบนิ้ว  บางรายมีอาการกำมือแล้วเหยียดไม่ออก

   ลักษณะและอาการ

ปวดตามข้อต่อกระดูกโดยเฉพาะข้อนิ้วและข้อมือ  และมีลักษณะ ปวด บวม แดง ร้อน  กำมือแล้วเหยียดไม่ออก และอักเสบเมื่อเป็นฝี

สมุฏฐานวินิจฉัย

๑. การแพทย์ปัจจุบัน   เทียบเคียงแล้ว ลมลำบอง  ใกล้เคียงกับโรคข้ออักเสบ   ซึ่งอาจเป็นจากการติดเชื้อ หรือเป็น รูมาตอยด์ เกาต์  ซึ่งอาจรุนแรงกว่าข้อเข่าเสื่อม

๒. การแพทย์แผนไทย

วินิจฉัยตาม ธาตุสมุฏฐาน   และ เกิดจากเส้นประธานสิบ   เส้นกาลทารี    ถ้าลมลำบอง มีพิษมาก็จะกระทบกับ เส้นสุมนา และ สหัสรังสี

การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย

๑. การซักประวัติ      อายุ เพศ  ประวัติการเจ็บป่วย ในปัจจุบันและอดีต   ลักษณะอาการที่ปวด  บริเวณที่ปวด

๒. การตรวจร่างกาย    วัดไข้    ดู คลำ และสัมผัส บริเวณที่มีอาการ  ว่ามี ปวด บวม แดง ร้อน   ตรวจการเคลื่อนไหวของข้อ

         การรักษา

๑. แผนการรักษา

๑.๑ ต้องวินิจฉัยโรคให้ชัดเจนว่า  เป็นการติดเชื้อข้อต่ออักเสบ จากรูมาตอยด์ หรือมีสาเหตุมากจากอื่นๆ    เพราะการรักษาจะแตกต่างกัน ในกรณีที่เป็นฝีอักเสบในข้อ ควรรักษาฝีหรือการอักเสบให้หายก่อน  ถ้ามีลักษณะอาการ ปวด บวม แดง ร้อน มากให้ใช้สมุนไพร รสเย็น ประคบ หรือทาพอก เพื่อดูพิษร้อนออก สมุนไพรที่นิยมใช้ได้แก่    ใบคว่ำตายหงายเป็น ตำพอก บริเวณที่เป็นลำบอง  หรือน้ำแข็งห่อผ้าประคบ จะลดการอักเสบได้ดี

๑.๒ การนวดบำบัด เพื่อการรักษาข้อที่ติดขัด ควรอยู่ในระยะที่ไม่บวม แดง ร้อน มากแล้ว หลักการนวดบำบัด ควรนวดแนวเส้นใกล้เคียงก่อน เพื่อส่งเลือดและถ่ายเลือดเสียออกจากบริเวณที่เป็น  ระวังการนวดที่บริเวณที่มีอาการโดยตรง  เทคนิคการนวดต้องนวดด้วยความระมัดระวัง อย่าให้แรงเกินไป ควรเริ่มจากเบาๆไปก่อน และสังเกตอาการหลังการรักษา

การประเมินผล

อาการปวด บวม แดง ร้อนลดลง    การเคลื่อนไหวของข้อดีขึ้น

ข้อห้าม  ข้อควรระวัง  และคำแนะนำ

  • งดของแสลง ได้แก่  ข้าวเหนียว  หน่อไม้ดอง  แตงกวา   ยอดผัก
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้อาการกำเริบ ลดการใช้ข้อที่มีอาการในระยะที่มีการอักเสบมาก  แต่เมื่ออาการทุเลาลง ให้เริ่มบริหารข้อต่อที่มีอาการ เริ่มจากน้อยไปหามาก เพื่อป้องข้อติดแข็ง จากการที่ข้ออยู่นิ่งนานเกินไป

 arthritisgout

ลมจับโปง

rama_280914_3-660x330 (1)

Woman having leg injury

Woman having leg injury

นิยาม

  • ลมที่ทำให้ บวม แดง และปวดที่ข้อเท้า ข้อเข่า
  • ลมจับโปง เป็นโรคลมชนิดหนึ่ง เกิดได้กับทุกข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหว มักเกิดกับข้อใหญ่ๆ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อสะโพก  ทำให้ข้อต่อหลวม  มีน้ำในข้อ ขัดในข้อ  นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบไม่ได้  อาจเป็นทีละข้อหรือสองข้อก็ได้
  • ลมจะโปงสะคริว หมายถึง ลมที่ทำให้เสียดเข่า
  • จับโปง เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้มีอาการปวดบวมตามข้อ มีน้ำใสในข้อ โดยเฉพาะข้อเข่า และข้อเท้า แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด จับโปงน้ำ จับโปงแห้ง  ตามคัมภีร์ตักศิลา ตอนหนึ่งว่า “ถ้าแลให้เจบทั่วสรรพางค์แลให้ท้องแข็งเปนดานให้แก้รอบนะดือ ชื่อว่าลมอันตคุณก็ว่า  ถ้าแลให้เสียดเข่า ชื่อว่า ลมจะโปงสะคริวก็ว่า “  จะโปง ลมจับโปง หรือลมจะโปงก็เรียก”

หมายเหตุ   ตามคัมภีร์การนวดไทยดั้งเดิมนั้น ไม่มีการแยกลมจับโปงเป็น จับโปงน้ำและจับโปงแห้ง  เข้าใจว่ามีการแยกในภายหลังโดยการแพทย์แผนไทยประยุกต์เพื่อระบุอาการที่บวมกับไม่บวม

ลักษณะและอาการ    ลมจับโปง  คือ ปวด บวม ขัด ที่ข้อเข่า และข้อเท้า โดยเป็นที่ข้อเข่ามากกว่าข้อเท้า

สมุฏฐานวินิจฉัย

  • การแพทย์แผนปัจจุบัน เทียบเคียงแล้ว ลมจับโปงมีลักษณะและอาการใกล้เคียงกับการอักเสบของข้อต่อต่างๆซึ่งมีสาเหตุมาจากการเสื่อม การอักเสบที่ไม่รุนแรง
  • การแพทย์แผนไทย

