อ.ประสิทธิ์ คงทรัพย์ /ร.ร. สิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย

Archive for August, 2015

แบบทดสอบ การนวดไทย เรื่อง ร่างกายของเรา ตอนที่๒

แบบทดสอบ การนวดไทย เรื่อง ร่างกายของเรา ตอนที่๒
จงเติมคำตอบลงในช่องว่างที่ถูกต้อง
๑. กระดูกสันหลังช่วงคอ ช่วงคอมีกี่ชิ้น ……๗ ชิ้น…………………….
๒. กระดูกสันหลังช่วงอกมีกี่ชิ้น…………….๑๒ ชิ้น………………..
๓. กระดูกสันหลังช่วงเอว มีกี่ชิ้น……….๕ ชิ้น……………………
๔. เดิมกระดูกกระเบนเหน็บ มี ๕ ชิ้นในวัยเด็ก จะเชื่อมติดกันเป็นชิ้นเดียวเมื่ออายุเท่าไร……๒๓ ปี…..
๕. หมอนรองกระดูกสันหลัง ทำหน้าที่อะไร…………….ช่วยลดแรงกระแทก และสามารถทำให้หลังเคลื่อนไหวได้มากขึ้น…………….
๖. โครงสร้างกระดูกสันหลังมีลักษณะ โค้งไปมา มีประโยชน์อย่างไร ……มีลักษณะเหมือนสปริง ทำให้ลดแรงกระเทือนที่เกิดกับศีรษะ ซึ่งมีสมองอยู่…………..
๗. ช่องกระดูกสันหลัง(spinal canal) มีหน้าที่อะไร………เป็นที่อยู่ของ ไขสันหลัง(spinal cord
๘. กรณีที่มีหินปูนเกาะบริเวณกระดูกสันหลัง และยื่นเข้าไปในช่องกระดูกสันหลังทำให้ไปกดเบียด ไขสันหลัง หรือระคายเคืองรากของเส้นประสาทไขสันหลังได้ จะทำเกิดอาการกับผู้ป่วยอย่างไร………….ชา,อ่อนแรง….ปวด ร้าว.
๙. กระดูกไหปลาร้า มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร…..ช่วงในการแอ่นอกไปข้างหลัง ช่วยให้การเคลื่อนไหวที่หัวไหล่ สะดวกและได้องศามากขึ้น…..
๑๐. กระดูกอกมี ๓ ชิ้นติดกัน ปลายล่างของกระดูกอกเรียกว่าอะไร……ลิ้นปี่(xiphoid process)
๑๑. กระดูกซี่โครง มีจำนวนเท่าไร….และกระดูกซี่โครงทำหน้าที่อะไร…… ๒๔ ชิ้น…มีหน้าที่ป้องกัน ปอดและหัวใจ และช่วยในการหายใจ เพราะมีกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างซี่โครง ช่วยในการหายใจ………………….
๑๒. กระดูกซี่โครงมีกระดูกซี่โครงลอย อยู่จำนวนเท่าไร….๒ คู่ (คู่ที่ ๑๑และ ๑๒)….. …………………………
๑๓. การนวดโดยการขึ้นไปเหยียบหลัง อาจทำให้เกิดอันตรายอย่างไร………อาจทำให้กระดูกซี่โครงหักและไปทิ่มที่ปอด หรือหัวใจ หรือถ้ากระดูกสันหลังหัก ก็จะไปทิ่ม ไขสันหลังทำให้อันตรายเป็นอัมพาตได้หรือ ตกเลือดอาจถึงตายได้
๑๔. กล้ามเนื้อสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน (trapezius) ทำหน้าที่อะไร…..ยกไหล่….กดไหล่ลง …และ แบะไหล่…..
๑๕. กล้ามเนื้อสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน แบ่งเป็นกี่ส่วนอะไรบ้าง ……แบ่งเป็น ๓ ส่วน…คือ ส่วนบน(upper trapezius) ส่วนกลาง (middle trapezius) และ ส่วนล่าง (lower trapezius)………………………………………..
๑๖. กล้ามเนื้อปีก(lastisimus dorsi) ทำหน้าที่อะไร……ดึงแขนไปข้างหลัง (shoulder extension)
๑๗. เส้นประสาทไขสันหลังมีจำนวนเท่าไร และแบ่งเป็นอย่างไร……มีจำนวน ๓๑ คู่ ได้แก่ เส้นประสาทคอ ๘ คู่, เส้นประสาทระดับอก ๑๒ คู่,เส้นประสาทระดับเอว ๕ คู่, เส้นประสาทกระเบนเหน็บ ๕ คู่และเส้นประสาทก้นกบ ๑ คู่
๑๘. เส้นประสาทไขสันหลังทำหน้าที่อะไร……รับความรู้สึกจากร่างกายส่วนต่างๆแล้วส่งผ่านไขสันหลังไปยังสมอง และ นำคำสั่งจากสมองผ่านทางไขสันหลังและเส้นประสาท ไปยังอวัยวะต่างๆ
๑๙. เส้นประสาทไขสันหลังช่วงเอวคู่ที่ ๑-๔ ให้แขนงรวมกันเป็นร่างแหไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนใด…..
กล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง,ต้นขาด้านหน้า,และ หน้าแข้งด้านใน………………………….
๒๐. เส้นประสาทไขสันหลังช่วงเอวคู่ที่ ๔-๕ และ เส้นประสาทกระเบนเหน็บ คู่ที่ ๑-๕ ได้รวมกันเป็นร่างประสาทกระเบนเหน็บ ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนใด………….กล้ามเนื้อก้น,สะโพกด้านข้าง,ต้นขาด้านหลัง และส่วนใหญ่ของหน้าแข้งและเท้า…………………………
๒๑. หากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไขสันหลัง หรือมีหินปูนเกาะและไประคายเคืองรากประสาทไขสันหลังช่วงเอวจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการอย่างไร……ปวดร้าวเสียวชาไปตามเส้นประสาทที่ถูกกดทับ………………….
๒๒. การทดสอบว่ารากประสาทไขสันหลังถูกกดทับหรือไม่ มีวิธีทดสอบอย่างไร…….ให้ผู้ป่วยนอนหงาย แล้วผู้ตรวจจับยกขาผู้ป่วยที่สงสัยว่ารากประสาทถูกกดทับหรือไม่ ยกขึ้นในท่า เข่าเหยียดตรง ซึ่งจะพบว่า ผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวหรือชามากขึ้นไปตามขา โดยที่ไม่สามารถยกขาได้สูงถึง ๙๐ องศา……
๒๓. ถ้าพบว่ามีหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือหินปูนทับเส้นประสาท ท่านเป็นหมอนวดไทยควรทำอย่างไร……………..ห้ามนวดแล้วแนะนำให้ผู้ป่วยรักษาต่อที่โรงพยาบาล…………………………..
๒๔. กระดูกสะบัก เป็นกระดูกที่รูปร่างเป็นแบบใด…………..รูปร่างแบน……….
๒๕. ข้อต่อหัวไหล่ประกอบด้วยกระดูกอะไรบ้าง……กระดูกสะบัก,กระดูกต้นแขนและกระดูกไหปลาร้า
๒๖. กระดูกข้อมือมีกี่ชิ้น…………..ข้างละ ๘ ชิ้น……….กระดูกฝ่ามือมีข้างละเท่าไร…………๕ ชิ้น………..
กระดูกนิ้วมือมีข้างละเท่าไร………….๑๔ ชิ้น…………………………….
๒๗. ข้อไหล่ มีเบ้าที่ตื้น ทำให้ข้อเคลื่อนไหวทุกหลายทิศทาง ได้แก่ ยกแขนขึ้น(shoulder flexion) ได้กี่ 0-180 องศา……………….เหยียดแขนไปด้านหลัง(shoulder extenion) ได้กี่องศา……0-45 องศา……
กางแขน…..0-180 องศา หุบแขน…..0-45 องศา……..หมุนแขนเข้าใน.ได้ 0-45 องศา ….และหมุนแขนออกนอก…0-40 องศา…..
๒๘. การงอข้อศอก ได้กี่องศา……0-135 องศา….
๒๙. การหงายมือและคว่ำมือ เป็นการเคลื่อนไหวข้อที่เกิดจากกระดูกอะไร……กระดูกปลายแขนด้านในและนอก…..
๓๐. การหงายมือและคว่ำมือกระทำได้กี่องศา……0-90 องศา
๓๑. กล้ามเนื้อ สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน(trapezius) มีหน้าที่อะไรบ้าง…….ยกไหล่ขึ้น …กดไหล่ลง…..แบะไหล่ และหมุนศีรษะไปด้านข้าง…..
๓๒. ถุงน้ำ(bursa) ที่บริเวณกล้ามเนื้อหัวไหล่ อยู่บริเวณใดของกล้ามเนื้อหัวไหล่(deltoid) …..กึ่งกลางของกล้ามเนื้อ….และการกดนวดบริเวณนี้แรงเกินไปอาจเกิดอันตรายอย่างไร…..ถุงน้ำอักเสบ ซึ่งจะทำให้มีอาการ ปวด บวม แดง ร้อนได้ …..และเราจะมีวิธีรักษาอย่างถ้าเกิดการอักเสบของถุงน้ำนี้……..ใช้ความเย็นประคบ พักการใช้งานแขนและไหล่
๓๓. กล้ามเนื้อลูกหนู (bicep) ทำหน้าที่อะไร…..งอข้อศอก……
๓๔. กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหลัง (tricep) ..ทำหน้าที่อะไร…….เหยียดข้อศอก…..
๓๕. เส้นประสาทร่างแหแขน(brachial plexus) เกิดจากการรวมตัวของรากประสาทของเส้นประสาทคออะไร…………รากประสาทคอคู่ที่ ๕,๖,๗,๘ ประสาทสันหลังอกคู่ที่ ๑

Advertisements

เฉลย แบบฝึกหัด การนวดไทยชุดที่ ๑/๒๕๕๕ เรื่อง หลักพื้นฐานการนวดไทย

เฉลย แบบฝึกหัด การนวดไทยชุดที่ ๑/๒๕๕๕
เรื่อง หลักพื้นฐานการนวดไทย
จงเติมคำลงในช่องว่างให้ถูกต้อง
๑. วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาโครงสร้าง รูปร่างลักษณะของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายอย่างเป็นระบบ เรียกวิชานี้ว่าอะไร………………..กายวิภาคศาสตร์………………………….
๒. วิชาที่ว่าด้วย การศึกษาหน้าที่ของอวัยวะต่างๆในร่างกาย คือ……….สรีรวิทยา…….
๓. วิชาที่ต้องศึกษาความผิดปกติต่างๆของร่างกายคือ……….พยาธิวิทยา……………….
๔. ความรู้ในการค้นหาสมุฏฐาน หรือที่ตั้งของโรค ทางการแพทย์แผนไทยต้องรู้สมุฏฐานอะไรบ้าง…..๑. ธาตุสมุฏฐาน …..๒. อุตุสมุฏฐาน…..๓. อายุสมุฏฐาน….๔. กาลสมุฏฐาน…๕. ประเทศสมุฏฐาน………………………………………………………………..
๕. การซักประวัติผู้ป่วยถือเป็นหลักพื้นฐานสำคัญในการรักษาผู้ป่วย อาการที่ผู้ป่วยมาพบหมอ และระบุถึงความเจ็บป่วยของผู้ป่วย เราเรียกประวัติส่วนนี้ว่าอะไร…..
…………………………อาการสำคัญ…………………………………………………………………..
๖. ประวัติส่วนที่กล่าวถึงลักษณะความเจ็บป่วย เช่น เจ็บมานานเท่าไร แบบทันทีหรือแบบค่อยเป็นค่อยไป อะไรเป็นสาเหตุ ทำอย่างไรจึงอาการดีขึ้น ทำอย่างไรอาการถึงหนักขึ้น
เราเรียกประวัติส่วนนี้ว่าอะไร…………………..อาการปัจจุบัน………………………………….
๗. การตรวจร่างกาย เป็นสิ่งทีสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการค้นหาสาเหตุของความเจ็บป่วยของผู้ป่วย ในเบื้องต้นแพทย์ต้องวิธีการใดบ้างในการที่จะได้ข้อมูลส่วนนี้อย่างละเอียด เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค……..การดู …คลำ…เคาะ….ฟัง………………………………..
๘. ก่อนการนวดทุกครั้งเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นหมอจะต้องตรวจร่างกายสิ่งใดก่อนทุกครั้ง…………การตรวจสัญญาณชีพ ๔ อย่างคือ การจับชีพจร…การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ…ความดันโลหิต…และ อัตราการหายใจ………….อุณหภูมิ
๙. จงบอกถึงมารยาทในการนวดมาสัก ๕ข้อ
๑. ก่อนการนวดต้องสำรวมจิตใจ ระลึกถึงครูอาจารย์ ซักประวัติของผู้ป่วย ตรวจร่างกาย และวินิจฉัยโรค และวางแผนการรักษา
๒. ให้นั่งห่างจากผู้ป่วยพอสมควร เวลานวดซ้ายก็นั่งซ้าย เวลานวดขวาก็นั่งขวา ไม่ควรคร่อมตัวผู้ป่วย ถ้าไม่จำเป็น
๓. อย่าหายใจรดตัวผู้ป่วย และก่อนนวดศีรษะ ควรขออนุญาตผู้ป่วยก่อนเสมอ
๔. ขณะทำการนวดควรระวังคำพูด มิให้สะเทือนใจ หรือทำให้ผู้ป่วยหวาดกลัว ต้องสังเกตและซักถามอาการในขณะนวดเป็นนิตย์ และต้องหยุดนวดเมื่อผู้ป่วยเจ็บปวดทนไม่ได้
๕. ห้ามกินอาหารและสิ่งใดๆ ในระหว่างการนวด
๖. ไม่ควรนวดผู้ถูกนวดที่เพิ่งกินอาหารมาไม่ถึง ๓๐ นาที
๗. หากเกินความสามารถของตนเอง ควรแนะนำหรือส่งต่อให้ผู้ที่มีความรู้ดีกว่าตน
๑๐. ท่านวด หมายถึงท่าของทั้งหมอและผู้ป่วย ต้องจัดให้เหมาะสม ท่าพื้นฐานทั่วไปของผู้ถูกนวดมีอะไรบ้าง…..๑. ท่านั่ง….๒. ท่านอนตะแคง….๓.ท่านอนคว่ำ…๔.ท่านอนหงาย
๑๑. ท่าหลักของหมอนวดที่ใช้กันบ่อยๆมีอะไรบ้าง….๑.ท่านั่งคุกเข่า..๒.ท่ายืน…๓.ท่าคุกเข่า(ยืนเข่า)….๔.ท่าชันเข่า….
๑๒. เรื่องการวางมือของหมอนวด มีหลักในการจัดท่าของหมอนวดอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุด…..แขนเหยียดตรง ไม่งอข้อมือ และข้อศอก และการถ่ายน้ำหนักนวดก็ใช้การโน้มตัว ไม่ออกแรงเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของแขน
๑๓. รูปแบบการนวดหรือ กด มีหลายเทคนิค มีอะไรบ้างที่ใช้บ่อย….๑ ใช้หัวแม่มือกด ๒.กดซ้อนนิ้ว….๓.กดซ้อนด้วยมือ…๔.การกดด้วยส้นมือ……
๑๔. ตำแหน่งที่จะนวด หรือกด หมอต้องทราบว่า ตำแหน่งที่กดนั้น เป็นตำแหน่งของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นเลือด เส้นประสาท และต้องมีสมาธิอยู่กับผู้ป่วยและการกดตลอดเวลา. ถามว่า ถ้าขณะที่กดแล้วผู้ป่วยรู้สึกเหมือนไฟช๊อต แสดงว่าหมอกดโดนอวัยวะใด……………………………เส้นประสาท…………………………….
๑๕. แรงที่ใช้ในการนวด จัดเป็นรสมือ ซึ่งมีกี่ระดับและอะไรบ้าง….. มี ๓ ระดับ คือ
เบา…ปานกลาง….หนัก….
๑๖. เวลาที่ใช้กดในแต่ละจุดนั้นเรา ใช้อะไรเป็นตัวกำหนดระยะเวลา……การหายใจเข้าและออก..ซึ่งเรียกว่า คาบ
๑๗. หลักในการกำหนดจำนวนการนวดว่าต้องใช้การนวดกี่รอบในแต่ละตำแหน่งมีหลักการอย่างไร…….ถ้าเป็นอาการแบบเฉียบพลัน…จะนวดน้อยรอบ แต่ถ้าเป็นเรื้อรัง ก็นวดจำนวนมากรอบ……
๑๘. การกำหนดว่านวดกี่ครั้งจึงจะหายมีหลักพิจารณาอย่างไร……………..ไม่สามารถกำหนดได้ตายตัวว่ากี่ครั้งจึงหาย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น
ระยะของโรค ความชำนาญของหมอ การใช้ความร่วมมือของผู้ป่วยในการปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอ ชนิดของโรค
๑๙. ระยะเวลาในการนัดนวดซ้ำในคนไข้แต่ละราย มีหลักอย่างไร……ถ้านวดถี่เกินไป ก็อาจทำให้ระบม แต่ถ้าห่างมากเกินไป ก็ทำให้การรักษาไม่ค่อยได้ผล
๒๐. ข้อพึงระวังในการนวด จะต้องรู้เขา รู้เรา และรู้รอบ คำว่า รู้เรา หมายถึงอะไร
…..รู้ว่าตนเองมีความรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติมากน้อยเพียงใด ……
๒๑. คำว่า “รู้รอบ” หมายถึงอะไร………….รู้ว่าจุดใดเป็นอันตราย ควรกดหรือไม่ รู้เรื่องอาหารการกิน รู้เรื่องของแสลง และการรักษาสุขภาพโดยทั่วไป รู้ว่าโรคใดนวดไม่หาย …..
๒๒. การเปิด-ปิด ประตูลม ควรกดนานไม่เกินเวลาเท่าไร………..๔๕ …….วินาที
๒๓. ห้ามหมอนวด บิดคอ ดัดคอ และหลังผู้ป่วย เพราะอะไร….เพราะอาจจะทำให้กระดูกคอเคลื่อนและไปกดทับเส้นประสาท ทำให้ปวดร้าวชาไปตามแขน และแขนเป็นอัมพาตได้
๒๔. ของแสลงที่หมอนวดควรแนะนำไม่ให้ผู้ป่วยรับประทานในขณะที่รักษาคือ
…เหล้า…ยาดองเหล้า….บุหรี่……แตงกวา…หน่อไม้ดอง…ยาแก้ปวด…
๒๕. เทคนิคการใช้นิ้วมือหรือส้นมือออกแรงกดให้ลึกถึงกล้ามเนื้อแล้วเคลื่อนไปมา เรียกวิธีการนวดนี้ว่าอะไร………….การคลึง………
๒๖. การจับกล้ามเนื้อให้เต็มฝ่ามือ แล้วออกแรงบีบที่กล้ามเนื้อ เรียกวิธีการนวดนี้ว่าอะไร………….การบีบ
๒๗. การยืดเส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อหรือพังผืดของข้อต่อที่หดสั้นเข้าไปออกมา เพื่อทำให้ส่วนนั้นทำหน้าที่เป็นปกติและมักได้ยินเสียงดังในข้อ วิธีการนวดนี้เรียกว่าอะไร
………….การดึง…
๒๘. การออกแรงเพื่อให้ข้อต่อที่ติดขัดเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ซึ่งต้องออกแรงมากและค่อนข้างรุนแรง เรียกวิธีการนวดนี้ว่าอะไร…………การดัด…………….
๒๙. การออกแรงกระตุ้นกล้ามเนื้ออย่างเป็นจังหวะ วิธีการนวดนี้เรียกว่าอะไร
…….การตบตีหรือทุบหรือสับ………..
๓๐. การนวดทำให้ลดการบวมตามส่วนต่างๆของร่างกายได้ นี้เป็นผลของการนวดต่อระบบอะไร…………………………ระบบไหลเวียนโลหิต…………………
๓๑. การคลึงแผลเป็นให้นิ่มตัวลง เป็นผลของการนวดต่อระบบใด………ระบบผิวหนัง