๒.๑ ธาตุสมุฏฐาน

๒.๒ เส้นประธานสิบ  เส้นอิทา ปิงคลา  สหัสรังสี  และทวารี ติดขัด

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

  • การซักประวัติ

๑.๑  อายุ ประวัติการเกิดอุบัติเหตุ ระยะเวลาที่เป็น ช่วงเวลาที่มีอาการปวด

๑.๒ ลักษณะการปวด แบบต่างๆ

๑.๓ การซักประวัติตามสมุฏฐานวินิจฉัย

๒. การตรวจร่างกาย

การดูและสังเกต

๒.๑ ท่าทางการเดิน โครงสร้างของส่วนขา และเข่า หรือข้อที่อาการ

๒.๒ ลักษณะการบวม  สี  ความร้อน-เย็นบริเวณที่มีอาการ

๒.๓ การลีบของกล้ามเนื้อรอบบริเวณเข่า หรือข้อเท้าที่มีอาการ

การคลำและสัมผัส

สัมผัสโดยใช้หลังมือว่ามีความร้อนกว่าปกติหรือร้อนกว่าบริเวณข้างเคียงหรือไม่

การตรวจการเคลื่อนไหวของข้อนั้นๆ ว่าผิดปกติหรือไม่

การรักษา

๑.แผนการรักษา

๑.๑  การประคบข้อที่มีอาการด้วยลูกประคบสมุนไพร (กรณี  ที่ข้อไม่มีอาการร้อนหรือ บวม แดง) เพื่อให้ความร้อนจากลูกประคบคลายการอักเสบ  ของกล้ามเนื้อรอบข้อ  ถ้าข้อมีลักษณะ ปวด บวม แดง ร้อน แสดงว่าอยู่ในระยะอักเสบรุนแรง  ควรใช้ความเย็น จากน้ำแข็ง หรือเจลเย็น ประคบบริเวณที่มีอาการก่อน  และดูจนกว่า อาการบริเวณข้อจะคลายความร้อนลง  และควรหลีกเลี่ยงการนวดที่รุณแรงในระยะนี้ อาจให้มีการพักการใช้งานของข้อ  เพื่อทำให้อาการอักเสบนั้นหายเร็วขึ้น

๑.๒ การนวดบำบัด  ในกรณีที่เป็นข้อเข่า  ให้นวดตามแนวเส้น สหัสรังสี  ทวารี และกาลทารี

๑.๓ ในกรณีทีเป็นที่ข้อเท้า  ให้นวดตามแนวเส้นสหัสรังสี  ทวารี และกาลทารี เพื่อให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบๆข้อ

๒. การนวดรักษา

๒.๑  ให้ประคบบริเวณข้อเข่า ที่มีอาการด้วยสมุนไพร (กรณีที่ ข้อไม่มีอาการ แดง ร้อน)

๒.๒  ให้นวดตามแนวเส้นสหัสรังสี (ตามแนวเส้นต้นขาด้านนอก ๑ โดยตำแหน่งที่นวด จุดเหนือสะบ้า ๒ นิ้วมือ จุดก่อนถึงสะโพก ๓ นิ้วมือ  ) โดยนวดเข้าหาเข่า หรือนวดออกจากเข่า เมื่อนวดถึงจุดเหนือเข่า ๒ นิ้วมือ ให้เน้นการกดเข้าหาเข่า (ส่งแรงเข้าเข่า)

๒.๓ ให้นวดตามแนวเส้นขาด้านนอก ๒  (โดยตำแหน่งที่นวดจุดเหนือสะบ้า ๒ นิ้วมือ แต่ต่ำกว่าเส้นขาด้านนอก แนว ๑  ประมาณ ๑ นิ้วมือ จุดก่อนถึงสะโพก ๓ นิ้วมือ  โดยนวดจากล่างขึ้นบนหรือบนลงล่างตลอดแนว แต่ละจุดห่างกันประมาณ ๑นิ้วมือ)

๒.๔ นวดจุดเหนือข้อเข่าขึ้นไป ๔ นิ้วมือ ออกแรงกดเข้าหาเข่า

๒.๕ นวดรอบเข่า ๘ จุด ในท่านอนหงาย

๒.๖ ให้นวดตามแนวเส้นอิทา  ปิงคลา  โดยให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ แล้วนวดที่จุด ๑ เหนือข้อพับเข่า ๒ นิ้วมือ จุดที่ ๒ เหนือข้อพับเข่า ๔ นิ้วมือ แล้วมานวดจุดใต้ข้อพับเข่า  ๒ นิ้วมือ และจุดกึ่งกลางข้อพับเข่า ยกเว้น กรณีข้อเข่าบวม มีน้ำในข้อมากจะไม่นวดจุดกึ่งกลางเข่า

๒.๗ นวดเสริมบนจุดของเส้น รัตฆาต  ปัตฆาต  สันฑฆาต

การประเมินผลการรักษา

ประเมินจากอิริยาบถ ทั้ง ๔ เช่น  นั่ง ยืน เดิน นอน   ทิศทางการเคลื่อนไหวข้อ ความเจ็บปวดที่ลดลง

ข้อห้าม ข้อควรระวัง และคำแนะนำ

๑.ต้องระมัดระวังในการนวดผู้สูงอายุที่ภาวะกระดูกบาง ข้อผิดรูป  และบวมมากๆ

๒.งดของแสลง  ได้แก่  ข้าวเหนียว  หน่อไม้ดอง  แตงกวา  อาหารรสเย็น แอลกอฮอล์  เครื่องในสัตว์  ของหมักดอง สัตว์ปีก  ยอดผัก

๓.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้มีอาการกำเริบ เช่น ท่านั่งพับเพียบ  ท่านั่งขัดสมาธิที่นานเกินไป

๔.ท่าบริหาร   ฤาษีดัดตน แก้เข่าขัด

รัตฆาต ,ลมรัตฆาต

รัตฆาต

นิยาม

  • ลมที่ทำให้เกิดหน้าแดง ตัวแดง  แก้โดยกดที่เส้นรัตฆาต
  • รัตฆาต เป็นชื่อเส้นในร่างกายซึ่งตรงกับหลอดเลือดแดงนอกสุด บริเวณขาหนีบซ้าย –ขวา
  • รัตฆาต หมายถึง

๓.๑ หลอดเลือดแดงใหญ่ บริเวณขาหนีบ   เส้นข้างขวาเรียก รัตฆาตขวา   เส้นข้างซ้าย  เรียก รัตฆาตซ้าย

๓.๒ เส้นบริวารของเส้นอิทาและปิงคลา  แล่นจากบริเวณขอบกระดูกเชิงกรานตรงขึ้นไปที่บริเวณคอ มี ๒ เส้น  แนบขนานไปกับเส้นกระดูกสันหลัง  เส้นข้างขวาเรียก  รัตฆาตขวา

เส้นข้างซ้ายเรียก รัตฆาตซ้าย

  • ลมรัตฆาต คือโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการเสียดแทงในท้อง สวิงสวาย มีไข้ กินอาหารไม่ได้  หายใจขัด มีเสมหะในลำคอ  ถ่ายเป็นมูกปน   มีลมในท้อง ปวดท้องบ่อยๆ”

รัตฆาต (ตอน ๒)

ลมรัตฆาต   ลักษณะและอาการ  เป็นลมที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่อิ่ม ปวดเสียดสองราวข้าง ตั้งแต่รักแร้จนถึงเอวเอียงตัวไม่ได้  รัตฆาตซ้ายเอี้ยวตัวไม่ได้ รัตฆาตขวาเสียดร้าวสีข้าง มีพิษไข้

สมุฏฐานวินิจฉัย  ทางแพทย์แผนไทย

๑. เกิดจากธาตุสมุฏฐาน    (ธาตุ อุตุ  อายุ กาล) เป็นเหตุ

๒. เส้นประธานสิบ  เส้นสุมนา  สหัสรังสี  ทวารี  กาลทารี  สิกขิณี  และรัตฆาตซ้าย ขวา

แนวทางการรักษา

  • การซักประวัติ และตรวจร่างกาย

การซักประวัติ

อาชีพ  ลักษณะงาน การออกกำลังกาย  อุบัติเหตุ

ลักษณะการปวดแบบต่างๆ  การซักประวัติตามสมุฏฐาน

การตรวจร่างกาย

ตรวจไข้   หน้าแดง  เคลื่อนไหว  บิดตัวเอี้ยวซ้าย-ขวา เจ็บ  ตรวจการหายใจเข้าออกลึกๆ จะรู้สึกติดขัดชายโครง

การรักษา

  • แผนการรักษา

๑.๑  การประคบด้วยลูกประคบสมุนไพร

๑.๒  การนวดบำบัด

๑.๓ การบริหารร่างกาย   การจัดท่าทางให้เหมาะสมกับลักษณะงาน และอาชีพ

การนวดบำบัด ลมรัตฆาต แบ่งตามอาการที่เป็น

  • รัตฆาตซ้าย ให้นวดจุดข้างสะดือ ๔ นิ้วมือ แล้วนวดตามเส้นสหัสรังสี
  • รัตฆาตขวา ให้นวดจุดกึ่งกลางสะบักหลัง จุดชิดกระดูกสันหลังตามแนวเส้นกาลทารี
  • รัตฆาตนอก ให้นวดจุดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง  เหนือข้อพับเข่า ๓ นิ้วมือ แล้วนวดตา
  • นวดตามแนวเส้นอิทา ถ้าเป็นรัตฆาตซ้าย นวดตามแนวเส้นปิงคลาถ้าเป็นด้านขวา

วิธีการนวดบำบัดอาการ ลมรัตฆาต

  • การนวดเท้าเปิดประตูลม เท้า ขา แขน มือ
  • การโกยท้อง
  • การกดตำแหน่งรัตฆาต (ห่างชายโครง ๑ นิ้วมือ) วิธีกดเหมือนสันฑฆาต

๓.๑ นวดบำบัดอาการปวดหลัง

๓.๒ นอนหงายโกยท้องตามวิธีการรักษาลมปัตฆาต

๓.๓นอนคะแคงกดตำแหน่งรัตฆาต (ห่างจากชายโครง ๑ นิ้วมือ) วิธีกดเหมือนสันฑฆาต

การประเมินผลการรักษา

อาการปวดเสียดที่ชายโครงลดลง

ข้อห้าม ข้อควรระวัง และแนะนำ

ท่าบริหาร

  • ท่ายืดสีข้าง โดยการยืนกางขาเท่าความกว้างของไหล่ มือประสานเหยียดขึ้นเหนือศีรษะแล้วเอนตัวไปด้านข้าง
  • ยืนก้มเอวไปข้างหน้า และ แอ่นหลังสลับกัน
  • เท้าเอวแอ่นตัวไปด้านหลัง โดยให้เท้าหน้างอ เท้าหลังเหยียด
  • ยืนเท้าหนึ่งอยู่หน้า เท้าหนึ่งอยู่หลัง ห่างประมาณ ๒ ช่วงหลัง  มือทั้งสองเท้าสะเอว เหยียดขาหลัง งอเข่าหน้า แอ่นเอวไปด้านหลัง  หน้าเงย

 

 

ลมสันฑฆาต ,สันฑฆาต,สันทฆาต,สันทะฆาฎ

ลมสันฑฆาต

นิยาม ที่ ๑

สันฑฆาต  สันทะฆาฎ หมายถึง โรคชนิดหนึ่ง แบ่งเป็น ๔ ชนิดคือ

  • เอกสันฑฆาต เป็นกับหญิงเกิดเพื่อโลหิตและระดูแห้งเป็นก้อน  ขนาดเท่าฟองไข่ไก่   ติดอยู่ที่กระดูกสันหลัง ทำให้มีอาการเจ็บหลัง ปวดมากถึงบิดตัว
  • โทสันฑฆาต เกิดจากท้องผูกเป็นพรรดึก  เกิดเป็นกองลมเข้าไปในอยู่ในท้อง ทำให้เจ็บทั้งตัว มีอาการปวดเมื่อยบั้นเอว  ขัดตะโพก เวียนศีรษะ  สะท้านร้อนสะท้านหนาว
  • ตรีสันฑฆาต เกิดเป็นเม็ดผุดขึ้นภายในบริเวณดี ตับ หรือลำไส้ ทำให้เป็นไข้ จุก เสียด  ท้องพอง มีอาการคลั่งเพ้อประดูจผีเข้าสิง ถ้าเป็นนาน ๗-๙ วัน เลือดจะแตกออกทางทวารทั้ง ๙
  • อาสันฑฆาต เกิดจากการฟกช้ำภายใน เช่น ตกที่สูง ถูกทุบ ถองโบยตี   จนเจ็บเนื้อตัว  ทำให้โลหิตในร่างกายคุมกันเป็นก้อน มีอาการเจ็บร้อนในอก  เสียดแทงสันหลังดุจเป็นเม็ดยอดขึ้นภายใน

ถ้าวางยาผิด   เลือดจะกระจายออก แล้วแล่นเข้ากระดูกสันหลัง ลงสู่ทวารหนักเบา

ลมสันฑฆาต

สันฑฆาต,สันทฆาต,สันทะฆาฎ   หมายถึง

  • เส้นที่มีจุดเริ่มต้นบริเวณขอบเชิงกรานด้านหน้า แล่นถึงตาตุ่ม เส้นด้านบนจะแล่นไปทางด้านหลัง ขึ้นข้างกระดูกสันหลัง ถึงบริเวณต้นคอ ท้ายทอย ขึ้นศีรษะ แล้วลงมาที่แขน  เส้นที่อยู่ข้างขวาเรียกว่า  เส้นสันฑฆาตขวา   เส้นที่อยู่ข้างซ้ายเรียกว่า “ เส้นสันฑฆาตซ้าย”
  • โรคที่เกี่ยวกับเส้นชนิดหนึ่ง ทำให้มีอาการจุกเสียดหน้าอก
  • โรคชนิดหนึ่ง เกิดจากการกระทบกระแทกชอกช้ำอย่างแรง เช่น ตกต้นไม้ ถูกทุบถองโบยตี  ทำให้เลือดออกเป็นลิ่ม เป็นก้อน แห้ง หรือเน่าเสีย อยู่ภายใน  เรียก “โลหิตต้องพิฆาต”  ในสตรีอาการอาจรุนแรงมากหากเกิดระหว่างมีระดู  แบ่งเป็น ๔ ประเภท  ตามความรุนแรงของโรค  ได้แก่ เอกสันฑฆาต   โทสันฑฆาต  ตรีสันฑฆาต และ อาสันฑฆาต