เฉลย แบบทดสอบ โรงเรียนสิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย วิชา “การนวดไทย” เรื่อง “ข้อควรระวังในการนวดไทย”

จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ข้อใดกล่าวถึงเหตุผลของตำแหน่งที่ควรระวังในการนวดได้ถูกต้อง
1. บริเวณทัดดอกไม้ ต้องระวังเพราะเป็นบริเวณที่มีเส้นประสาทมาก
2. บริเวณกะหม่อมของเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ยังไม่ปิด ทำให้อันตรายต่อสมอง
3. บริเวณใบหน้าด้านหน้าหูต้องระวังเพราะมีกระดูกเปราะบาง
4. ไม่มีข้อใดกล่าวถูกต้อง
2. ต่อมน้ำลายเป็นตำแหน่งที่ควรระวังในการนวด เพราะเหตุใด
1. อาจทำให้น้ำลายออกมากขึ้น 2. อาจทำให้อักเสบ เป็นคางทูม
3. ทำให้น้ำลายพิการ 4. ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง
3. บริเวณคอโดยเฉพาะด้านหน้าในการนวดต้องระวังอวัยวะใด
1. ต่อมน้ำลาย 2. ต่อมน้ำเหลือง
3. หลอดเลือดแดง 4. ถูกทุกข้อ
4. บริเวณคอด้านหลังในการนวดต้องระวังอะไร
1. แนวกระดูกสันหลัง 2. เส้นเลือดแดง
3. ถุงน้ำ 4. ถูกทุกข้อ
5. การนวดหรือกดบริเวณต่อมน้ำเหลืองอาจจะเกิดปัญหาอะไร
1. ชาหรืออ่อนแรงที่แขน 2. เลือดออกไม่หยุด
3. บวมหรืออักเสบ 4. ถูกทุกข้อ
6. การห้าม ดัด ดึงคอ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายด้วยเหตุใด
1. กระดูกคอเคลื่อนทับเส้นประสาท 2. เอ็นยึดกระดูกคอฉีกขาด
3. เส้นเลือดบริเวณคอฉีกขาด 4. ถูกทุกข้อ
7. โรคอัมพาตทั้งตัว (Quadriplegia) อาจเกิดจากการนวด หรือการดัด ดึงกระดูกที่บริเวณใด
1. บริเวณคอ 2. บริเวณอก
3. บริเวณหลัง 4. ถูกทุกข้อ
8. บริเวณก้านสมอง (Brain stem) หากได้รับอันตรายจะเกิดปัญหาอย่างไร
1. หัวใจหยุดเต้น 2. หยุดการหายใจ
3. เดินเซ 4. ถูกเฉพาะ 1,2

9. บริเวณต่อมไทรอยด์ ห้ามนวดเพราะอะไร
1. อาจทำให้เกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษ 2. อาจทำให้เกิดโรคคอหอยพอก
3. อักเสบ หรือเลือดออก 4. ถูกทุกข้อ
10. ตำแหน่งใดที่การนวดอาจทำอันตรายกับร่างแหประสาทแขน (Brachial Plexus)
1. ใต้รักแร้ 2. ร่องไหปลาร้า
3. คอด้านหน้า 4. คอด้านข้าง
11. อันตรายที่เกิดจากการนวดบริเวณร่างแหประสาทแขน (Brachial Plexus) คืออะไร
1. แขนอ่อนแรง 2. แขนชา
3. แขนหมดความรู้สึก 4. ถูกทุกข้อ
12. การนวดบริเวณหัวไหล่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะใด
1. เอ็นหัวไหล่อักเสบ 2. ข้อไหล่หลุด
3. ถุงน้ำอักเสบ 4. ถูกทุกข้อ
13. การกดบริเวณรักแร้อาจทำให้อันตรายอย่างไร
1. ถุงน้ำ (Bursa) 2. เส้นประสาทใต้รักแร้
3. กระดูก 4. เอ็นกล้ามเนื้อ (Bicep)
14. การนวดบริเวณแขน อาจทำอันตรายเส้นประสาทอะไร
1. Ulnar Nerve (อัลน่า) 2. Radial Nerve (เรเดียล)
3. Median Nerve (มีเดียน) 4. ถูกทุกข้อ
15. บริเวณปมกระดูกข้อศอกด้านใน การนวด กด อาจทำอันตรายให้กับอวัยวะอะไร
1. เส้นประสาทอัลน่า (Ulna Nerve) 2. เส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve)
3. เส้นประสารทเรเดียล (Radial Nerve) 4. ถูกทุกข้อ
16. การกดบริเวณข้อพับศอกด้านหน้า อาจทำอันตรายอวัยวะใด
1. เส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) 2. เส้นเลือดแดงเรเดียล (Redial Artery)
3. เส้นประสาทอัลน่า (Ulna Nerve) 4. เส้นเอ็นกล้ามเนื้อ (Tricep Brachii)
17. บริเวณหลังห้ามทำการเหยียบ เพราะอาจเกิดอันตรายกับอวัยวะใด
1. กระดูกสันหลังหักหรือเคลื่อน 2. เส้นประสาท Sciatic (ไซอติก) ถูกกดทับ
3. กระดูกซี่โครงหัก 4. ถูกทุกข้อ
18. บริเวณข้อมือด้านหน้า ควรระมัดระวังอะไรในการนวด
1. เส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) 2. กระดูกเรเดียส (Redius Bone)
3. เส้นเลือดแดงเรเดียล (Radial Artery) 4. ถูกทุกข้อ

19. โรค (Carpal tunnel syndrome) คาร์บอล ทันเนล ซินโดรม เกิดจากสาเหตุใด
1. เส้นประสาทเรเดียลถูกกดทับ 2. เส้นเลือดแดงเรเดียลถูกกดทับ
3. เส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับ 4. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก
20. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน มีข้อควรระวังในการนวดอย่างไรมากที่สุด
1. แรงที่ใช้นวดหากแรงเกินไป อาจทำให้เส้นเลือดฝอยแตกได้
2. ตำแหน่งที่นวดต้องระวัง อาจทำให้ข้อเคลื่อนได้
3. แรงที่นวดแรงเกินไปอาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบได้
4. ไม่มีข้อใดกล่าวถูกต้อง
21. หากกดนวดบริเวณข้อมือด้านหน้าแรงเกินไป อาจเกิดอาการอย่างไรกับผู้ป่วย
1. ข้อมือกระดกไม่ขึ้น 2. ชาแนวนิ้วก้อย
3. ชาบริเวณนิ้วโป้ง และนิ้วชี้ 4. ไม่มีข้อใดกล่าวถูกต้อง
22. การนวดบริเวณท้องต้องระวังอย่างไร
1. ระวังกระดูกลิ้นปี่ 2. ระวังกระเพาะอาหารและอวัยวะภายใน
3. ระวังบริเวณขั้วสะดือ 4. ถูกทุกข้อ
23. การนวดลำไส้ใหญ่ควรนวดอย่างไร
1. นวดจากด้านซ้ายไปด้านขวาของผู้ป่วย
2. นวดจากบนลงล่าง
3. นวดจากล่างไปบน
4. นวดจากด้านขวาไปทางด้านซ้ายของผู้ป่วย
24. การเปิดประตูลมท้อง ควรทำเมื่อใด
1. หลังกินอาหาร 1 ซม. 2. หลังกินอาหาร 30 นาที
3. หลังกินอาหาร 2-3 ชั่วโมง 4. ไม่มีข้อใดกล่าวถูกต้อง
25. การกดนวดบริเวณสลักเพชรอาจทำอันตรายให้กับอวัยวะใด
1. กระดูกไอเลียม 2. เส้นประสาทไซอะติก (Sciatic Nerve)
3. เส้นเลือดแดง Femoral 4. เส้นเลือดดำ Femoral
26. ผู้สูงอายุ หรือหมดประจำเดือนแล้วการนวดต้องระวังในเรื่องใดมากที่สุด
1. กล้ามเนื้ออ่อนแรง 2. กระดูกเปราะบาง
3. ข้อต่อไม่แข็งแรง 4. เส้นเอ็นอ่อนแรง
27. การนวดบริเวณเข่าอาจทำอันตรายให้กับอวัยวะใดมากที่สุด
1. เอ็นยึดหัวเข่า 2. กล้ามเนื้อหัวเข่า
3. เส้นประสาท Sciatic 4. เส้นเลือดแดง Femoral
28. ข้อต่อระหว่างกระดูก Tibia กับ Fibular ด้านบน การนวดอาจทำอันตรายกับอวัยวะใด
1. เส้นประสาท common peroneal 2. เส้นเลือด (Femoral)
3. ถุงน้ำ (Bursa) 4. ถูกทุกข้อ
29. หากท่านสัมภาษณ์ผู้ป่วยภาวะใดที่ไม่ควรทำการนวด
1. มีไข้อยู่ขณะนี้ 2. มีโรคประจำตัวที่แพทย์ให้งดการออกกำลังกาย
3. มีโรคติดเชื้อทางผิวหนัง 4. ถูกทุกข้อ
30. ภาวะใดที่สามารถนวดได้
1. รับประทานยาชุดหรือยาแก้หอบหืดนานกว่า 1 เดือน
2. มีภาวะกระดูกเปราะบาง
3. มีอาการปวดเมื่อยเป็นประจำนานกว่า 1 ปี
4. มีโรคความดันสูงกว่า 150/95 mm Hg
31. ถ้าต้องการประเมินการนวดให้เหมาะสมในแต่ละคน ท่านควรถามผู้ป่วยอย่างไร
1. ท่านเคยได้รับการนวดมาก่อนหรือไม่
2. ถ้าท่านเคยนวดมาก่อน ท่านชอบให้กดแรงหรือเบา
3. ถ้าท่านไม่เคยถูกนวดมาก่อน ท่านรู้สึกปวดง่ายต่อการกดหรือไม่
4. ถูกทุกข้อ
32. ถ้าผู้ป่วยที่จะมานวดรักษา ลักษณะและอาการ “ผอมแห้งและอ่อนเพลีย” ท่านจะตั้งสมมติฐาน
อย่างไร
1. ผู้ป่วยอาจมีไข้ โรคผิวหนัง หรือโรคภูมิแพ้
2. ผู้ป่วยอาจเป็นโรคติดต่อ มีไข้ หรือเป็นโรคเรื้อรัง
3. ผู้ป่วยมีโรคเรื้อรัง หรือขาดสารอาหาร
4. ถูกทุกข้อ
33. ถ้าสังเกตเห็นรอยจ้ำเลือด ตามตัวผู้ป่วยที่จะมานวดรักษา ท่านอาจคิดถึงสมมติฐานอย่างไร
1. ผู้ป่วยอาจมีภาวะความผิดปกติของสมองน้อย
2. ผู้ป่วยอาจเป็นโรคผิวหนัง
3. ผู้ป่วยอาจได้รับบาดเจ็บ โรคเลือดออกง่าย ภูมิแพ้
4. ถูกทุกข้อ
34. ถ้าสังเกตเห็นผู้ป่วยมีความผิดรูปของกระดูกโครงสร้าง ท่านเป็นหมอท่านอาจคิดสมมติฐาน
อย่างไร
1. ผู้ป่วยได้รับยาผสมสเตียรอยด์มานาน 2. ผู้ป่วยอาจเป็นโรคกระดูกเปราะบาง
3. ผู้ป่วยอาจเป็นโรคไต 4. ถูกทุกข้อ
35. ถ้าตรวจพบว่าผู้ป่วยมีก้อนเนื้อแข็งที่ไม่ใช่กล้ามเนื้อเกร็ง ท่านอาจคิดถึงสมมติฐานอะไร
1. เป็นโรคข้อเสื่อม 2. กระดูกผิดรูปร่าง
3. เป็นอัมพาต 4. เนื้องอก
36. การตรวจร่างกาย และการซักประวัติที่ดีช่วยให้สามารถวินิจฉัยโรคแม่นยำอย่างไร
1. 50% 2. 70% 3. 80% 4. 100%
37. ข้อใดไม่ใช่การเตรียมตัวที่ดีสำหรับแพทย์ผู้ที่จะทำการซักประวัติผู้ป่วย
1. สุขภาพแข็งแรง ตัดเล็บสั้น แต่งกายสุภาพ
2. พูดจาอ่อนน้อม ถ่อมตัว วางอำนาจ
3. เตรียมความรู้พื้นฐานทางวิชาชีพอย่างดี
4. ไม่มีข้อใดถูกต้อง
38. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระดับอาการของผู้ป่วย
1. ระยะเฉียบพลัน คือระยะมีอาการประมาณ 2-3 วัน
2. ระยะเรื้อรัง คือระยะที่มีอาการมานานกว่า 10 เดือน
3. ระยะเรื้อรัง คือระยะที่มีอาการมานานกว่า 6 เดือน
4. ไม่มีข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
39. ข้อความในข้อใดหมายถึง อาการสำคัญ
1. นายแดงปวดหลัง เนื่องจากตกรถมอเตอร์ไซด์
2. นายดำปวดเข่ามาประมาณ 3 วัน
3. นายขาวปวดไหล่
4. ถูกทุกข้อ
40. ข้อใดหมายถึง ประวัติในอดีตของผู้ป่วย
1. นายแดงปวดหลังมา 3 วัน 2. นายแดงเคยได้รับอุบัติเหตุ เมื่อ 3 ปีมาแล้ว
3. นายแดงมีพี่น้อง 3 คน 4. ถูกทุกข้อ
41. การถามถึงโรคทางพันธุกรรมจากผู้ป่วย เป็นการถามถึงส่วนใด
1. อาการสำคัญ 2. ประวัติปัจจุบัน
3. ประวัติอดีต 4. / ประวัติครอบครัว (แก้ไขใหม่)
42. การถามเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว ช่วยให้ข้อมูลอะไรกับแพทย์ได้มากที่สุด
1. สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค 2. สาเหตุที่ทำให้การหายของโรค
3. สาเหตุที่โรคเรื้อรัง 4. ถูกทุกข้อ

43. ข้อใดกล่าวได้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับชีพจร
1. ผู้ใหญ่มีอัตราชีพจร 60-80 ครั้ง/นาที
2. ในเด็กเล็กมีอัตราชีพจร 90-130 ครั้ง/นาที
3. ในทารกมีอัตราชีพจร 120-130 ครั้ง/นาที
4. ในวัยชรามีอัตราชีพจร 70-80 ครั้ง/นาที
44. อาการ หอบ ผู้ป่วยจะต้องมีอัตราการหายใจอย่างไร
1. อัตราการหายใจ มากกว่า 15 ครั้ง/นาที
2. อัตราการหายใจ มากกว่า 20 ครั้ง/นาที
3. อัตราการหายใจ มากกว่า 25 ครั้ง/นาที
4. อัตราการหายใจ มากกว่า 30 ครั้ง/นาที
45. ค่าอุณหภูมิในคนปกติ คือเท่าไร
1. 35 องศา 2. 36.2-37.6 องศา 3. 38 องศา 4. 39 องศา
46. การวัดอุณหภูมิ ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1. การวัดอุณหภูมิทางปาก ให้อมไว้ใต้ลิ้น แล้วหุบปาก นาน 1 นาที
2. การวัดอุณหภูมิทางรักแร้ ให้สอดปรอทไว้ใต้รักแร้ นาน 3 นาที
3. อุณหภูมิที่วัดทางปากจะสูงกว่าทางรักแร้ประมาณ 1 องศาฟาเรนไฮต์
4. การวัดอุณหภูมิทางทวารหนัก สอดเข้าไปนาน 5 นาที
47. บริเวณข้อพับเข่า ไม่ควรนวดแรง เพราะทำอันตรายให้กับอวัยวะใด
1. ถุงน้ำ (Bursa) 2. เอ็นหัวเข่า
3. เส้นเลือดแดง 4. ถูกทุกข้อ
48. การนวดบริเวณลูกสะบ้าเข่าอาจทำอันตราย ให้กับอวัยวะใด
1. ถุงน้ำใต้สะบ้า 2. เส้นเลือดแดง
3. เส้นเลือดดำ 4. ต่อมน้ำเหลือง
49. การนวดบริเวณด้านหน้าแข้งแรง อาจทำอันตรายให้เกิดอะไร
1. ทำให้กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น 2. ทำเส้นเลือดฝอยแตก
3. ทำให้ถุงน้ำอักเสบ 4. ทำให้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ
50. อาการปวดศีรษะแบบใดที่ไม่ควรนวด
1. ปวดหัวแบบตื้อๆ หนักๆ 2. ปวดศีรษะแบบจี๊ดๆ แหลมๆ เห็นภาพซ้อน
3. ปวดศีรษะแบบตึงๆ 4. ถูกทุกข้อ

เฉลย แบบทดสอบ โรงเรียนสิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย วิชา “การนวดไทย” เรื่อง “ทฤษฎีการเคลื่อนไหว”

เฉลย แบบทดสอบ โรงเรียนสิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย
วิชา “การนวดไทย” อ.ประสิทธิ คงทรัพย์
เรื่อง “ทฤษฎีการเคลื่อนไหว”
จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ข้อใดเป็นความหมายของคำว่า “การเคลื่อนไหวร่างกาย”
1. การเคลื่อนไหวร่างกายที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
2. การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ที่เกิดจากการทำงาน ของกล้ามเนื้อลาย ซึ่งทำให้พลังงานเพิ่มขึ้น
จากสภาวะพัก
3. การเคลื่อนที่ของส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของร่างกาย
4. ถูกทุกข้อ
2. การจำแนกการทำงานของกล้ามเนื้อตามการหดตัว ของกล้ามเนื้อที่ทำให้ระยางค์เคลื่อนไหว ข้อใด
เป็นการจำแนกตามที่กล่าวมาได้ถูกต้อง
1. ไอโซเมตริก (Isometric) 2. สแตติก เอ๊กเซอร์ไซส์ (Static exercise)
3. ไอโซโทนิก (Isotonic) 4. ถูกทุกข้อ
3. การเคลื่อนไหวร่างกาย หรือการออกกำลังกายที่ไม่ทำให้อวัยวะเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิม เรียกว่า
การเคลื่อนไหวร่างกายนี้ว่าอะไร
1. ไอโซเมตริก เอ็กเซอร์ไซส์ (Isometric exercise)
2. ไอโซโทนิก เอ็กเซอร์ไซส์ (Isotomic exercise)
3. ไดนามิก เอ๊กเซอร์ไซส์ (Dynamic exercise)
4. ถูกทุกข้อ
4. การเคลื่อนไหวร่างกายที่สร้างขึ้นอย่างมีแบบแผน กระทำซ้ำๆ และมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับ หรือ
คงไว้ซึ่งสมรรถภาพของกาย เป็นความหมายของคำใด
1. เอกซ์เซอร์ไซส์ (Exercise) 2. เทรนนิ่ง (Training)
3. บาลานซ์ (Balance) 4. ไม่มีข้อใดถูก
5. คำว่า “Aerobic exercise = แอโรบิก เอกซ์เซอร์ไซส์ เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ถูกจำแนกแยกโดย
ใช้หลักอะไร
1. จำแนกตามการหดตัวของกล้ามเนื้อที่ทำให้ระยางค์เคลื่อนไหว
2. จำแนกลักษณะการเคลื่อนไหว
3. จำแนกตามการเผาผลาญอาหาร
4. ไม่มีข้อใดถูก

6. “ความสามารถในการปฏิบัติภารกิจประจำวันอย่างต่อเนื่องด้วยความกระฉับกระเฉง และตื่นตัว
ปราศจากความอ่อนล้า และยังมีพลังงานเหลือพอที่จะปฏิบัติกิจกรรมเวลาว่าง หรือพักผ่อน และ
เผชิญกับภาวะฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด” เป็นความหมายของอะไร
1. การออกกำลังกาย (Exercise) 2. ฟิตเนส (Fitbess)= สมรรถภาพ
3. สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) 4. ไม่มีข้อใดถูก
7. ข้อใดหมายถึง “การเคลื่อนไหวของร่างกาย”
1. งานอาชีพ 2. กิจกรรมนันทนาการ
3. การออกกำลังกาย 4. ถูกทุกข้อ
8. “การเคลื่อนไหวข้อด้วยความเร็วคงที่ แต่น้ำหนักหรือแรงมีการเปลี่ยนไป” เป็นความหมายของคำใด
1. Isometric exercise (ไอโซเมตริก เอกซ์เซอร์ไซส์)
2. Isotomic exercise (ไอโซโทนิก เอกซ์เซอร์ไซส์)
3. Isokinetic exercise (ไอโซไคเนติก เอกซ์เซอร์ไซส์)
4. ถูกทุกข้อ
9. ภาวะของมนุษย์ที่เกี่ยวกับมิติทางด้านกาย สังคม และจิต ซึ่งแต่ละมิติมีลักษณะที่ต่อเนื่องจาก
ขั้วบวกไปยังขั้วลบ” เป็นความหมายของคำใด
1. สุขภาพ (Heath) 2. สมรรถภาพ (Fitness)
3. ออกกำลังกาย (Exercise) 4. ไม่มีข้อใดถูก
10. ข้อใดเป็นการตอบสนองทางสรีระวิทยาต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย
1. การเต้นหัวใจเร็วขึ้น (HR) 2. การหายใจเร็วขึ้น (RR)
3. กรดแลคติกมากขึ้น 4. ถูกทุกข้อ
11. การที่ร่างกายมีกรดแลคติกมากขึ้น จะมีผลต่อร่างกายอย่างไร
1. สุขสบายดี 2. เมื่อยล้า
3. เจ็บปวดมากตามร่างกาย 4. ไม่มีข้อใดถูก
12. การออกกำลังกายเป็นประจำ 1-3 ครั้ง/สัปดาห์ จะมีผลในระยะยาวอย่างไร
1. การหายใจเร็วขึ้น 2. การเต้นของหัวใจเร็วขึ้น
3. หัวใจเต้นช้าลง 4. การหายใจช้าลง
13. ข้อใดเป็นการตอบสนองของกล้ามเนื้อ และกระดูกต่อการออกกำลังกาย หรือฝึกระยะยาว
1. กล้ามเนื้อเพิ่มขนาดพื้นที่หน้าตัด 2. ใยกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น
3. เส้นเลือดฝอยเพิ่มมากขึ้น 4. ถูกทุกข้อ

14. การออกกำลังกาย แบบมีแรงต้าน (Resisted Exercise) มีผลต่อร่างกายอย่างไร
1. กล้ามเนื้อมีขนาดหน้าตัดใหญ่ขึ้น 2. กล้ามเนื้อมีใยกล้ามเนื้อมากขึ้น
3. กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้น 4. ถูกทุกข้อ
15. การฝึกความอดทน = Endurance Training มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงร่างกายอย่างไร
1. มีการสะสมของ Glycogen เพิ่มในกล้ามเนื้อ
2. อัตราการใช้ออกซิเจนของร่างกายสูงสุดเพิ่มขึ้น
3. เพิ่มศักยภาพการเผาผลาญแบบ Oxydative (ออกซิเดทีฟ)
4. ถูกทุกข้อ
16. การออกกำลังกายในระยะยาว มีผลต่อการปรับตัวของหัวใจ และหลอดเลือด หรือระบบการหายใจ
อย่างไร
1. อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น 2. อัตราการเต้นของหัวใจลดลง
3. ความดันโลหิตในระยะพักเพิ่มขึ้น 4. ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
17. ผลของการหยุดการฝึก หรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายในระยะยาว คือข้อใด
1. กล้ามเนื้อลีบ
2. อัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกาย (VO2max) ลดลง
3. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
4. ถูกทุกข้อ
18. การนอนเฉยๆ ในสภาพไร้น้ำหนักนานๆ จะมีผลต่อร่างกายอย่างไร
1. มวลของกล้ามเนื้อลดลง 2. มวลของกระดูกลดลง
3. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง 4. ถูกทุกข้อ
19. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ
1. ลดความเสี่ยงจากการตายก่อนวัยอันควร (ก่อนอายุ 65 ปี)
2. ลดความเสี่ยงจากการตายด้วยโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
3. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 (พึ่งอินซูลิน)
4. ช่วยลดความดันโลหิตได้ 19-30%
20. ข้อใดเป็นประโยชน์ของการเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ หรือออกกำลังกายสม่ำเสมอ
1. เสริมสร้างความแข็งแรงในผู้สูงอายุ 2. ลดน้ำหนัก
3. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ 4. ถูกทุกข้อ
21. การออกกำลังกายระดับหนัก (Vigous Exercise) อาจเกิดผลเสียอย่างไร
1. ความดันโลหิตสูง 2. น้ำตาลในเลือดสูง
3. เกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน 4. ถูกทุกข้อ
22. องค์การส่งเสริมการกีฬาแห่งประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อพ.ศ. อะไร
1. พ.ศ. 2507 2. พ.ศ. 2508 3. พ.ศ. 2509 4. พ.ศ. 2510
23. ในปีพ.ศ. 2545 อัตราการตายของคนไทยด้วยอะไรสูงสุด
1. โรคมะเร็ง 2. อุบัติเหตุ
3. โรคความดันโลหิตสูง 4. โรคหัวใจ
24. ในปัจจุบันมะเร็งชนิดใดที่เป็นสาเหตุทำให้คนอายุสูงสุด
1. มะเร็งปากมดลูก 2. มะเร็งเต้านม
3. มะเร็งตับ และถุงน้ำดี 4. มะเร็งลำไส้ใหญ่
25. ข้อใดหมายถึงการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ
1. การออกกำลังเพื่อฝึกความอดทน (Aerobic exercise)
2. การออกกำลังแบบมีแรงต้าน (Strengthening exercise)
3. การออกกำลังยืดเหยียดเพื่อเพิ่มระยะมุมของการเคลื่อนไหว
4. ถูกทุกข้อ
26. ข้อใดไม่ใช่เทคนิคของการฝึกออกกำลังกาย
1. Warm up (อบอุ่นร่างกาย) 2. Work out (ช่วงออกกำลังกาย)
3. Cool down (ผ่อนคลาย) 4. Cold up (ทำให้เย็นมากขึ้น)
27. อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (HRmax) คำนวณได้จากสูตรอะไร
1. 200 – อายุ 2. 220 – อายุ 3. 240 – อายุ 4. 260 – อายุ
28. การออกกำลังกายเพื่อฝึกความอดทน ประเภทที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ต่อเนื่องซ้ำๆกัน ควรมีความ
หนักเท่าไร
1. 40% ของ HRmax 2. 50-70% ของ HRmax
3. 80% ของ HRmax 4. 90-95% ของ HRmax
29. การออกกำลังตามข้อ 28 ควรทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม และเกิดประโยชน์เต็มที่
1. 3-5 วัน/สัปดาห์/นาน 20-60 นาที 2. 1-2 วัน/สัปดาห์/นาน 20-60 นาที
3. 3-5 วัน/สัปดาห์/นาน 90-120 นาที 4. ไม่มีข้อใดถูก
30. การประเมินความหนักของการออกกำลังกาย สามารถกระทำอย่างไร
1. การวัดชีพจร 2. การวัดอัตราการหายใจ
3. การสังเกตความรู้สึก 4. ถูกทุกข้อ
31. การหดเกร็งของกล้ามเนื้อโดยไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย หมายถึงการออกกำลังแบบใด
1. Isometric exercise 2. Isotonic exercise
3. Isokinetic exercise 4. ถูกทุกข้อ
32. การออกกำลังกายตามข้อ 31. อาจเกิดผลเสียอย่างไร
1. น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น 2. ความดันโลหิตสูงขณะทำชั่วขณะ
3. อัตราการหายใจสูงขึ้น 4. ไม่มีข้อใดถูก
33. การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านโดยใช้น้ำหนัก แบบเคลื่อนที่จะกระทำโดยใช้น้ำหนักเท่าไรจึง
เหมาะสม (ช่วงร่างกายส่วนบน)
1. 30-40% ของน้ำหนักที่กล้ามเนื้อยกได้ 1 ครั้ง
2. 10-20% ของน้ำหนักที่กล้ามเนื้อยกได้ 1 ครั้ง
3. 5-10% ของน้ำหนักที่กล้ามเนื้อยกได้ 1 ครั้ง
4. ไม่มีข้อใดถูกต้อง
34. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการฝึกออกกำลังแบบมีแรงต้านโดยมีการเคลื่อนที่ของข้อต่อ
(Resisted Isotonic exercise)
1. ขาหรือส่วนล่างให้ใช้น้ำหนัก 50-60% ของน้ำหนักที่ยกได้ 1 ครั้ง
2. ควรหยุดพักสลับการฝึกอย่างน้อย 1 วัน
3. ในระหว่างฝึกควรหายใจตามปกติ อย่ากลั้นหายใจ
4. ถูกทุกข้อ
35. การยืดกล้ามเนื้อมัดใหญ่ แบบหยุดค้างไว้ ควรยืดค้างไว้นานเท่าไร
1. 5-10 วินาที 2. 10-30 วินาที 3. 30-40 วินาที 4. 40-60 วินาที
36. การออกกำลังกายอย่างหนักทันที ควรหลังรับประทานอาหารแล้วนานเท่าไร
1. หลังอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง 2. หลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
3. หลังอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง 4. ถูกทุกข้อ
37. การประเมินว่าออกกำลังกายมากเกินไปสังเกตได้จากอะไร
1. ไม่สามารถออกกำลังกายจนจบ 2. พูดคุยขณะออกกำลังกายไม่ได้
3. คลื่นไส้ หน้ามืด หรือเป็นลมหลังออกกำลังกาย 4. ถูกทุกข้อ
38. การมองว่าสิ่งทั้งหลายในโลกมีลักษณะเป็นคู่ ตรงกันข้าม พึ่งพาซึ่งกันและกัน และแปรเปลี่ยนไป
ตามคู่ตรงข้ามได้ การเกาะเกี่ยวและต่อสู้กันของ
1. ทฤษฎีเต๋า 2. ทฤษฎีขงจื้อ
3. ทฤษฎีหยิน-หยาง 4. ทฤษฎีการแพทย์แผนไทย
39. การเคลื่อนไหวแบชี่กง / ไท้ชี่ มีลักษณะอย่างไร
1. มีความเป็นหยางมาก 2. มีความเป็นหยินมาก
3. หยิน – หยาง สมดุลกัน 4. ไม่มีข้อใดถูก