ลมสันฑฆาต (ตอนที่ ๓)

สรุปสันฑฆาต  น่าจะตรงกับการได้รับการบาดเจ็บหรือความผิดปกติ ของช่องท้องอย่างรุนแรง   ทำให้มีเลือดออกในช่องท้องหรือมีเลือดออกภายในระบบทางเดินอาหาร  ทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อหลัง  และสันฑฆาต น่าจะแบ่งเป็น ๓ ชนิดเท่านั้น   ส่วนอาการปวดท้องเป็นพรรดึกนั้นน่าจะเป็นผลมาจากการได้รับการบาดเจ็บที่ช่องท้องมากกว่า  ไม่น่าจะเป็นสันฑฆาตอีกชนิดหนึ่ง  อย่างไรก็ตามควรมีการสังคยานาโดยแพทย์แผนไทยและหมอนวดไทยที่มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ในการรักษาโรคนี้ เพื่อความถูกต้องชัดเจนต่อไป

แนวการบำบัดรักษา โรคหรือลมสันฑฆาต

  • การซักประวัติ และตรวจร่างกาย

๑.๑ การซักประวัติ

สอบถามถึงเรื่อง ระยะเวลาที่เป็น อาการท้องผูก ลักษณะอุจจาระ   ลักษณะการปวด  พฤติกรรมการก่อโรค   สมุฏฐาน ธาตุ อุตุ อายุ กาล ตามหลักการแพทย์แผนไทย เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจน

๑.๒ การตรวจร่างกาย

ตรวจการเคลื่อนไหวของร่างกาย   ตรวจ ท้องและหลัง  โดยการให้ก้ม เงย บิดตัวซ้ายขวา    คลำกล้ามเนื้อสังเกต  การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ บริเวณหลัง และท้อง

จะพบกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง  โดยเฉพาะบริเวณท้อง เมื่อกดลงให้ลึกพอประมาณ กดค้างไว้สัก ๑๐ วินาที และปล่อยอย่างเร็ว  คนไข้จะมีความรู้สึกเจ็บมากถึงกับสะดุ้ง ขณะปล่อยมือ  แสดงถึง ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็งตัวมาก  หรืออักเสบมาก

ขั้นตอนการรักษา

  • การให้การประคบสมุนไพร ท้องและหลัง
  • การนวดบำบัด
  • ให้ยาสมุนไพร
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของโรค (ได้จากการซักประวัติ)

การนวดบำบัด

  • นวดแนวหลัง ๑ (แนวเส้นอิทาและปิงคลา)
  • นวดแนวเกลียวข้าง โดยเน้นจุด ที่อยู่ใกล้หัวตะคาก   นวดกดจุดสลักเพชร  นวดคลายกล้ามเนื้อก้น  ( เมื่อหลังและท้องเกร็ง กล้ามเนื้อบริเวณ สะโพก จะเกร็งด้วย)
  • นวดแนวสันหน้าแข้งด้านนอก (เส้นสหัสรังสี/ทวารี)
  • นวดสันหน้าแข้งด้านใน (เส้นกาลทารี)
  • นวดจุดเหนือขอบบนของสะบ้า ๒ นิ้วมือขึ้นไปตามแนวกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก (เส้นสหัสรังสี/ทวารี)
  • การโกยท้อง นวดแก้อาการท้องผูก ตามแนวลำไส้ใหญ่
  • นวดกดเน้นจุดรัตฆาต ปัตฆาต  สันฑฆาต  ตามลำดับ  โดยและจุดกดจนกว่าอาการเกร็งผ่อนคลายลง

(เทคนิกการนวด ต้องนวดโดยใช้แรงนวดอย่างเหมาะสม อย่าแรงหรือเบาเกินไป  และต้องสังเกตปฏิกิริยาของผู้ป่วยตลอดเวลา)

การประเมินผล    กล้ามเนื้อท้องที่เกร็งจะต้องลดลง  อาการปวดหลังลดลง

คำแนะนำ

ควรให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้อาการกำเริบ   ได้แก่ ทำงานให้น้อยลง  พักผ่อนอย่างเพียงพอ  ไม่ควรนั่ง ยืนเดิน มากเกินไป และต้องออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ   และงดอาหารที่ย่อยยาก   รับประทานผักผลไม้ เพื่อเพิ่มกากใย ช่วยในระบายท้อง  ไม่ให้กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ  รับประทานน้ำให้มาก หรืออย่างน้อยวันละ ๑.๕ลิตร

ปัตฆาต ,ลมปัตฆาต

ความหมาย  “ปัตฆาต”

๑. ปัตฆาต หมายถึงเส้นเอ็นที่อยู่ในร่างกายคู่ขนานไปกับหลอดเลือดบริเวณท้องน้อย และหน้าขา เป็นเส้นทีสำคัญ เมื่อกดเส้นนี้จะรู้สึกเต้นตุบๆ

๒. ลมปัตฆาต คือ การเจ็บขัดยอกตามสะบักข้องใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง พร้อมกัน เคลื่อนไหวไม่สะดวก เจ็บร้าวไปตามหน้าอก

ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย เป็นพรรดึก (ท้องผูกมาก ถ่ายเป็นขี้แพะ)ที่ท้อง

เวลาแก้ให้คลายที่ส้นเท้าและสันหลังตามแนวกระดูกทั้งสองข้างเส้นบั้นเอวบริเวณชายโครง”

๓. ลมปัตฆาฎ หมายถึง ลมที่พัดขึ้นให้สลักอก เสียดชายโครงดังจะขาดใจ

๔. ปัตฆาต หมายถึง เส้นที่มีจุดเริ่มต้นบริเวณเชิงกรานด้านหน้า แล่นถึงตาตุ่ม เส้นบนจะแล่นไปทางด้านหลังข้างกระดูกสันหลัง (ถัดออกจากเส้นรัตฆาต)ถึงบริเวณต้นคอท้ายทอยขึ้นศีรษะแล้วลงมาที่แขน เส้นที่อยู่ด้านขวาเรียก เส้นปัตฆาตขวา เส้นที่อยู่ด้านซ้ายเรียกว่า เส้นปัตฆาตซ้าย

ส่วนเส้นด้านล่างจะเริ่มจากบริเวณหน้าขา แล่นลงมาถึงตาตุ่มด้านใน เรียก ปัตฆาตใน ส่วนด้านนอกเริ่มจากบริเวณสะโพกแล่นลงมาถึงตาตุ่ม เรียก ปัตฆาตนอก

๕.ปัตฆาต หมายถึง โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเส้นปัตฆาต เคลื่อนไหวไม่สะดวก ดังคัมภีร์ แผนนวด ๒/๙๖ ตอนหนึ่ง “ ชื่อว่าลมปัตฆาฎ” ก็ว่า ผู้นั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิได้ก็ดี