40. ข้อใดคือการเคลื่อนไหวยืดกล้ามเนื้อ แบบหยินมาก
1. โยคะ 2. ฤาษีดัดตน
3. ถูกทั้ง 1,2 4. ไม่มีข้อใดถูก
41. ข้อใดคือประโยชน์ของการบริหารร่างกายแบบชี่กง / ไท้ชี่
1. เพิ่มบทบาทของ Sympathetic ลดบทบาทของ Parasympathetic
2. เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกของหญิงวัย หมดประจำเดือน
3. ลดความอ่อนตัวของกระดูกสันหลัง
4. ไม่มีข้อใดถูก
42. ข้อใดคือประโยชน์ของโยคะ
1. เพิ่มความแข็งแรงและความอดทน 2. เพิ่มความยืดหยุ่น (Flexibifity)
3. เพิ่มปริมาตรอากาศหายใจ แต่ละครั้ง (Vital capacity) 4. ถูกทุกข้อ
43. การออกกำลังกาย ไท้ชี่ /ไท้เก็ก พัฒนามาจากการออกกำลังกายแบบใด
1. โยคะ 2. ชี่กง 3. แอโรบิก 4. ถูกทุกข้อ
44. สุดยอดแห่งความสุดยอด เป็นความหมายของข้อใด
1. โยคะ 2. ชี่กง 3. ไท้ชี่ 4. ไม่มีข้อใดถูก
45. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ ชี่กง (Qi-Gong)
1. ชี่ แปลว่า พลังชีวิต (Power) 2. Gong แปลว่า การฝึก,ทำ
3. ชี่ แปลว่า ลมปราณ (Vital) 4. ถูกทุกข้อ
46. อายุรเวท มีความหมายตรงตามข้อใด
1. วิชาเกี่ยวกับอายุ 2. ศาสตร์แห่งชีวิต
3. ชีวิตที่ยาวนาน 4. ถูกทุกข้อ
47. โยคะ (Yoga) ได้รับการบันทึกจากปราชญ์ของฮินดู ชื่ออะไร
1. ปตัญชลี 2. ปโตชลี 3. ปตชลี 4. ถูกทุกข้อ
48. ศาสตร์โยคะ ได้บันทึกอยู่ในคัมภีร์อะไร
1. โยคสูตร 2. วรโยคสาร 3. ธาตุวิภังค์ 4. ไม่มีข้อใดถูก
49. คัมภีร์เกี่ยวกับโยคะใด ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
1. โยคสูตร 2. วรโยคสาร 3. หฐโยคะ 4. ไม่มีข้อถูก
50. ข้อใดคือประโยชน์ของฤาษีดัดตน
1. เพิ่มการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อที่ยึดตึง 2. ลดความตึงเครียด บรรเทาอาการเมื่อยล้า
3. เพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ และข้อต่อ 4. ถูกทุกข้อ

เฉลย แบบทดสอบ การนวดไทย เรื่อง ทฤษฏีความเจ็บปวด

เฉลย แบบทดสอบ การนวดไทย
เรื่อง ทฤษฏีความเจ็บปวด
จงเติมคำในช่องวางให้ถูกต้อง
๑. ความเจ็บปวดคืออะไร…………คือ ความรู้สึกไม่สุขสบายหรือทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บ อันเกิดจากการทำหน้าที่ของระบบประสาทที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มาทำลายเซลล์หรือสิ่งกระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวด (Nociceptors/Noxious Stimuli) ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของเซลล์ประสาทและเกิดกระแสประสาท(nerve impules) จากระบบประสาทส่วนปลาย ส่งผ่านไปยังประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดการรับรู้ความรู้สึกและเกิดการตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นอันตราย
๒. อุณหภูมิที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย คือเท่าไร……….อุณหภูมิที่มากกว่า ๔๕ องศาเซลเซียสหรือ อุณหภูมิที่ต่ำกว่า ๕ องศาเซลเซียส
๓. .เส้นประสาท ชนิด เอ เดลต้า( A delta) จัดเป็นเส้นประสาทชนิดใดและมีความเร็วในการนำกระแสประสาทเท่าไร……………….. เป็น เส้นใยประสาทขนาดเล็กชนิดที่หุ้มเยื่อไมอีลินขนาดบาง (thin myelinated fibers) ส่งกระแสประสาทด้วยความเร็ว ๕-๓๐ เมตร/วินาที นำความรู้สึกได้รวดเร็ว รุนแรง นำความรู้สึกอันดับแรก(first pain) ซึ่งเป็นความรู้สึกแบบปวดแปล๊บ(sharp pain) เหมือนเข็มแทง บอกตำแหน่งได้ชัดเจนแต่ปวดไม่นาน
๔. รู้สึกเจ็บปวดแบบช้า(slow pain) หรือ แบบตื้อๆ(dull pain) ได้จากใยประสาทชนิดใด…
ใยประสาทซี ( C fibers)
๕. C fiber มีความเร็วกระแสประสาทเท่าไร ………………ความเร็ว ๐.๕- ๒ เมตร/วินาที
๕. เมื่อเซลล์ได้รับการกระตุ้นจากตัวกระตุ้นที่เป็นอันตราย เซลล์ที่ได้รับบาดเจ็บจะปล่อยสารเคมี ชื่อว่าอะไรบ้าง
……………………………………………. Bradydinin Prostaglandin , Substance P Histamine , Serotonin
๖. เส้นประสาทชนิดใดที่ นำความรู้สึกอันดับแรก(first pain) ซึ่งเป็นความรู้สึกแบบปวดแปล๊บ(sharp pain) เหมือนเข็มแทง บอกตำแหน่งได้ชัดเจนแต่ปวดไม่นาน……………..เอ เดลต้า
๗. ใยประสาทชนิดชนิดใดที่ นำความรู้สึกแบบตื้อๆ ปวดแสบปวดร้อน บอกตำแหน่งที่ปวดได้ไม่ชัดเจน…………..
…………………………………..ใยประสาทซี ( C fibers)
๘. ใยประสาทชนิดใดที่ นำความรู้สึกเกี่ยวกับการสัมผัส การลูบ แรงกดและการสั่นสะเทือน ไม่สามารถแยกแยะความรู้สึกปวดได้ พบมากบริเวณผิวหนัง…………………..ใยประสาทเอ เบต้า ( A beta)
๙. เปลือกสมองส่วนใดที่ ทำหน้าที่เป็นตัวชี้บอกถึงความรุนแรง ลักษณะ และตำแหน่งของความเจ็บปวด………
……………………………………primary sensory cortex
๑๐. primary motor cortex อยู่ตรงสมองพูใด…………………….พาไรทัล(parietal lobe)
๑๑. เอนเคฟาลิน(enkephalin) คือสารอะไร มีหน้าที่อะไร……….ยับยั้งการนำส่งกระแสประสาทไปสู่สมอง ทำให้ไม่เกิดความเจ็บปวด
๑๒. เมลแซกและวอลล์(Melzack and Wall, 1965) ได้ก่อตั้งทฤษฏีอะไร……………ทฤษฎีควบคุมประตู (Gate Control Theory)
๑๓. paracetamol จัดเป็นยากลุ่มใด ออกฤทธิ์ อย่างไร……………มีฤทธิ์ลดปวด ลดไข้
๑๔. ยากลุ่มใดที่ ไม่ได้ระงับปวดโดยตรง แต่มีฤทธิ์ในการยับยั้งกระบวนการส่งผ่านยา (Transduction) ทำให้ลดการหลั่งสารเคมีต่าง ๆ กัน เช่น Bradydinin Prostaglandin , Substance P Histamine , Serotonin ที่จะถูกหลั่งออกมา เมื่อ cell ถูกทำลายและไปกระตุ้นระบบประสาท รับรู้สึกส่วนปลาย ซึ่งเรียกว่า Nociceptors ดังนั้น จึงสามารถยับยั้งความเจ็บปวดได้……………………กลุ่ม NSAIDS
๑๕. ยา paracetamal เป็นต่ออวัยวะส่วนใด……………………ตับ
๑๖. จงบอกขนาด การใช้ paracetamal ที่ถูกต้องปลอดภัย……….. 500 – 1000 มิลลิกรัม ทุก 4 – 6 ชั่วโมง
๑๗. Morphine(มอร์ฟีน) จัดเป็นยากลุ่มใด…………… Strong opioid analgesics
๑๘. สเตียรอยด์ (steroid) จัดเป็นยากลุ่มใด……………..ฮอร์โมนบำบัด
๑๙. จงบอกผลข้างเคียงของ สเตียรอยด์…………………บวมน้ำ เลือดออกในกระเพาะอาหาร ติดเชื้อง่าย
๒๐. จงยกตัวอย่าง การจัดการกับความเจ็บปวดโดยไม่ใช้ยา (Non-pharmacological management สัก ๓ วิธี
………………. การนวด (Massage) การสัมผัส (touch) การสอนหรือการให้ข้อมูล

เฉลย ข้อสอบกายวิภาคศาสตร์ ชุดที่ ๑

 

เฉลย ข้อสอบกายวิภาคศาสตร์

.

  1. ระบบโครงกระดูก ( skeletal system) ของมนุษย์มีกี่ชิ้น
    1. 602 ชิ้น
    2. 206 ชิ้น
    3. 260 ชิ้น
    4. 260 ชิ้น
  2. หน้าที่ของกระดูกที่สำคัญคือ
    1. เป็นโครงของร่างกาย
    2. ป้องกันอวัยวะสำคัญ เช่น กระโหลกศีรษะป้องกันสมองแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดง โดยสร้างจาก ไขกระดูก“Bone Marrow”   
    3. แหล่งสะสมแร่ธาตุต่างๆ เช่นแคลเซี่ยมฟอสเฟต
    4. ถูกทุกข้อ
    5. ข้อต่อไปนี้ผิด กระดูกแกนกลาง(Axial skeleton) คือ (ยกเว้น)
    6. กระดูกแขน(Humerus)
    7. กระดูกขา(Femur)
    8. กระดูกซี่โครง(Ribs)
    9. กระดูกสันหลัง(Axial skeleton)
    10. กระดูกระยางค์ (Appendicular skeleton) ประกอบไปด้วย..(ยกเว้น)
    11. กระดูกสันหลัง(Axial skeleton)
    12. กระดูกต้นแขน (Humerus)
    13. กระดูกต้นขาขา (Femur)
    14. กระดูกซี่โครง (Ribs)
    15. ข้อต่อไปนี้คือกระดูกแข็ง (compact bones)
    16. กระดูกต้นขาขา (Femur)
    17. กระดูกอ่อนไฮอะลีนหรือกระดูกอ่อนขาว (Hyaline cartilage)
    18. กระดูกอ่อนใบหู และ ฝาปิดกล่องเสียง
    19. กระดูกหมอนกระดูกสันหลัง และข้อต่อหัวหน่าว

 

 

 

  1. การแบ่งตามลักษณะรูปร่างของกระดูก ดังนี้
  2. กระดูกยาว (Long bones)       
  3. กระดูกสั้น (Short bones)
  4. กระดูกแบน (Flat bones)    
  5. ถูกทุกข้อ
  6. กระดูกสันหลังช่วงอก(Thoracic Vertebrae) มี ทั้งหมดกี่ชิ้น
  7. มี   5  ชิ้น
  8. มี   12  ชิ้น
  9. มี   7  ชิ้น
  10. มี   4 – 5  ชิ้น
  11. กระหม่อมด้านหน้า (Anterior fontanel)จะมีกระดูกหน้าผากและกระดูกด้านข้างศรีษะมาต่อกัน เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน กระหม่อมนี้จะปิดตอนอายุ เท่าไร
  12. อายุ  14   เดือน
  13. อายุ  34   เดือน
  14. อายุ  24   เดือน
  15. อายุ    4   เดือน
  16. ลักษณะการเคลื่อนไหวของกระดูกคอ(Cervical Vertebrae) ดังนี้
  17. พยักหน้าใช้กระดูกกะโหลกศรีษะและกระดูกคอระหว่างชิ้นที่ 1
  18. เอียงคอไปด้านซ้ายและด้านขวาใช้กระดูกคอทั้ง 5 ชิ้น
  19. ส่ายหน้าใช้กระดูกคอระหว่างชิ้นที่ 6 และ 2
  20. หันหน้าไปทางซ้ายและทางขวาใช้กระดูกคอชิ้นที่ 4 ชิ้น
  21. กระดูกสันหลัง(Axial skeleton)ส่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ
  22. กระดูกสันหลังช่วงอก(Thoracic Vertebrae)
  23. กระดูกสันหลังช่วงคอ (Cervical Vertebrae)
  24. กระดูกสันหลังช่วงเอว(Lumbar Vertebrae)
  25. กระดูกกระเบนเหน็บ(Sacrum)
  26. ส่วนประกอบของกระดูก (Bone composition) คือดังนี้
  27. คือ กระดูกทึบ (Compact bone or Dense bone)
  28. กระดูกโปร่ง  (Spongy bone or Cancellous bone)
  29. กระดูกสั้น (Short bones)
  30. ข้อ  1  และ  ข้อ  2  ถูก

 

  1. กระดูกหน้าอก(Sternum)มีกระดูกกี่ชิ้น
  2. มีกระดูก  1  ชิ้น
  3. มีกระดูก  2  ชิ้น
  4. มีกระดูก  3  ชิ้น
  5. มีกระดูก  4  ชิ้น
  6. ข้อต่อไปนี้คือกระดูกสะบัก
  7. Clavicle
  8. Radius
  9. Scapula
  10. Ulna
  11. กระดูกเชิงกรานคือข้อต่อไปนี้
  12. Femur
  13. Patella
  14. Tibia
  15. Ilium
  16. การเคลื่อนไหวของข้อต่อกระดูกได้ระนาบเดียว (แบบบานพับ) Hinge joint  คือ..
  17.  ข้อศอก  ข้อเข่า
  18. ข้อมือ กระดกขึ้น – ลง  เอียงซ้าย – ขวา
  19. ข้อไหล่   ข้อสะโพก  กางออก – หุบเข้า  หมุนเข้าใน – หมุนออกนอก 
  20. ไม่ข้อถูก
  21. กล้ามเนื้อที่อยู่ในอำนาจสั่งการของจิตใจคือ….
  22. กล้ามเนื้อหัวใจ (Cadiac  muscle)
  23. กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle)
  24. กล้ามเนื้อลาย (Striated  muscle)
  25. ถูกทุกข้อ
  26. คุณสมบัติของกล้ามเนื้อมีดังนี้ (ยกเว้น)
  27. มีความรู้สึกต่อสิ่งเร้า คือ สามารถรับและตอบสนองต่อสิ่งเร้า
  28. มีความสามารถเปลี่ยนรูปร่างให้สั้น  หนา  และแข็งได้
  29. มีความยืดหยุ่นคล้ายยาง (Elasticity)
  30. เป็นโครงสร้างของร่างกาย

 

 

  1. ส่วนประกอบของกล้ามเนื้อคือ
  2. น้ำประมาณ 75  %
  3. โปรตีนประมาณ 10  %
  4. เกลือแร่ / ไกลโคเจน / และไขมัน  ประมาณ  5  %
  5. ถูกทุกข้อ
  6. กล้ามเนื้อในร่างกายทั้งหมด จะมีอยู่ประมาณ …..  มัด
  7. มีทั้งหมด   972   มัด
  8. มีทั้งหมด   927   มัด
  9. มีทั้งหมด   782   มัด     
  10. มีทั้งหมด   792   มัด
  11. กล้ามเนื้อในร่างกายที่อยู่ในอำนาจสั่งการของจิตใจในร่างกายมีกี่มัด
  12. มีทั้งหมด   972   มัด
  13. มีทั้งหมด 696   มัด
  14. มีทั้งหมด 672   มัด
  15. มีทั้งหมด 662   มัด
  16. กล้ามเนื้อสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนคือ
  17. Sternocleidomastoid
  18. Deltoid
  19. Pectoralis major
  20. Trapezius
  21. กล้ามเนื้อหน้าท้อง(Rectus abdominis) มีแนวขวาง แบ่งเป็นร่องเล็กๆ มีกี่มัด
  22. มีทั้งหมด   6   มัด
  23. มีทั้งหมด   7   มัด
  24. มีทั้งหมด   8   มัด
  25. มีทั้งหมด   9   มัด
  26. การหดตัวของกล้ามเนื้อลาย แบ่งออกได้เป็น …..กี่แบบ
  27. แบ่งออกเป็น  1   แบบ
  28. แบ่งออกเป็น  2   แบบ
  29. แบ่งออกเป็น  3   แบบ   
  30. แบ่งออกเป็น  4   แบบ

 

 

  1. การหดตัวของกล้ามเนื้อลายแบบ Isotonic contraction คือ….
  2. การเดิน การวิ่ง
  3. การนอนยกน้ำหนัก
  4. การโหนบาร์ดึงข้อ
  5. ถูกทุกข้อ
  6. ข้อต่อไปนี้ ทำหน้าที่เหยียดขา กางขา
  7. Quadriceps femoris
  8. Hamstrings
  9. Gastrocnemius
  10. Gluteus  maximus
  11. กล้ามเนื้อที่ทำหน้ที่กระดกปลายเท้าขึ้น – ลง คือ
  12. Gastrocnemius
  13. Gluteus  maximus
  14. Tibialis  anterior
  15. Hamstrings
  16. ข้อต่อไปนี้ผิด (ยกเว้น)
  17. 1. กล้ามเนื้อลาย (Striated  muscle)หรือกล้ามเนื้อในอำนาจจิตใจ
  18. กล้ามเนื้อหัวใจ (Cadiac  muscle) ควบคุมได้โดยจิตใจ
  19. กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle)หรือกล้ามเนื้อที่สั่งการทำงานได้อำนาจจิตใจ
  20. กล้ามเนื้อลาย (Striated  muscle)หรือกล้ามเนื้อที่ไม่อยู่ในอำนาจจิตใจ
  21. หน้าที่ของระบบไหลเวียนข้อใดถูก (ยกเว้น)
  22. ขนส่งอาหารและออกซิเจน (O2) ให้ออกจากทุกเซลล์
  23. ช่วยลำเรียงฮอร์โมนและเอ็นไซม์ ไปให้เซลล์ เพื่อช่วยในการเผาผลาญของเซลล์
  24. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ (Temperature regulation)
  25. ป้องกัน และทำลายเชื้อโรค ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน (Antibodies) ให้กับร่างกาย
  26. เลือดประกอบด้วย
  27. (Red blood cells)
  28. White blood cells
  29. Blood platelets
  30. ถูกทุกข้อ

 

 

  1. เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) มีอายุกี่วัน……
  2. มีอายุ 112   วัน
  3. มีอายุ 102   วัน
  4. มีอายุ 120   วัน
  5. มีอายุ 212   วัน
  6. เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) ถูกสร้างจากที่ใด
  7. ไขกระดูกสันหลัง
  8. กระดูกกระเบนเหน็บ(Sacrum)
  9. สมอง (Brain)
  10. ไขกระดูก“Bone Marrow”     เช่นบริเวณกระดูกสะโพก
  11. เม็ดเลือดขาว (White blood cells) มีกี่ชนิด
  12. มี   5   ชนิด
  13. มี   3   ชนิด
  14. มี   4   ชนิด
  15. มี   2   ชนิด
  16. เม็ดเลือดขาวชนิดที่จับเชื้อจุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกาย คือ…
  17. Lymphocyte
  18. Neutrophil
  19. Monocyte
  20. Basophil
  21. เม็ดเลือดขาวชนิดที่จับเฉพาะ antigen-antibody complex เท่านั้น ในรายที่มี พยาธิ์ (parasitic infection) คือ…
  22. Lymphocyte
  23. Monocyte
  24. Basophil
  25. Eosiophil
  26. หน้าที่ของเกร็ดเลือด (Blood platelets)ที่สำคัญคือ…..
  27. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดมีอุณหภูมิ คงที่
  28. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดสลายจากที่เป็นก้อน
  29. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดจับตัวกันเป็นก้อน
  30. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดจับไหลเวียนได้สะดวกขึ้น

 

 

  1. เกร็ดเลือด (Blood platelets) ,มีอายุอยู่ได้กี่วัน…..
  2. อายุ 3  –  5   วัน
  3. อายุ 7  –  10   วัน
  4. อายุ 7  –  8   วัน
  5. อายุ 8  –  10   วัน
  6. ค่าปกติในผู้ใหญ่ ชีพจร (Pulse) จะเต้นประมานกี่ครั้งต่อ 1  นาที
  7. ประมาณ  50  –  80  ครั้ง
  8. ประมาณ  60  –  90  ครั้ง
  9. ประมาณ  75  –  90  ครั้ง
  10. ประมาณ  70  –  80  ครั้ง
  11. การจับชีพจร จะจับลงบนหลอดเลือดใด
  12. หลอดเลือดแดง (Arteries)
  13. หลอดเลือดดำ (Veins)
  14. เส้นประสาทสมอง (Cranial  nerve)
  15. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal  neve)
  16. เลือดดำจะถูกดูดเข้าสู่หัวใจห้องใดเป็นลำดับแรก
  17. หัวใจห้องบนขวา (Right atrium)
  18. หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle)
  19. หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium)

                                4.หัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle)

  1. หัวใจห้องใดที่ทำหน้าที่บีบตัวจ่ายเลือดแดงออกจากหัวใจ
  2. หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle)
  3. หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium)
  4. หัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle)
  5. หัวใจห้องบนขวา (Right atrium)
  6. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous  system)  ประกอบไปด้วย
  7. สมอง (Brain)
  8. ไขสันหลัง (Spinal  cord)
  9. ก้านสมอง(Brain  stem)
  10. 4. ถูกเฉพาะข้อ  1  –  2 

 

 

  1. ข้อต่อไปนี้เป็นโครงสร้างของระบบประสาท
  2. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central  nervous  system)
  3. ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous  system)
  4. ข้อ  1  กับ  ข้อ  2  ถูก
  5. (Peripheral nervous  system)
  6. ข้อต่อไปนี้ถูก ยกเว้น…
  7. ส่วนหน้า(Frontal lobe) เกี่ยวข้องกับการทรงจำ ความนึกคิด สติปัญญา และการเคลื่อนไหวของ

                                 ร่างกาย

  1. ส่วนกลาง(Parietal  lobe) เกี่ยวข้องกับการรับรู้ ความรู้สึกเช่น ร้อน , เย็น ,เจ็บปวด , สัมผัส และ

                                 ตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ

  1. ส่วนข้าง(Temporal  lobe) เกี่ยวข้องกับการได้ยิน การแปลความหมายที่ได้ยิน
  2. 4. ส่วนหลัง(Occipital  lobe) เกี่ยวข้องกับการโศกเศร้า ดีใจ ภาวะอารมย์
  3. ก้านสมอง(Brain stem) ทำหน้าที่ดังนี้  ยกเว้น…
  4. ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  5. ควบคุมการเต้นของหัวใจ
  6. ควบคุมการหดและขยายตัวของหลอดเลือด
  7. ควบคุมอุณหภูมิ
  8. ความยาวของไขสันหลัง(Spinal cord) คือ
  9. 1. ยาวประมาณ 18 นิ้ว
  10. ยาวประมาณ 19 นิ้ว
  11. ยาวประมาณ 20 นิ้ว
  12. ยาวประมาณ 21 นิ้ว
  13. ข้อต่อไปนี้ผิด หน้าที่สำคัญของเส้นประสาททั้งขาขึ้น(Motor neuron) ยกเว้น…
  14. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่สมอง
  15. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่กล้ามเนื้อลาย
  16. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่หัวใจ
  17. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่ปอด
  18. ข้อต่อไปนี้คือหน้าที่ของระบบประสาท
    1. ตอบสนองสิ่งเร้าที่มากระตุ้น
    2. ควบคุมการทำ งานของอวัยวะต่าง
    3. ข้อ   และข้อ  2.  ถูก
    4. ถูกเฉพาะข้อ
  19. ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous system) ประกอบไปด้วย
  20. เส้นประสาทที่แยกออกจากสมอง คือประสาทสมอง (Ceanial nerve)
  21. ไขสันหลัง (Spinal cord)

3.ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous  system)

  1. ถูกเฉพาะข้อ 1  –  3
  2. สมองใหญ่(Cerebrum) แบ่งเป็น 2 ซีก ระบบการทำงานคือ…
  3. ซีกซ้ายควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย
  4. ซีกขวาก็จะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกขวา
  5. ซีกขวาก็จะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย
  6. ซีกขวาก็จะควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
  7. สมองส่วนที่ควบคุมความทรงจำ ความรู้สึกนึกคิดคือ….
  8. ส่วนกลาง(Parietal  lobe)
  9. ส่วนข้าง(Temporal  lobe)
  10. ส่วนหลัง(Occipital  lobe)
  11.                   ส่วนหน้า(Frontal lobe)
  12. สมองส่วนที่ควบคุมความร้อน – เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ ได้แก่
  13. ส่วนกลาง(Parietal  lobe)
  14. ส่วนหลัง(Occipital  lobe)
  15. ส่วนข้าง(Temporal  lobe)
  16. ส่วนหน้า(Frontal lobe)
  17. ข้อต่อไปนี้คือ หน้าที่ของก้านสมอง(Brain stem)
  18.  ควบคุมความร้อน –  เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ
  19. ควบคุมความทรงจำ  ความรู้สึกนึกคิดคือ….
  20. ควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
  21. เป็นศูนย์กลางควบคุมการหายใจ และการเต้นของหัวใจ
  22. หน้าที่ของไขสันหลัง(Spinal cord)คือ
  23.  ควบคุมความร้อน –  เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ ได้แก่
  24. ควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
  25. เป็นทางเดินของเส้นประสาททั้งขาขึ้น(Motor neuron) และขาลง (Sensory  neuron)
  26. ควบคุมความร้อน –  เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ

 

 

  1. ระบบย่อยอาหาร(The Digestive system) ประกอบไปด้วย…..
  2. ปาก (Mouth) หลอดคอ (Pharyng)
  3. หลอดคอ (Pharyng) ท่อทางเดินอาหาร(Esophagus)
  4. กระเพาะอาหาร (Stomach)
  5. ถูกทุกข้อ
  6. 56. ภาวะที่ร่างกายมีธัยร็อกซินน้อยไป (Hypothyroxin) ผลคือ
  7. ในทารก ทำให้เกิดร่างกายแคระแกรน เจริญเติบโตช้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง
  8. ในผู้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการบวมใสใต้ผิวหนังแลดูคล้ายเทียนไขกล้ามเนื้อไม่มีแรง
  9. ร่างกายผอม น้ำหนักลด กินจุ อ่อนแอ ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากและไวขึ้น
  10. ถูกเฉพาะข้อ  1  และ  ข้อ  2
  11. 57. ระบบประสาทอัตโนมัติ(Autonomic nervous system) มีผลต่อระบบต่างๆดังนี้
  12. ผลต่อหัวใจ ประสาทซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรง
  13. ผลต่อหัวใจ ประสาทซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นช้าและต่ำ
  14. พาราซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรง
  15. ซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นช้าและเบา
  16. 58. ระบบประสาทซิมพาเทติก(Sympathetic) มีผลดังนี้
  17. ซิมพาเทติก(Sympathetic) ทำให้หลอดลมขยายตัว
  18. ซิมพาเทติก(Sympathetic) ทำให้หลอดเลือดหดตัวเล็กน้อย
  19. ซิมพาเทติก(Sympathetic) ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  20. ถูกทุกข้อ
  21. 59. ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก(Parasympathetic) มีผลดังนี้
  22. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ทำให้หัวใจเต้นช้าและเบา
  23. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ทำให้ม่านตาหดเล็ก
  24. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ทำให้หลอดเลือดขยายเล็กน้อย
  25. ถูกทุกข้อ
  26. 60. ท่อทางเดินอาหาร(Esophagus) ส่วนปลายล่างสุดเชื่อมต่อกับอวัยวะใด
  27. ลำไส้เล็ก
  28. ลำไส้ใหญ่
  29. กระเพาะอาหาร
  30. ตับ

 

 

  1. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal  neve)ระดับคอ (Cervical)  มีกี่คู่
    1. มี 5   คู่
    2. มี 6   คู่
    3. มี 7   คู่
    4. มี 8   คู่
    5. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal neve)ระดับอก (Thoracic)  มีกี่คู่
    6. มี 10   คู่
    7. มี 12   คู่
    8. มี 14   คู่
    9. มี 16   คู่
  2. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal  neve)ระดับเอว (Lumbar)  มีกี่คู่
  3. มี 3.   คู่
  4. มี 4   คู่
  5. มี 5   คู่
  6. มี 6   คู่
  7. หน้าที่ของเส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal neve) ข้อต่อไปนี้ถูกต้อง
  8. เป็นทางเดินของสารอาหารทุกชนิด
  9. เป็นศูนย์ควบคุมการหายใจ
  10. เป็นทางเดินของกระแสเลือด
  11. ทำหน้าที่เป็นทางผ่านConduction path way รับกระแสความรู้สึกไปสู่สมอง และส่งความรู้สึก         