ให้แก้เส้นเอนแลแก้เส้นหลังทั้ง ๒ แลแก้เส้นบั้นเอวทั้ง ๒ แล ชื่อลมแถกกลออมนั้น ให้แก้หัวเหน่าแลท้องแลรอบสะดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแลฯ ลมเนตนั้นครั้นจับให้บิดตัวดังพิศม์งูนั้น

ให้แก้หน้าแลหลังแลขาทั้งสองข้างคลายแล” ลมปัตฆาต ก็เรียก เขียนว่า ปัตคาด ปัฏฆาต ปัตตฆาฎ หรือ ปัตฆาฎ ก็มี

ลักษณะอาการ

เจ็บขัดยอก ตามสะบักข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างพร้อมกัน เคลื่อนไหวตัวลำบาก เจ็บร้าวไปที่หน้าอก คอ บ่า ไหล่ ปวดเมื่อยไปทั่วร่างกาย

อาการท้องผูกมาก ถ่ายเป็นก้อนคล้ายขี้แพะ

ลมปลายปัตฆาต   (ปัตคาด)  ในคัมภีร์การนวดไทยดั้งเดิม นั้นไม่มีชื่อ โรคลมปลายปัตฆาต  เข้าใจว่าเป็นการกำหนดขึ้นมาใหม่ โดยแพทย์แผนไทยประยุกต์  ซึ่งให้คำนิยาม “ลมปลายปัตฆาต”  คือ การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ลมปลายปัตฆาตส้นเท้า  ลมปลายปัตฆาตข้อศอก  ซึ่งการนวดไทยจะเรียกชื่อโรคเป็นอย่างอื่น ได้แก่  ลมจับโปงข้อเข่า (ลมจับโปงสะคริว) ลมขัง (รองช้ำ)  ลมขัดศอก(ข้อศอกเทนนิส) ดังนั้นการนวดไทยเดิม ไม่มีโรคลมปลายปัตฆาต

จากการศึกษาเทียบเคียงลักษณะและอาการของโรค ตรงกับ โรคที่ทางการแพทย์แผนตะวันตก เรียกคือ  myofacail pain syndrome   หรือโรคปวดกล้ามเนื้อพังผืดอักเสบเรื้อรัง  นั่นเอง

การรักษา โรคปัตฆาต ด้วยการแพทย์แผนไทย (ตอนที่ ๑)

การแพทย์แผนไทย

  • ธาตุสมุฏฐาน
  • เส้นประธานสิบ มีความผิดปกที่เส้นทวารี เป็นหลัก แต่อาจมีการประทบกับเส้นประธานสิบ อื่นร่วมด้วย เช่น อิทา ปิงคลา กาลทารี

การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย

การซักประวัติ

๑. อายุ ระยะเวลาที่มีอาการ  พฤติกรรมการกินอาหาร

๒. ลักษณะการปวด  ๖ หัวข้อ

๓.การซักประวัติ ตามสมุฏฐานวินิจฉัย

การตรวจร่างกาย

  • การดูและการสังเกต

๑.๑ ท่าทางการเดิน โครงสร้างของคอ หลัง  สะบัก

๑.๒. ลักษณะการบวม

๑.๓ มีการลีบของกล้ามเนื้อหลังส่วนบนหรือไม่

  • การคลำ และการสัมผัส และตรวจการเคลื่อนไหว

๒.๑ ตรวจการเคลื่อนไหว คอ และหลัง

๒.๒ ตรวจการเคลื่อนไหว ไหล่  สะบัก

๒.๓ การคลำ บริเวณ บ่า คอ หลัง ไหล่  ว่ามีลักษณะอาการแข็งเกร็ง  ร้อน   หรือไม่    มีจุดกดเจ็บหรือไม่ อย่างไร

แนวทางการรักษา

เนื่องจากมีการอักเสบของกล้ามเนื้อเรื้อรัง  หรืออาจมีการอักเสบแบบเฉียบพลันได้  จึงต้องรักษา ตามอาการ ที่ตรวจพบ ด้วยวิธีการ

๑. การอบประคบสมุนไพร เพื่อทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว

๒. การนวดรักษา

๓. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริหารร่างกาย

การฝึกลดความเครียด

การรักษา โรคปัตฆาต ด้วยการแพทย์แผนไทย (ตอนที่ ๒)

สมุฏฐานวินิจฉัย

  • การแพทย์แผนไทย

ธาตสมุฏฐาน

เส้นประธานสิบ  มีความผิดปกติที่เส้นทวารีเป็นหลัก แต่อาจมีการกระทบกระเทือนกับเส้นประธานสิบอื่นๆ เช่น อิทา ปิงคลา    และกาลทารี

การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย

  • การซักประวัติ

อายุ ระยะเวลาที่เป็น พฤติกรรมการกินอาหาร พฤติกรรมการก่อโรค

ลักษณะอาการปวด หรือพฤติกรรมของโรค

สมุฏฐานวินิจฉัย   ธาตุ อุตุ อายุ กาล

การตรวจร่างกาย

  • การดูและการสังเกต

ท่าการเดิน   โครงสร้างของคอ หลัง  สะบัก

ลักษณะอาการบวม

การลีบของกล้ามเนื้อหลังส่วนบนหรือไม่

๒. การคลำ และสัมผัส

ตรวจการเคลื่อนไหวของคอ หลัง

ตรวจการเคลื่อนไหว ของไหล่ และสะบัก

การรักษา

๑.แผนการรักษา

เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดจาก ระบบ กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง    แต่อาการที่ปวดเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันได้ จึงต้องรักษาอย่างเฉียบพลันหรือแบบเรื้อรังได้ด้วย

๑.๑ การอบ ประคบ สมุนไพร  เพื่อคลายกล้ามเนื้อ

ถ้าสังเกต และคลำสัมผัส พบว่ามีความร้อนมาก ก็ให้ใช้น้ำแข็ง หรือผ้าเย็นประคบบริเวณที่เป็นก่อน อย่าใช้ความร้อนรักษาในทันที   การใช้ความร้อนในการบำบัด ต้องตรวจพบว่า บริเวณที่มีอาการ มีอาการไม่ ปวด บวม แดง ร้อน

๑.๒ การนวดรักษา  ให้หลักการนวด แบบเดินสายกลาง ไม่หนักหรือเบาเกินไป

๑.๓ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อโรค (ได้ข้อมูลจากการซักประวัติ)