                                 ออกจากสมอง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย

  1. หน้าที่ของเส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal neve) มีดังต่อไปนี้
  2. เส้นประสาทช่วง L1-L4 เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบน
  3. เส้นประสาทช่วง C1-C5 เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณศรีษะ บางส่วนของไหล่และกระบังลม
  4. เส้นประสาทช่วง C5-T1 เป็นร่างแหประสาทแขน เลี้ยงหัวไหล่ แขน และเท้า
  5. เส้นประสาทช่วง T1-T12 เลี้ยงบริเวณหน้าอก หลัง ท้อง และศรีษะบางส่วน

 

 

 

 

 

 

  1. 65. หน้าที่สำคัญของกระเพาะอาหาร
  2.  เป็นที่เก็บอาหารไว้ ก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ลำไส้ อาหารจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยกลวิธีต่างๆ จน

                                 จนกลายสะภาพเป็นของเหลวเล็กน้อยเรียกว่า(Chyme)

  1. เคลื่อนไหว (Gastric motility) เพื่อคลุกเคล้าอาหารให้สัมผัสกับน้ำย่อย และส่งอาหารที่อยู่ใน

                                 สภาพของ (Chyme) ไปสู่ลำไส้เป็นระยะๆ ในอัตราความเร็วที่พอเหมาะ  ทั้งนี้เพื่อให้ลำไส้มี

                                 โอกาสย่อยและดูดซึมอาหารได้ดี

  1. ขับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร (Gastric juice) ซึ่งเป็นน้ำใสๆ มีคุณสมบัติเป็นกรด ความ

                                 ความถ่วงจำเพาะ  1.002 – 1.003

  1.   ถูกทุกข้อที่กล่าวมา
  2. ลำไส้เล็ก (Small intestine)ลำไส้เล็กส่วนต้น(Duodnum) เป็นลำไส้เล็กที่ต่อจากกระเพาะอาหาร มีความ

       มีความยาวทั้งสิ้นเท่าไร

  1. มีความยาวทั้งสิ้น   8  นิ้ว
  2. มีความยาวทั้งสิ้น 10  นิ้ว
  3. มีความยาวทั้งสิ้น   12  นิ้ว
  4. มีความยาวทั้งสิ้น   15  นิ้ว  
  5. 67. ลำไส้เล็ก (Small intestine)ลำไส้เล็กส่วนกลาง(Jejunum) เป็นลำไส้เล็กที่ต่อจากต้น(Duodnum)  มีความ

       มีความยาวทั้งสิ้นเท่าไร

  1. มีความยาวทั้งสิ้น   12  ฟุต
  2. มีความยาวทั้งสิ้น   10  นิ้ว
  3. มีความยาวทั้งสิ้น   9  ฟุต
  4. 4. มีความยาวทั้งสิ้น   8  นิ้ว
  5. 6 ลำไส้เล็ก (Small intestine)ลำไส้เล็กส่วนปลาย(ileum) เป็นลำไส้เล็กที่ต่อจากส่วนกลาง(Jejunum) มีความ

       มีความยาวทั้งสิ้นเท่าไร

  1. มีความยาวทั้งสิ้น   9  ฟุต
  2. มีความยาวทั้งสิ้น   9  นิ้ว
  3. มีความยาวทั้งสิ้น   9  นิ้ว
  4. มีความยาวทั้งสิ้น   12  ฟุต
  5. 69. หน้าที่สำคัญของลำไส้เล็ก ข้อต่อไปนี้ ถูกต้อง (ยกเว้น)
  6. หลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร (Digestive  function)
  7. การเคลื่อนไหว (Intestinal  motility) เพื่อคลุกเคล้าอาหารให้เข้ากับน้ำย่อยต่างๆ
  8. ถูกเฉพาะข้อ  1.  กับข้อ  2.
  9. ไม่มีข้อถูก
  10. 70. ลำไส้ใหญ่ (Large intestine) มีความยาว ดังนี้
  11. ความยาวทั้งหมด  5  ฟุต
  12. ความยาวทั้งหมด  6  ฟุต
  13. ความยาวทั้งหมด  8  ฟุต
  14. ถูกเฉพาะข้อ  1. 
  15. 71. Ascending colon  ข้อต่อไปนี้ถูกต้อง
  16. เป็นส่วนที่ทอดขึ้นมาทางขวาของช่องท้อง จนถึงใต้ตับ โค้งไปทางซ้าย ส่วนโค้งนี้ เรียกว่า

                                 Hepatic flexure

  1. เป็นส่วนที่ทอดต่อจาก Hepatic flexure ทอดขวางไปตามช่องท้อง ไปจนถึงด้านซ้ายของช่อง

                                 แล้วแล้วทอดโค้งไปใต้ส่วนของปลาย speen ส่วนโค้งนี้เรียกว่า Splenic flexure

  1. เป็นส่วนที่ต่อจาก Splenic flexure ทอดลงมาข้างล่างทางซ้ายของช่องท้องจนถึง

                                      left  iliac rigion  ตรงระดับ crest of ileum

  1. ถูกเฉพาะข้อ   
  2. Rectum คือส่วนที่ต่อมาจาก (Singmoid colon) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนตรง เป็นส่วนที่พองโตขยายตัวได้มากกว่าส่วนอื่นๆ เพื่อเก็บอุจจาระได้มากมีความยาวประมาณ ……….. นิ้ว
    1. ความยาวทั้งหมด 5  ฟุต
    2. ความยาวทั้งหมด 5  นิ้ว
    3. ความยาวทั้งหมด 4  ฟุต
    4. ความยาวทั้งหมด 6  ฟุต
    5. ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายในร่างกายให้ทำงานประสานงานกัน

        ข้อต่อไปนี้ถูกต้อง

  1. ระบบนี้จะทำหน้าที่นอกเหนือไปจากการทำงานของระบบประสาท
  2. การกระทำของต่อมไร้ท่อให้ผลช้าแต่ทำงานนานกว่าระบบประสาท
  3. โดยอาศัยสารเคมีที่ต่อมไร้ท่อผลิตขึ้นมาที่เรียกว่า ฮอร์โมน (Hormone)
  4. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  1. การกระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สร้าง Thyroxin เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจาก ข้อใด
  2. ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland)
  3. ต่อมธัยรอยด์ (Thyroid Gland)
  4. ถูกเฉพาะข้อ 1. 
  5. ถูกเฉพาะข้อ 2. 

 

 

  1. ต่อมธัยรอยด์ (Thyroid Gland) มีหน้าที่ๆสำคัญคือ
  2. ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญคือธัยร็อกซิน (Thyroxin)
  3. กระตุ้นให้เซลเม็ดสีสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น
  4. กระตุ้นการตกไข่และสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและชาย
  5. กระตุ้นการขยายเต้านมสำหรับหญิงที่มีครรภ์
  6. ถ้ามีธัยร็อกซินน้อยไป (Hypothyroxin) ผลที่เกิดขึ้นคือ
  7. ในทารก ทำให้เกิดร่างกายแคระแกรน เจริญเติบโตช้า
  8. ในผู้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการบวมใสใต้ผิวหนังแลดูคล้ายเทียนไข
  9. เกิดโรคคอพอกชนิดธรรมดา
  10. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  11. 77. ถ้ามีธัยร็อกซินมากเกินไป (Hyperthyroxin) ผลที่เกิดขึ้นคือ

                                1.ร่างกายผอม น้ำหนักลด กินจุ อ่อนแอ ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากและไวขึ้น

  1. เกิดโรคคอพอกชนิดธรรมดา
  2. เกิดโรคคอพอกชนิดเป็นพิษ
  3. ถูกเฉพาะข้อ  1.  ข้อ  3.
  4. ฮอร์โมนเพศชาย ที่สำคัญคือ
  5. โปรเจสเตอโรน (Progesterone)
  6. เอสโตรเจน (Estrogen)
  7. 3. เทสทอสเตอโรน (Testosterone)
  8. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 2.
  9. 79. ถ้าตัดอัณฑะออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้
  10.   ในเด็ก – ทำให้อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ
  11. ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของกระดูกเพิ่มขึ้น
  12. ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนเพศชาย
  13. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ

 

  1. ถ้าตัดอัณฑะออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้
  2. ในเด็ก – ทำให้อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ
  3. มีไขมันสะสมมากขึ้น แขนขาสั้นผิดปกติ
  4. ไม่มี Secondary sexual characteristic
  5. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 3.

 

  1. ฮอร์โมนเพศหญิง คือข้อต่อไปนี้
  2. เอสโตรเจน (Estrogen)
  3. และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) 
  4. เทสทอสเตอโรน (Testosterone)
  5. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 2.
  6. 83. ถ้าตัดรังไข่ออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้
  7. มีลักษณะคล้ายชาย
  8. มีความรู้สึกทางเพศเพิ่มขึ้น
  9. มีไขมันสะสมมากขึ้น แขนขายาวผิดปกติ
  10. กระตุ้นการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเอ็นไซม์
  11. หน้าที่สำคัญของ อัณฑะ (Testis) และถุงอัณฑะ (Scrotum)
  12. ปรับอุณหภูมิภายในถุงอัณฑะให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของอสุจิ คือ

                                 เซลเซียส ประมาณ 34 องศา

  1. สร้างฮอร์โมนเพศชาย ที่สำคัญคือ เทสทอสเตอโรน (Testosterone)
  2. ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธ์
  3. ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมน Hormone กระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สร้าง Thyroxin เพิ่มขึ้น
  4. ขั้นตอนในการสร้างตัวอสุจิและการหลั่งน้ำอสุจิ มีดังนี้
  5.  เริ่มจากหลอดสร้างตัวอสุจิ ซึ่งอยู่ภายในอัณฑะสร้างตัวอสุจิออกมา
  6. จากนั้นตัวอสุจิจะถูกนำไปพักไว้ที่หลอดเก็บอสุจิ
  7. ลำเลียงผ่านไปตามหลอดนำตัวอสุจิ เพื่อนำตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงตัวอสุจิรอการ

                                 หลั่งออกสู่ภายนอก

  1. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  2. โดยปกติเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิได้เมื่ออายุประมาณ กี่ ปี
  3. อายุ 12 – 13 ปี
  4. อายุ 13 – 14 ปี
  5. อายุ 14 – 15 ปี
  6. อายุ 15 – 16 ปี
  7. 87. การหลั่งน้ำอสุจิในแต่ละครั้งจะมีตัวอสุจิเฉลี่ย ประมาณ กี่ ตัว
  8. ประมาณ 330 – 500 ล้านตัว
  9. ประมาณ 360 – 500 ล้านตัว
  10. ประมาณ 350 – 500 ล้านตัว
  11. ประมาณ 340 – 500 ล้านตัว
  12. 88. สำหรับชายที่เป็นหมันจะมีตัวอสุจิน้อยกว่า 30 – 50 ล้านตัว ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีตัวอสุจิที่ผิดปกติ มากกว่าร้อยละ กี่ตัว
  13. มากกว่าร้อยละ 28
  14. มากกว่าร้อยละ 26
  15. มากกว่าร้อยละ 25
  16. มากกว่าร้อยละ 24
  17. ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาจะเคลื่อนที่ได้ประมาณ 3 – 4 มิลลิเมตรต่อนาที และมีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่จะมีชีวิตอยู่ในมดลูกของเพศหญิงได้นานเท่าใด
  18. ได้นานประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง
  19. ได้นานประมาณ 25 – 48 ชั่วโมง
  20. ได้นานประมาณ 26 – 48 ชั่วโมง
  21. ได้นานประมาณ 27 – 48 ชั่วโมง
  22. อสุจิ เป็นเซลสืบพันธุ์เพศชายที่ผลิตขึ้นมาจาก…….
  23. อัณฑะ (Testis)
  24. ต่อมลูกหมาก(prostate gland)
  25. ต่อมคาวเปอร์(cowper gland)
  26. อวัยวะเพศชาย(pennis)
  27. ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้
  28. รังไข่( ovary )  
  29. ท่อนำไข่( oviduct )  
  30. ช่องคลอด( vagina )  
  31. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  32. การตกไข่ หมายถึง
  33. การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่
  34. การตกไข่เกิดขึ้นเดือนละ 2 ใบ
  35. ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน เมื่อมีการตกไข่ มดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีผนังหนาขึ้น
  36. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 3.
  37. โดยปกติผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนเมื่ออายุประมาณ กี่ ปี ขึ้นไป
  38. อายุ    11   ปี ขึ้นไป
  39. อายุ    12   ปี ขึ้นไป
  40. อายุ    13   ปี ขึ้นไป
  41. อายุ    14   ปี ขึ้นไป
  42. รอบของการมีประจำเดือนแต่ละเดือนจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยทั่วไปประมาณ กี่ วัน
  43. ประมาณ 25 วัน
  44. ประมาณ 26 วัน
  45. ประมาณ 27 วัน
  46. ประมาณ 28 วัน
  47. โดยทั่วไปแล้ว ถ้าร่างกายของคนที่มีความสมบูรณ์เป็นปกติ ประจำเดือนจะหยุดเมื่ออายุกี่ปี
  48. อายุประมาณ 40 – 45 ปี
  49. อายุประมาณ 45 – 50 ปี
  50. อายุประมาณ 50 – 55 ปี
  51. อายุประมาณ 50 – 60 ปี
  52. ลึงค์ ( penis ) มีหน้าที่สำคัญคือ…
  53. เป็นอวัยวะที่ใช้ในการร่วมเพศ 
  54. เพศ  เป็นทางผ่านของสเปิร์มและน้ำปัสสาวะออกสู่ภายนอก
  55. เป็นแหล่งผลิตน้ำกาม ( semen ) 
  56. ถูกเฉพาะข้อ  1.  และข้อ  2.
  57. ต่อมคาวเปอร์ ( Cowper’s gland ) ทำหน้าที่ดังนี้
  58. ทำหน้าที่ในการหลั่งสารเหลวใสและเหนียว  เพื่อหล่อลื่นในขณะที่เกิดการกระตุ้นทางเพศ
  59. ขับสเปิร์มและน้ำปัสสาวะออกสู่ภายนอก                                                                             3.  ทำหน้าที่ในการสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ  ซึ่งได้แก่น้ำตาลฟรักโทส  วิตามินซี 
  60.  ถูกเฉพาะข้อ  1. 
  61. ถุงอัณฑะ ( scrotum or  scrotal  sac )  ที่ยื่นออกมาจากช่องท้อง  เนื่องจากอัณฑะที่อยู่ในช่องท้องเลื่อนลงมา  ถุงอัณฑะทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้แก่อัณฑะ  โดยอุณหภูมิของถุงอัณฑะจะต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายประมาณ
  62. ประมาณ   33   องศาเซลเซียส
  63. ประมาณ   34   องศาเซลเซียส
  64. ประมาณ   35   องศาเซลเซียส
  65. ประมาณ   36   องศาเซลเซียส
  66. ข้อต่อไปนี้คือแฝดร่วมไข่ (identical twins) (ฝาเดียวกัน)
  67. เกิดจากไข่ 1 ใบผสมกับอสุจิ 1 ตัว  เป็นไซโกตแล้วไซโกตแบ่งตัวออกเป็น 2 ส่วน
  68. มีเพศเดียวกัน รูปร่างลักษณะเหมือนกัน 
  69. อุปนิสัยสติปัญญาใกล้เคียงกัน และความสามารถต่างๆ จะใกล้เคียงกันมาก
  70. ถูกทุกข้อ

 

  1. แฝดต่างไข่ (fraternal twins)(คนละฝา)คือข้อต่อไปนี้
  2. เกิดจากไข่มากกว่า 1 ใบ  ผสมกับอสุจิมากกว่า 1 ตัว
  3. เกิดไซโกตและเอมบริโอมากกว่า 1
  4. อาจเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้
  5. ถูกทุกข้อ

 

 

 *************************************ขอให้โชคดี***********************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฉลย ข้อสอบกายวิภาคศาสตร์

.