การนวดบำบัด

  • นวดตามแนว หลัง ๑ และ ๒
  • นวดโกยท้อง โดย เริ่มจากจุดท้องน้อยด้านขวา จากจุดหัวตะคากไปตามเข็มนาฬิกา ทิศทางนวด ให้เข้าหาสะดือ จนกว่าอาการเกร็งที่ท้องจะทุเลา หรือคลายลง ประมาณ ๓-๕ รอบ
  • กดจุดปัตฆาต ที่ท้องน้อยทั้ง๒ ข้าง
  • หากวิฉัจฉัยพบว่า เกิดจากลมอโธคมาวาตา (ลมพัดลง) เป็นเหตุ  ให้นวดจากกึ่งกลางสะบักมาหากระเบนเหน็บ แล้วนวดต่อไปที่ขา
  • หากวินิจฉัย พบว่าเกิดจากลมอุทธังคมาวาตา (ลมพัดลง) เป็นเหตุ  ให้นวดจากฝ่าเท้าถึงจุดกำด้น  (แก้ลมที่พัดขึ้น)  โดยนวดตามแนวเส้นอิทา ปิงคลา และให้นวดแนวเกลียวข้างตามแนวสันหลัง (อิทา)  โดยนวดขี้นไปจนถึงจุดท้ายที่จุดกลึ่งกลางสะบัก (จุดหทัยวาตะ) โดยกด ๑-๑๐  แล้วผ่อนคลาย   กดจุดปัตฆาต รัตฆาต และสันฑฆาต
  • นวดกดเปิดลมล่างบน (โดยเริ่มกดจุดข้างสะดือ ๑ นิ้วมือซ้ายและขวา ต่อไปกดจุดใต้สะดือ  ๒ นิ้วมือ โดยกดไปทางซ้าย  และกดลงไปทางขวา ต่อไปกดจุดเหนือสะดือ ๒นิ้วมือ โดยกดลงทางซ้าย ต่อไปใช้เนินฝ่ามือวางลงบนตำแหน่งสะดือแล้วกดนิ่งนาน ๓๐ วินาที

ข้อควรระวัง ในการนวดท้อง

ก่อนการนวดท้องทุกครั้ง ต้องตรวจและสังเกต โรคหลอดเลือดท้องโป่งพอง ( aortic aneurism)  ภาวะ เส้นเลือดแดงใหญ่ที่ท้อง โป่งพอง  ถ้าถูกกดท้องแรง อาจทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่นี้แตก เป็นอันตราย ถึงขั้นเสียชีวิต

การตรวจ ให้ผู้ป่วยนอนชันเข่าทั้งสองข้าง  ให้แล้วหมอนวดวางมือบริเวณท้องเบาๆ ถ้าหมอผู้ตรวจ รู้สึกว่ามีการเต้นของชีพจรที่ค่อนข้างแรงปะทะฝ่ามือ (สู้มือ) ให้งดการนวดท้อง   มักพบใน ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง

การประเมินผลการรักษา

หลังการนวดบำบัด ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง  การเกร็งของกล้ามเนื้อลดลง  การเคลื่อนไหวของคอ สะบัก ลำตัว หลัง ดีขึ้น

ข้อห้าม ข้อควรระวัง  และคำแนะนำ

  • ห้ามดัด ดึง ในผู้ป่วยที่เป็นลมปัตฆาต แบบเฉียบพลัน
  • เมื่ออาการดีขึ้น ควรแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เส้นปัตฆาต    แนวทางการเดินของเส้น มีดังนี้   ห่างจากขอบกระดูกเชิงกรานออกาทางเส้นกลางลำตัว ๑ นิ้วมือ ลงมาต้นขาด้านใน สันหน้าแข้งใน ผ่านเข้ามาที่ตาตุ่มด้านใน  ลงมาที่ส่วนโค้งของฝ่าเท้า อ้อมมาที่ตาตุ่มนอก  ขึ้นด้านหลังต้นขาเข้าใต้ก้นย้อยผ่านรอยบุ๋มของข้อต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระเบนเหน็บ  แล่นขึ้นสู่ขอบสะบักด้านใน ห่างจากแนวกระดูกสันหลัง  ๒ นิ้วมือ ขึ้นไประหว่างต้นคอกับบ่าที่ระดับกระดูกคอชิ้นที่ ๗   เส้นปัตฆาตจะอยู่ถัดจากเส้นสันฑฆาต ซึ่งอยู่ด้านใน ออกมาอีกประมาณ ๑ องคุลี

ลมที่เกิดในเส้นปัตฆาต

  • ลมปัตฆาต คือ อาการที่ตึงตลอดทั้งร่างกาย  และมีอาการท้องผูกร่วมด้วย
  • ลมปวดหลัง (ปวดเอว) คือปวดกล้ามเนื้อหลังตามแนวบริเวณปัตฆาต
  • ลมยอกอก คือ อาการปวดยอกบริเวณกล้ามเนื้ออก
  • ลมยอกหลัง (เกลียวข้าง) คือบริเวณที่เกิดจากเส้นปัตคาดทำให้ยืดตัวขึ้น มีอาการปวด
  • ลมปวดเกลียวคอ (ต้นคอ) คืออาการปวดกล้ามเนื้อคอ
  • ลมปวดสะบัก คือ อาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อสะบัก
  • ลมปวดขา (ด้านในและนอก) คือ อาการปวดขาเมื่อเดินมากหรือยืนนาน
  • ลมขัดข้อเท้า คือ ปวดขัดบริเวณข้อเท้าด้านในและด้านนอก มีอาการปวดขัด
  • ลมเท้าแพลง (ใน-นอก) คือข้อเท้าแพลงมีอาการฉีกของกล้ามเนื้อบริเวณข้อเท้า ด้านนอก ด้านใน
  • ลมยอกสะโพก คือ ปวดกล้ามเนื้อบริเวณข้อสะโพก
  • ลมปวดเบือนคอมิได้ คือ อาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอด้านหลัง คล้ายตกหมอน
  • ลมก้มเงยคอมิได้ คือ อาการปวดเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อคอทำให้ก้มเงยปวดคอ

ความหมาย  “ปัตฆาต”

๑. ปัตฆาต หมายถึงเส้นเอ็นที่อยู่ในร่างกายคู่ขนานไปกับหลอดเลือดบริเวณท้องน้อย และหน้าขา เป็นเส้นทีสำคัญ เมื่อกดเส้นนี้จะรู้สึกเต้นตุบๆ

๒. ลมปัตฆาต คือ การเจ็บขัดยอกตามสะบักข้องใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง พร้อมกัน เคลื่อนไหวไม่สะดวก เจ็บร้าวไปตามหน้าอก

ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย เป็นพรรดึก (ท้องผูกมาก ถ่ายเป็นขี้แพะ)ที่ท้อง

เวลาแก้ให้คลายที่ส้นเท้าและสันหลังตามแนวกระดูกทั้งสองข้างเส้นบั้นเอวบริเวณชายโครง”

๓. ลมปัตฆาฎ หมายถึง ลมที่พัดขึ้นให้สลักอก เสียดชายโครงดังจะขาดใจ

๔. ปัตฆาต หมายถึง เส้นที่มีจุดเริ่มต้นบริเวณเชิงกรานด้านหน้า แล่นถึงตาตุ่ม เส้นบนจะแล่นไปทางด้านหลังข้างกระดูกสันหลัง (ถัดออกจากเส้นรัตฆาต)ถึงบริเวณต้นคอท้ายทอยขึ้นศีรษะแล้วลงมาที่แขน เส้นที่อยู่ด้านขวาเรียก เส้นปัตฆาตขวา เส้นที่อยู่ด้านซ้ายเรียกว่า เส้นปัตฆาตซ้าย

ส่วนเส้นด้านล่างจะเริ่มจากบริเวณหน้าขา แล่นลงมาถึงตาตุ่มด้านใน เรียก ปัตฆาตใน ส่วนด้านนอกเริ่มจากบริเวณสะโพกแล่นลงมาถึงตาตุ่ม เรียก ปัตฆาตนอก

๕.ปัตฆาต หมายถึง โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเส้นปัตฆาต เคลื่อนไหวไม่สะดวก ดังคัมภีร์ แผนนวด ๒/๙๖ ตอนหนึ่ง “ ชื่อว่าลมปัตฆาฎ” ก็ว่า ผู้นั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิได้ก็ดี

ให้แก้เส้นเอนแลแก้เส้นหลังทั้ง ๒ แลแก้เส้นบั้นเอวทั้ง ๒ แล ชื่อลมแถกกลออมนั้น ให้แก้หัวเหน่าแลท้องแลรอบสะดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแลฯ ลมเนตนั้นครั้นจับให้บิดตัวดังพิศม์งูนั้น

ให้แก้หน้าแลหลังแลขาทั้งสองข้างคลายแล” ลมปัตฆาต ก็เรียก เขียนว่า ปัตคาด ปัฏฆาต ปัตตฆาฎ หรือ ปัตฆาฎ ก็มี

ลักษณะอาการ

เจ็บขัดยอก ตามสะบักข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างพร้อมกัน เคลื่อนไหวตัวลำบาก เจ็บร้าวไปที่หน้าอก คอ บ่า ไหล่ ปวดเมื่อยไปทั่วร่างกาย

อาการท้องผูกมาก ถ่ายเป็นก้อนคล้ายขี้แพะ

ลมปลายปัตฆาต   (ปัตคาด)  ในคัมภีร์การนวดไทยดั้งเดิม นั้นไม่มีชื่อ โรคลมปลายปัตฆาต  เข้าใจว่าเป็นการกำหนดขึ้นมาใหม่ โดยแพทย์แผนไทยประยุกต์  ซึ่งให้คำนิยาม “ลมปลายปัตฆาต”  คือ การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ลมปลายปัตฆาตส้นเท้า  ลมปลายปัตฆาตข้อศอก  ซึ่งการนวดไทยจะเรียกชื่อโรคเป็นอย่างอื่น ได้แก่  ลมจับโปงข้อเข่า (ลมจับโปงสะคริว) ลมขัง (รองช้ำ)  ลมขัดศอก(ข้อศอกเทนนิส) ดังนั้นการนวดไทยเดิม ไม่มีโรคลมปลายปัตฆาต

จากการศึกษาเทียบเคียงลักษณะและอาการของโรค ตรงกับ โรคที่ทางการแพทย์แผนตะวันตก เรียกคือ  myofacail pain syndrome   หรือโรคปวดกล้ามเนื้อพังผืดอักเสบเรื้อรัง  นั่นเอง

การรักษา โรคปัตฆาต ด้วยการแพทย์แผนไทย (ตอนที่ ๑)

การแพทย์แผนไทย

  • ธาตุสมุฏฐาน
  • เส้นประธานสิบ มีความผิดปกที่เส้นทวารี เป็นหลัก แต่อาจมีการประทบกับเส้นประธานสิบ อื่นร่วมด้วย เช่น อิทา ปิงคลา กาลทารี

การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย

การซักประวัติ

๑. อายุ ระยะเวลาที่มีอาการ  พฤติกรรมการกินอาหาร

๒. ลักษณะการปวด  ๖ หัวข้อ

๓.การซักประวัติ ตามสมุฏฐานวินิจฉัย

การตรวจร่างกาย

  • การดูและการสังเกต

๑.๑ ท่าทางการเดิน โครงสร้างของคอ หลัง  สะบัก

๑.๒. ลักษณะการบวม

๑.๓ มีการลีบของกล้ามเนื้อหลังส่วนบนหรือไม่

  • การคลำ และการสัมผัส และตรวจการเคลื่อนไหว

๒.๑ ตรวจการเคลื่อนไหว คอ และหลัง

๒.๒ ตรวจการเคลื่อนไหว ไหล่  สะบัก

๒.๓ การคลำ บริเวณ บ่า คอ หลัง ไหล่  ว่ามีลักษณะอาการแข็งเกร็ง  ร้อน   หรือไม่    มีจุดกดเจ็บหรือไม่ อย่างไร

แนวทางการรักษา

เนื่องจากมีการอักเสบของกล้ามเนื้อเรื้อรัง  หรืออาจมีการอักเสบแบบเฉียบพลันได้  จึงต้องรักษา ตามอาการ ที่ตรวจพบ ด้วยวิธีการ

๑. การอบประคบสมุนไพร เพื่อทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว

๒. การนวดรักษา

๓. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริหารร่างกาย

การฝึกลดความเครียด

การรักษา โรคปัตฆาต ด้วยการแพทย์แผนไทย (ตอนที่ ๒)

สมุฏฐานวินิจฉัย

  • การแพทย์แผนไทย

ธาตสมุฏฐาน

เส้นประธานสิบ  มีความผิดปกติที่เส้นทวารีเป็นหลัก แต่อาจมีการกระทบกระเทือนกับเส้นประธานสิบอื่นๆ เช่น อิทา ปิงคลา    และกาลทารี

การซักประวัติ และการตรวจร่างกาย

  • การซักประวัติ

อายุ ระยะเวลาที่เป็น พฤติกรรมการกินอาหาร พฤติกรรมการก่อโรค

ลักษณะอาการปวด หรือพฤติกรรมของโรค

สมุฏฐานวินิจฉัย   ธาตุ อุตุ อายุ กาล

การตรวจร่างกาย

  • การดูและการสังเกต

ท่าการเดิน   โครงสร้างของคอ หลัง  สะบัก

ลักษณะอาการบวม

การลีบของกล้ามเนื้อหลังส่วนบนหรือไม่

๒. การคลำ และสัมผัส

ตรวจการเคลื่อนไหวของคอ หลัง

ตรวจการเคลื่อนไหว ของไหล่ และสะบัก

การรักษา

๑.แผนการรักษา

เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดจาก ระบบ กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง    แต่อาการที่ปวดเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันได้ จึงต้องรักษาอย่างเฉียบพลันหรือแบบเรื้อรังได้ด้วย