  1. ระบบโครงกระดูก ( skeletal system) ของมนุษย์มีกี่ชิ้น
    1. 602 ชิ้น
    2. 206 ชิ้น
    3. 260 ชิ้น
    4. 260 ชิ้น
  2. หน้าที่ของกระดูกที่สำคัญคือ
    1. เป็นโครงของร่างกาย
    2. ป้องกันอวัยวะสำคัญ เช่น กระโหลกศีรษะป้องกันสมองแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดง โดยสร้างจาก ไขกระดูก“Bone Marrow”   
    3. แหล่งสะสมแร่ธาตุต่างๆ เช่นแคลเซี่ยมฟอสเฟต
    4. ถูกทุกข้อ
    5. ข้อต่อไปนี้ผิด กระดูกแกนกลาง(Axial skeleton) คือ (ยกเว้น)
    6. กระดูกแขน(Humerus)
    7. กระดูกขา(Femur)
    8. กระดูกซี่โครง(Ribs)
    9. กระดูกสันหลัง(Axial skeleton)
    10. กระดูกระยางค์ (Appendicular skeleton) ประกอบไปด้วย..(ยกเว้น)
    11. กระดูกสันหลัง(Axial skeleton)
    12. กระดูกต้นแขน (Humerus)
    13. กระดูกต้นขาขา (Femur)
    14. กระดูกซี่โครง (Ribs)
    15. ข้อต่อไปนี้คือกระดูกแข็ง (compact bones)
    16. กระดูกต้นขาขา (Femur)
    17. กระดูกอ่อนไฮอะลีนหรือกระดูกอ่อนขาว (Hyaline cartilage)
    18. กระดูกอ่อนใบหู และ ฝาปิดกล่องเสียง
    19. กระดูกหมอนกระดูกสันหลัง และข้อต่อหัวหน่าว

 

 

 

  1. การแบ่งตามลักษณะรูปร่างของกระดูก ดังนี้
  2. กระดูกยาว (Long bones)       
  3. กระดูกสั้น (Short bones)
  4. กระดูกแบน (Flat bones)    
  5. ถูกทุกข้อ
  6. กระดูกสันหลังช่วงอก(Thoracic Vertebrae) มี ทั้งหมดกี่ชิ้น
  7. มี   5  ชิ้น
  8. มี   12  ชิ้น
  9. มี   7  ชิ้น
  10. มี   4 – 5  ชิ้น
  11. กระหม่อมด้านหน้า (Anterior fontanel)จะมีกระดูกหน้าผากและกระดูกด้านข้างศรีษะมาต่อกัน เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน กระหม่อมนี้จะปิดตอนอายุ เท่าไร
  12. อายุ  14   เดือน
  13. อายุ  34   เดือน
  14. อายุ  24   เดือน
  15. อายุ    4   เดือน
  16. ลักษณะการเคลื่อนไหวของกระดูกคอ(Cervical Vertebrae) ดังนี้
  17. พยักหน้าใช้กระดูกกะโหลกศรีษะและกระดูกคอระหว่างชิ้นที่ 1
  18. เอียงคอไปด้านซ้ายและด้านขวาใช้กระดูกคอทั้ง 5 ชิ้น
  19. ส่ายหน้าใช้กระดูกคอระหว่างชิ้นที่ 6 และ 2
  20. หันหน้าไปทางซ้ายและทางขวาใช้กระดูกคอชิ้นที่ 4 ชิ้น
  21. กระดูกสันหลัง(Axial skeleton)ส่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ
  22. กระดูกสันหลังช่วงอก(Thoracic Vertebrae)
  23. กระดูกสันหลังช่วงคอ (Cervical Vertebrae)
  24. กระดูกสันหลังช่วงเอว(Lumbar Vertebrae)
  25. กระดูกกระเบนเหน็บ(Sacrum)
  26. ส่วนประกอบของกระดูก (Bone composition) คือดังนี้
  27. คือ กระดูกทึบ (Compact bone or Dense bone)
  28. กระดูกโปร่ง  (Spongy bone or Cancellous bone)
  29. กระดูกสั้น (Short bones)
  30. ข้อ  1  และ  ข้อ  2  ถูก

 

  1. กระดูกหน้าอก(Sternum)มีกระดูกกี่ชิ้น
  2. มีกระดูก  1  ชิ้น
  3. มีกระดูก  2  ชิ้น
  4. มีกระดูก  3  ชิ้น
  5. มีกระดูก  4  ชิ้น
  6. ข้อต่อไปนี้คือกระดูกสะบัก
  7. Clavicle
  8. Radius
  9. Scapula
  10. Ulna
  11. กระดูกเชิงกรานคือข้อต่อไปนี้
  12. Femur
  13. Patella
  14. Tibia
  15. Ilium
  16. การเคลื่อนไหวของข้อต่อกระดูกได้ระนาบเดียว (แบบบานพับ) Hinge joint  คือ..
  17.  ข้อศอก  ข้อเข่า
  18. ข้อมือ กระดกขึ้น – ลง  เอียงซ้าย – ขวา
  19. ข้อไหล่   ข้อสะโพก  กางออก – หุบเข้า  หมุนเข้าใน – หมุนออกนอก 
  20. ไม่ข้อถูก
  21. กล้ามเนื้อที่อยู่ในอำนาจสั่งการของจิตใจคือ….
  22. กล้ามเนื้อหัวใจ (Cadiac  muscle)
  23. กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle)
  24. กล้ามเนื้อลาย (Striated  muscle)
  25. ถูกทุกข้อ
  26. คุณสมบัติของกล้ามเนื้อมีดังนี้ (ยกเว้น)
  27. มีความรู้สึกต่อสิ่งเร้า คือ สามารถรับและตอบสนองต่อสิ่งเร้า
  28. มีความสามารถเปลี่ยนรูปร่างให้สั้น  หนา  และแข็งได้
  29. มีความยืดหยุ่นคล้ายยาง (Elasticity)
  30. เป็นโครงสร้างของร่างกาย

 

 

  1. ส่วนประกอบของกล้ามเนื้อคือ
  2. น้ำประมาณ 75  %
  3. โปรตีนประมาณ 10  %
  4. เกลือแร่ / ไกลโคเจน / และไขมัน  ประมาณ  5  %
  5. ถูกทุกข้อ
  6. กล้ามเนื้อในร่างกายทั้งหมด จะมีอยู่ประมาณ …..  มัด
  7. มีทั้งหมด   972   มัด
  8. มีทั้งหมด   927   มัด
  9. มีทั้งหมด   782   มัด     
  10. มีทั้งหมด   792   มัด
  11. กล้ามเนื้อในร่างกายที่อยู่ในอำนาจสั่งการของจิตใจในร่างกายมีกี่มัด
  12. มีทั้งหมด   972   มัด
  13. มีทั้งหมด 696   มัด
  14. มีทั้งหมด 672   มัด
  15. มีทั้งหมด 662   มัด
  16. กล้ามเนื้อสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนคือ
  17. Sternocleidomastoid
  18. Deltoid
  19. Pectoralis major
  20. Trapezius
  21. กล้ามเนื้อหน้าท้อง(Rectus abdominis) มีแนวขวาง แบ่งเป็นร่องเล็กๆ มีกี่มัด
  22. มีทั้งหมด   6   มัด
  23. มีทั้งหมด   7   มัด
  24. มีทั้งหมด   8   มัด
  25. มีทั้งหมด   9   มัด
  26. การหดตัวของกล้ามเนื้อลาย แบ่งออกได้เป็น …..กี่แบบ
  27. แบ่งออกเป็น  1   แบบ
  28. แบ่งออกเป็น  2   แบบ
  29. แบ่งออกเป็น  3   แบบ   
  30. แบ่งออกเป็น  4   แบบ

 

 

  1. การหดตัวของกล้ามเนื้อลายแบบ Isotonic contraction คือ….
  2. การเดิน การวิ่ง
  3. การนอนยกน้ำหนัก
  4. การโหนบาร์ดึงข้อ
  5. ถูกทุกข้อ
  6. ข้อต่อไปนี้ ทำหน้าที่เหยียดขา กางขา
  7. Quadriceps femoris
  8. Hamstrings
  9. Gastrocnemius
  10. Gluteus  maximus
  11. กล้ามเนื้อที่ทำหน้ที่กระดกปลายเท้าขึ้น – ลง คือ
  12. Gastrocnemius
  13. Gluteus  maximus
  14. Tibialis  anterior
  15. Hamstrings
  16. ข้อต่อไปนี้ผิด (ยกเว้น)
  17. 1. กล้ามเนื้อลาย (Striated  muscle)หรือกล้ามเนื้อในอำนาจจิตใจ
  18. กล้ามเนื้อหัวใจ (Cadiac  muscle) ควบคุมได้โดยจิตใจ
  19. กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle)หรือกล้ามเนื้อที่สั่งการทำงานได้อำนาจจิตใจ
  20. กล้ามเนื้อลาย (Striated  muscle)หรือกล้ามเนื้อที่ไม่อยู่ในอำนาจจิตใจ
  21. หน้าที่ของระบบไหลเวียนข้อใดถูก (ยกเว้น)
  22. ขนส่งอาหารและออกซิเจน (O2) ให้ออกจากทุกเซลล์
  23. ช่วยลำเรียงฮอร์โมนและเอ็นไซม์ ไปให้เซลล์ เพื่อช่วยในการเผาผลาญของเซลล์
  24. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ (Temperature regulation)
  25. ป้องกัน และทำลายเชื้อโรค ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน (Antibodies) ให้กับร่างกาย
  26. เลือดประกอบด้วย
  27. (Red blood cells)
  28. White blood cells
  29. Blood platelets
  30. ถูกทุกข้อ

 

 

  1. เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) มีอายุกี่วัน……
  2. มีอายุ 112   วัน
  3. มีอายุ 102   วัน
  4. มีอายุ 120   วัน
  5. มีอายุ 212   วัน
  6. เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) ถูกสร้างจากที่ใด
  7. ไขกระดูกสันหลัง
  8. กระดูกกระเบนเหน็บ(Sacrum)
  9. สมอง (Brain)
  10. ไขกระดูก“Bone Marrow”     เช่นบริเวณกระดูกสะโพก
  11. เม็ดเลือดขาว (White blood cells) มีกี่ชนิด
  12. มี   5   ชนิด
  13. มี   3   ชนิด
  14. มี   4   ชนิด
  15. มี   2   ชนิด
  16. เม็ดเลือดขาวชนิดที่จับเชื้อจุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกาย คือ…
  17. Lymphocyte
  18. Neutrophil
  19. Monocyte
  20. Basophil
  21. เม็ดเลือดขาวชนิดที่จับเฉพาะ antigen-antibody complex เท่านั้น ในรายที่มี พยาธิ์ (parasitic infection) คือ…
  22. Lymphocyte
  23. Monocyte
  24. Basophil
  25. Eosiophil
  26. หน้าที่ของเกร็ดเลือด (Blood platelets)ที่สำคัญคือ…..
  27. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดมีอุณหภูมิ คงที่
  28. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดสลายจากที่เป็นก้อน
  29. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดจับตัวกันเป็นก้อน
  30. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดจับไหลเวียนได้สะดวกขึ้น

 

 

  1. เกร็ดเลือด (Blood platelets) ,มีอายุอยู่ได้กี่วัน…..
  2. อายุ 3  –  5   วัน
  3. อายุ 7  –  10   วัน
  4. อายุ 7  –  8   วัน
  5. อายุ 8  –  10   วัน
  6. ค่าปกติในผู้ใหญ่ ชีพจร (Pulse) จะเต้นประมานกี่ครั้งต่อ 1  นาที
  7. ประมาณ  50  –  80  ครั้ง
  8. ประมาณ  60  –  90  ครั้ง
  9. ประมาณ  75  –  90  ครั้ง
  10. ประมาณ  70  –  80  ครั้ง
  11. การจับชีพจร จะจับลงบนหลอดเลือดใด
  12. หลอดเลือดแดง (Arteries)
  13. หลอดเลือดดำ (Veins)
  14. เส้นประสาทสมอง (Cranial  nerve)
  15. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal  neve)
  16. เลือดดำจะถูกดูดเข้าสู่หัวใจห้องใดเป็นลำดับแรก
  17. หัวใจห้องบนขวา (Right atrium)
  18. หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle)
  19. หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium)

                                4.หัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle)

  1. หัวใจห้องใดที่ทำหน้าที่บีบตัวจ่ายเลือดแดงออกจากหัวใจ
  2. หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle)
  3. หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium)
  4. หัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle)
  5. หัวใจห้องบนขวา (Right atrium)
  6. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous  system)  ประกอบไปด้วย
  7. สมอง (Brain)
  8. ไขสันหลัง (Spinal  cord)
  9. ก้านสมอง(Brain  stem)
  10. 4. ถูกเฉพาะข้อ  1  –  2 

 

 

  1. ข้อต่อไปนี้เป็นโครงสร้างของระบบประสาท
  2. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central  nervous  system)
  3. ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous  system)
  4. ข้อ  1  กับ  ข้อ  2  ถูก
  5. (Peripheral nervous  system)
  6. ข้อต่อไปนี้ถูก ยกเว้น…
  7. ส่วนหน้า(Frontal lobe) เกี่ยวข้องกับการทรงจำ ความนึกคิด สติปัญญา และการเคลื่อนไหวของ

                                 ร่างกาย

  1. ส่วนกลาง(Parietal  lobe) เกี่ยวข้องกับการรับรู้ ความรู้สึกเช่น ร้อน , เย็น ,เจ็บปวด , สัมผัส และ

                                 ตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ

  1. ส่วนข้าง(Temporal  lobe) เกี่ยวข้องกับการได้ยิน การแปลความหมายที่ได้ยิน
  2. 4. ส่วนหลัง(Occipital  lobe) เกี่ยวข้องกับการโศกเศร้า ดีใจ ภาวะอารมย์
  3. ก้านสมอง(Brain stem) ทำหน้าที่ดังนี้  ยกเว้น…
  4. ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  5. ควบคุมการเต้นของหัวใจ
  6. ควบคุมการหดและขยายตัวของหลอดเลือด
  7. ควบคุมอุณหภูมิ
  8. ความยาวของไขสันหลัง(Spinal cord) คือ
  9. 1. ยาวประมาณ 18 นิ้ว
  10. ยาวประมาณ 19 นิ้ว
  11. ยาวประมาณ 20 นิ้ว
  12. ยาวประมาณ 21 นิ้ว
  13. ข้อต่อไปนี้ผิด หน้าที่สำคัญของเส้นประสาททั้งขาขึ้น(Motor neuron) ยกเว้น…
  14. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่สมอง
  15. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่กล้ามเนื้อลาย
  16. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่หัวใจ
  17. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่ปอด
  18. ข้อต่อไปนี้คือหน้าที่ของระบบประสาท
    1. ตอบสนองสิ่งเร้าที่มากระตุ้น
    2. ควบคุมการทำ งานของอวัยวะต่าง
    3. ข้อ   และข้อ  2.  ถูก
    4. ถูกเฉพาะข้อ
  19. ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous system) ประกอบไปด้วย
  20. เส้นประสาทที่แยกออกจากสมอง คือประสาทสมอง (Ceanial nerve)
  21. ไขสันหลัง (Spinal cord)

3.ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous  system)