๑.๑ การอบ ประคบ สมุนไพร  เพื่อคลายกล้ามเนื้อ

ถ้าสังเกต และคลำสัมผัส พบว่ามีความร้อนมาก ก็ให้ใช้น้ำแข็ง หรือผ้าเย็นประคบบริเวณที่เป็นก่อน อย่าใช้ความร้อนรักษาในทันที   การใช้ความร้อนในการบำบัด ต้องตรวจพบว่า บริเวณที่มีอาการ มีอาการไม่ ปวด บวม แดง ร้อน

๑.๒ การนวดรักษา  ให้หลักการนวด แบบเดินสายกลาง ไม่หนักหรือเบาเกินไป

๑.๓ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อโรค (ได้ข้อมูลจากการซักประวัติ)

การนวดบำบัด

  • นวดตามแนว หลัง ๑ และ ๒
  • นวดโกยท้อง โดย เริ่มจากจุดท้องน้อยด้านขวา จากจุดหัวตะคากไปตามเข็มนาฬิกา ทิศทางนวด ให้เข้าหาสะดือ จนกว่าอาการเกร็งที่ท้องจะทุเลา หรือคลายลง ประมาณ ๓-๕ รอบ
  • กดจุดปัตฆาต ที่ท้องน้อยทั้ง๒ ข้าง
  • หากวิฉัจฉัยพบว่า เกิดจากลมอโธคมาวาตา (ลมพัดลง) เป็นเหตุ  ให้นวดจากกึ่งกลางสะบักมาหากระเบนเหน็บ แล้วนวดต่อไปที่ขา
  • หากวินิจฉัย พบว่าเกิดจากลมอุทธังคมาวาตา (ลมพัดลง) เป็นเหตุ  ให้นวดจากฝ่าเท้าถึงจุดกำด้น  (แก้ลมที่พัดขึ้น)  โดยนวดตามแนวเส้นอิทา ปิงคลา และให้นวดแนวเกลียวข้างตามแนวสันหลัง (อิทา)  โดยนวดขี้นไปจนถึงจุดท้ายที่จุดกลึ่งกลางสะบัก (จุดหทัยวาตะ) โดยกด ๑-๑๐  แล้วผ่อนคลาย   กดจุดปัตฆาต รัตฆาต และสันฑฆาต
  • นวดกดเปิดลมล่างบน (โดยเริ่มกดจุดข้างสะดือ ๑ นิ้วมือซ้ายและขวา ต่อไปกดจุดใต้สะดือ  ๒ นิ้วมือ โดยกดไปทางซ้าย  และกดลงไปทางขวา ต่อไปกดจุดเหนือสะดือ ๒นิ้วมือ โดยกดลงทางซ้าย ต่อไปใช้เนินฝ่ามือวางลงบนตำแหน่งสะดือแล้วกดนิ่งนาน ๓๐ วินาที

ข้อควรระวัง ในการนวดท้อง

ก่อนการนวดท้องทุกครั้ง ต้องตรวจและสังเกต โรคหลอดเลือดท้องโป่งพอง ( aortic aneurism)  ภาวะ เส้นเลือดแดงใหญ่ที่ท้อง โป่งพอง  ถ้าถูกกดท้องแรง อาจทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่นี้แตก เป็นอันตราย ถึงขั้นเสียชีวิต

การตรวจ ให้ผู้ป่วยนอนชันเข่าทั้งสองข้าง  ให้แล้วหมอนวดวางมือบริเวณท้องเบาๆ ถ้าหมอผู้ตรวจ รู้สึกว่ามีการเต้นของชีพจรที่ค่อนข้างแรงปะทะฝ่ามือ (สู้มือ) ให้งดการนวดท้อง   มักพบใน ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง

การประเมินผลการรักษา

หลังการนวดบำบัด ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง  การเกร็งของกล้ามเนื้อลดลง  การเคลื่อนไหวของคอ สะบัก ลำตัว หลัง ดีขึ้น

ข้อห้าม ข้อควรระวัง  และคำแนะนำ

  • ห้ามดัด ดึง ในผู้ป่วยที่เป็นลมปัตฆาต แบบเฉียบพลัน
  • เมื่ออาการดีขึ้น ควรแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เส้นปัตฆาต    แนวทางการเดินของเส้น มีดังนี้   ห่างจากขอบกระดูกเชิงกรานออกาทางเส้นกลางลำตัว ๑ นิ้วมือ ลงมาต้นขาด้านใน สันหน้าแข้งใน ผ่านเข้ามาที่ตาตุ่มด้านใน  ลงมาที่ส่วนโค้งของฝ่าเท้า อ้อมมาที่ตาตุ่มนอก  ขึ้นด้านหลังต้นขาเข้าใต้ก้นย้อยผ่านรอยบุ๋มของข้อต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระเบนเหน็บ  แล่นขึ้นสู่ขอบสะบักด้านใน ห่างจากแนวกระดูกสันหลัง  ๒ นิ้วมือ ขึ้นไประหว่างต้นคอกับบ่าที่ระดับกระดูกคอชิ้นที่ ๗   เส้นปัตฆาตจะอยู่ถัดจากเส้นสันฑฆาต ซึ่งอยู่ด้านใน ออกมาอีกประมาณ ๑ องคุลี

ลมที่เกิดในเส้นปัตฆาต

  • ลมปัตฆาต คือ อาการที่ตึงตลอดทั้งร่างกาย  และมีอาการท้องผูกร่วมด้วย
  • ลมปวดหลัง (ปวดเอว) คือปวดกล้ามเนื้อหลังตามแนวบริเวณปัตฆาต
  • ลมยอกอก คือ อาการปวดยอกบริเวณกล้ามเนื้ออก
  • ลมยอกหลัง (เกลียวข้าง) คือบริเวณที่เกิดจากเส้นปัตคาดทำให้ยืดตัวขึ้น มีอาการปวด
  • ลมปวดเกลียวคอ (ต้นคอ) คืออาการปวดกล้ามเนื้อคอ
  • ลมปวดสะบัก คือ อาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อสะบัก
  • ลมปวดขา (ด้านในและนอก) คือ อาการปวดขาเมื่อเดินมากหรือยืนนาน
  • ลมขัดข้อเท้า คือ ปวดขัดบริเวณข้อเท้าด้านในและด้านนอก มีอาการปวดขัด
  • ลมเท้าแพลง (ใน-นอก) คือข้อเท้าแพลงมีอาการฉีกของกล้ามเนื้อบริเวณข้อเท้า ด้านนอก ด้านใน
  • ลมยอกสะโพก คือ ปวดกล้ามเนื้อบริเวณข้อสะโพก
  • ลมปวดเบือนคอมิได้ คือ อาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอด้านหลัง คล้ายตกหมอน
  • ลมก้มเงยคอมิได้ คือ อาการปวดเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อคอทำให้ก้มเงยปวดคอ

Tag Cloud