  1. ถูกเฉพาะข้อ 1  –  3
  2. สมองใหญ่(Cerebrum) แบ่งเป็น 2 ซีก ระบบการทำงานคือ…
  3. ซีกซ้ายควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย
  4. ซีกขวาก็จะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกขวา
  5. ซีกขวาก็จะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย
  6. ซีกขวาก็จะควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
  7. สมองส่วนที่ควบคุมความทรงจำ ความรู้สึกนึกคิดคือ….
  8. ส่วนกลาง(Parietal  lobe)
  9. ส่วนข้าง(Temporal  lobe)
  10. ส่วนหลัง(Occipital  lobe)
  11.                   ส่วนหน้า(Frontal lobe)
  12. สมองส่วนที่ควบคุมความร้อน – เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ ได้แก่
  13. ส่วนกลาง(Parietal  lobe)
  14. ส่วนหลัง(Occipital  lobe)
  15. ส่วนข้าง(Temporal  lobe)
  16. ส่วนหน้า(Frontal lobe)
  17. ข้อต่อไปนี้คือ หน้าที่ของก้านสมอง(Brain stem)
  18.  ควบคุมความร้อน –  เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ
  19. ควบคุมความทรงจำ  ความรู้สึกนึกคิดคือ….
  20. ควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
  21. เป็นศูนย์กลางควบคุมการหายใจ และการเต้นของหัวใจ
  22. หน้าที่ของไขสันหลัง(Spinal cord)คือ
  23.  ควบคุมความร้อน –  เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ ได้แก่
  24. ควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
  25. เป็นทางเดินของเส้นประสาททั้งขาขึ้น(Motor neuron) และขาลง (Sensory  neuron)
  26. ควบคุมความร้อน –  เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ

 

 

  1. ระบบย่อยอาหาร(The Digestive system) ประกอบไปด้วย…..
  2. ปาก (Mouth) หลอดคอ (Pharyng)
  3. หลอดคอ (Pharyng) ท่อทางเดินอาหาร(Esophagus)
  4. กระเพาะอาหาร (Stomach)
  5. ถูกทุกข้อ
  6. 56. ภาวะที่ร่างกายมีธัยร็อกซินน้อยไป (Hypothyroxin) ผลคือ
  7. ในทารก ทำให้เกิดร่างกายแคระแกรน เจริญเติบโตช้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง
  8. ในผู้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการบวมใสใต้ผิวหนังแลดูคล้ายเทียนไขกล้ามเนื้อไม่มีแรง
  9. ร่างกายผอม น้ำหนักลด กินจุ อ่อนแอ ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากและไวขึ้น
  10. ถูกเฉพาะข้อ  1  และ  ข้อ  2
  11. 57. ระบบประสาทอัตโนมัติ(Autonomic nervous system) มีผลต่อระบบต่างๆดังนี้
  12. ผลต่อหัวใจ ประสาทซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรง
  13. ผลต่อหัวใจ ประสาทซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นช้าและต่ำ
  14. พาราซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรง
  15. ซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นช้าและเบา
  16. 58. ระบบประสาทซิมพาเทติก(Sympathetic) มีผลดังนี้
  17. ซิมพาเทติก(Sympathetic) ทำให้หลอดลมขยายตัว
  18. ซิมพาเทติก(Sympathetic) ทำให้หลอดเลือดหดตัวเล็กน้อย
  19. ซิมพาเทติก(Sympathetic) ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  20. ถูกทุกข้อ
  21. 59. ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก(Parasympathetic) มีผลดังนี้
  22. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ทำให้หัวใจเต้นช้าและเบา
  23. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ทำให้ม่านตาหดเล็ก
  24. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ทำให้หลอดเลือดขยายเล็กน้อย
  25. ถูกทุกข้อ
  26. 60. ท่อทางเดินอาหาร(Esophagus) ส่วนปลายล่างสุดเชื่อมต่อกับอวัยวะใด
  27. ลำไส้เล็ก
  28. ลำไส้ใหญ่
  29. กระเพาะอาหาร
  30. ตับ

 

 

  1. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal  neve)ระดับคอ (Cervical)  มีกี่คู่
    1. มี 5   คู่
    2. มี 6   คู่
    3. มี 7   คู่
    4. มี 8   คู่
    5. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal neve)ระดับอก (Thoracic)  มีกี่คู่
    6. มี 10   คู่
    7. มี 12   คู่
    8. มี 14   คู่
    9. มี 16   คู่
  2. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal  neve)ระดับเอว (Lumbar)  มีกี่คู่
  3. มี 3.   คู่
  4. มี 4   คู่
  5. มี 5   คู่
  6. มี 6   คู่
  7. หน้าที่ของเส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal neve) ข้อต่อไปนี้ถูกต้อง
  8. เป็นทางเดินของสารอาหารทุกชนิด
  9. เป็นศูนย์ควบคุมการหายใจ
  10. เป็นทางเดินของกระแสเลือด
  11. ทำหน้าที่เป็นทางผ่านConduction path way รับกระแสความรู้สึกไปสู่สมอง และส่งความรู้สึก         

                                 ออกจากสมอง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย

  1. หน้าที่ของเส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal neve) มีดังต่อไปนี้
  2. เส้นประสาทช่วง L1-L4 เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบน
  3. เส้นประสาทช่วง C1-C5 เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณศรีษะ บางส่วนของไหล่และกระบังลม
  4. เส้นประสาทช่วง C5-T1 เป็นร่างแหประสาทแขน เลี้ยงหัวไหล่ แขน และเท้า
  5. เส้นประสาทช่วง T1-T12 เลี้ยงบริเวณหน้าอก หลัง ท้อง และศรีษะบางส่วน

 

 

 

 

 

 

  1. 65. หน้าที่สำคัญของกระเพาะอาหาร
  2.  เป็นที่เก็บอาหารไว้ ก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ลำไส้ อาหารจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยกลวิธีต่างๆ จน

                                 จนกลายสะภาพเป็นของเหลวเล็กน้อยเรียกว่า(Chyme)

  1. เคลื่อนไหว (Gastric motility) เพื่อคลุกเคล้าอาหารให้สัมผัสกับน้ำย่อย และส่งอาหารที่อยู่ใน

                                 สภาพของ (Chyme) ไปสู่ลำไส้เป็นระยะๆ ในอัตราความเร็วที่พอเหมาะ  ทั้งนี้เพื่อให้ลำไส้มี

                                 โอกาสย่อยและดูดซึมอาหารได้ดี

  1. ขับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร (Gastric juice) ซึ่งเป็นน้ำใสๆ มีคุณสมบัติเป็นกรด ความ

                                 ความถ่วงจำเพาะ  1.002 – 1.003

  1.   ถูกทุกข้อที่กล่าวมา
  2. ลำไส้เล็ก (Small intestine)ลำไส้เล็กส่วนต้น(Duodnum) เป็นลำไส้เล็กที่ต่อจากกระเพาะอาหาร มีความ

       มีความยาวทั้งสิ้นเท่าไร

  1. มีความยาวทั้งสิ้น   8  นิ้ว
  2. มีความยาวทั้งสิ้น 10  นิ้ว
  3. มีความยาวทั้งสิ้น   12  นิ้ว
  4. มีความยาวทั้งสิ้น   15  นิ้ว  
  5. 67. ลำไส้เล็ก (Small intestine)ลำไส้เล็กส่วนกลาง(Jejunum) เป็นลำไส้เล็กที่ต่อจากต้น(Duodnum)  มีความ

       มีความยาวทั้งสิ้นเท่าไร

  1. มีความยาวทั้งสิ้น   12  ฟุต
  2. มีความยาวทั้งสิ้น   10  นิ้ว
  3. มีความยาวทั้งสิ้น   9  ฟุต
  4. 4. มีความยาวทั้งสิ้น   8  นิ้ว
  5. 6 ลำไส้เล็ก (Small intestine)ลำไส้เล็กส่วนปลาย(ileum) เป็นลำไส้เล็กที่ต่อจากส่วนกลาง(Jejunum) มีความ

       มีความยาวทั้งสิ้นเท่าไร

  1. มีความยาวทั้งสิ้น   9  ฟุต
  2. มีความยาวทั้งสิ้น   9  นิ้ว
  3. มีความยาวทั้งสิ้น   9  นิ้ว
  4. มีความยาวทั้งสิ้น   12  ฟุต
  5. 69. หน้าที่สำคัญของลำไส้เล็ก ข้อต่อไปนี้ ถูกต้อง (ยกเว้น)
  6. หลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร (Digestive  function)
  7. การเคลื่อนไหว (Intestinal  motility) เพื่อคลุกเคล้าอาหารให้เข้ากับน้ำย่อยต่างๆ
  8. ถูกเฉพาะข้อ  1.  กับข้อ  2.
  9. ไม่มีข้อถูก
  10. 70. ลำไส้ใหญ่ (Large intestine) มีความยาว ดังนี้
  11. ความยาวทั้งหมด  5  ฟุต
  12. ความยาวทั้งหมด  6  ฟุต
  13. ความยาวทั้งหมด  8  ฟุต
  14. ถูกเฉพาะข้อ  1. 
  15. 71. Ascending colon  ข้อต่อไปนี้ถูกต้อง
  16. เป็นส่วนที่ทอดขึ้นมาทางขวาของช่องท้อง จนถึงใต้ตับ โค้งไปทางซ้าย ส่วนโค้งนี้ เรียกว่า

                                 Hepatic flexure

  1. เป็นส่วนที่ทอดต่อจาก Hepatic flexure ทอดขวางไปตามช่องท้อง ไปจนถึงด้านซ้ายของช่อง

                                 แล้วแล้วทอดโค้งไปใต้ส่วนของปลาย speen ส่วนโค้งนี้เรียกว่า Splenic flexure

  1. เป็นส่วนที่ต่อจาก Splenic flexure ทอดลงมาข้างล่างทางซ้ายของช่องท้องจนถึง

                                      left  iliac rigion  ตรงระดับ crest of ileum

  1. ถูกเฉพาะข้อ   
  2. Rectum คือส่วนที่ต่อมาจาก (Singmoid colon) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนตรง เป็นส่วนที่พองโตขยายตัวได้มากกว่าส่วนอื่นๆ เพื่อเก็บอุจจาระได้มากมีความยาวประมาณ ……….. นิ้ว
    1. ความยาวทั้งหมด 5  ฟุต
    2. ความยาวทั้งหมด 5  นิ้ว
    3. ความยาวทั้งหมด 4  ฟุต
    4. ความยาวทั้งหมด 6  ฟุต
    5. ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายในร่างกายให้ทำงานประสานงานกัน

        ข้อต่อไปนี้ถูกต้อง

  1. ระบบนี้จะทำหน้าที่นอกเหนือไปจากการทำงานของระบบประสาท
  2. การกระทำของต่อมไร้ท่อให้ผลช้าแต่ทำงานนานกว่าระบบประสาท
  3. โดยอาศัยสารเคมีที่ต่อมไร้ท่อผลิตขึ้นมาที่เรียกว่า ฮอร์โมน (Hormone)
  4. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  1. การกระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สร้าง Thyroxin เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจาก ข้อใด
  2. ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland)
  3. ต่อมธัยรอยด์ (Thyroid Gland)
  4. ถูกเฉพาะข้อ 1. 
  5. ถูกเฉพาะข้อ 2. 

 

 

  1. ต่อมธัยรอยด์ (Thyroid Gland) มีหน้าที่ๆสำคัญคือ
  2. ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญคือธัยร็อกซิน (Thyroxin)
  3. กระตุ้นให้เซลเม็ดสีสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น
  4. กระตุ้นการตกไข่และสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและชาย
  5. กระตุ้นการขยายเต้านมสำหรับหญิงที่มีครรภ์
  6. ถ้ามีธัยร็อกซินน้อยไป (Hypothyroxin) ผลที่เกิดขึ้นคือ
  7. ในทารก ทำให้เกิดร่างกายแคระแกรน เจริญเติบโตช้า
  8. ในผู้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการบวมใสใต้ผิวหนังแลดูคล้ายเทียนไข
  9. เกิดโรคคอพอกชนิดธรรมดา
  10. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  11. 77. ถ้ามีธัยร็อกซินมากเกินไป (Hyperthyroxin) ผลที่เกิดขึ้นคือ

                                1.ร่างกายผอม น้ำหนักลด กินจุ อ่อนแอ ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากและไวขึ้น

  1. เกิดโรคคอพอกชนิดธรรมดา
  2. เกิดโรคคอพอกชนิดเป็นพิษ
  3. ถูกเฉพาะข้อ  1.  ข้อ  3.
  4. ฮอร์โมนเพศชาย ที่สำคัญคือ
  5. โปรเจสเตอโรน (Progesterone)
  6. เอสโตรเจน (Estrogen)
  7. 3. เทสทอสเตอโรน (Testosterone)
  8. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 2.
  9. 79. ถ้าตัดอัณฑะออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้
  10.   ในเด็ก – ทำให้อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ
  11. ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของกระดูกเพิ่มขึ้น
  12. ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนเพศชาย
  13. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ

 

  1. ถ้าตัดอัณฑะออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้
  2. ในเด็ก – ทำให้อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ
  3. มีไขมันสะสมมากขึ้น แขนขาสั้นผิดปกติ
  4. ไม่มี Secondary sexual characteristic
  5. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 3.

 

  1. ฮอร์โมนเพศหญิง คือข้อต่อไปนี้
  2. เอสโตรเจน (Estrogen)
  3. และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) 
  4. เทสทอสเตอโรน (Testosterone)
  5. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 2.
  6. 83. ถ้าตัดรังไข่ออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้
  7. มีลักษณะคล้ายชาย
  8. มีความรู้สึกทางเพศเพิ่มขึ้น
  9. มีไขมันสะสมมากขึ้น แขนขายาวผิดปกติ
  10. กระตุ้นการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเอ็นไซม์
  11. หน้าที่สำคัญของ อัณฑะ (Testis) และถุงอัณฑะ (Scrotum)
  12. ปรับอุณหภูมิภายในถุงอัณฑะให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของอสุจิ คือ

                                 เซลเซียส ประมาณ 34 องศา

  1. สร้างฮอร์โมนเพศชาย ที่สำคัญคือ เทสทอสเตอโรน (Testosterone)
  2. ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธ์
  3. ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมน Hormone กระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สร้าง Thyroxin เพิ่มขึ้น
  4. ขั้นตอนในการสร้างตัวอสุจิและการหลั่งน้ำอสุจิ มีดังนี้
  5.  เริ่มจากหลอดสร้างตัวอสุจิ ซึ่งอยู่ภายในอัณฑะสร้างตัวอสุจิออกมา
  6. จากนั้นตัวอสุจิจะถูกนำไปพักไว้ที่หลอดเก็บอสุจิ
  7. ลำเลียงผ่านไปตามหลอดนำตัวอสุจิ เพื่อนำตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงตัวอสุจิรอการ

                                 หลั่งออกสู่ภายนอก

  1. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  2. โดยปกติเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิได้เมื่ออายุประมาณ กี่ ปี
  3. อายุ 12 – 13 ปี
  4. อายุ 13 – 14 ปี
  5. อายุ 14 – 15 ปี
  6. อายุ 15 – 16 ปี
  7. 87. การหลั่งน้ำอสุจิในแต่ละครั้งจะมีตัวอสุจิเฉลี่ย ประมาณ กี่ ตัว
  8. ประมาณ 330 – 500 ล้านตัว
  9. ประมาณ 360 – 500 ล้านตัว
  10. ประมาณ 350 – 500 ล้านตัว
  11. ประมาณ 340 – 500 ล้านตัว
  12. 88. สำหรับชายที่เป็นหมันจะมีตัวอสุจิน้อยกว่า 30 – 50 ล้านตัว ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีตัวอสุจิที่ผิดปกติ มากกว่าร้อยละ กี่ตัว
  13. มากกว่าร้อยละ 28
  14. มากกว่าร้อยละ 26
  15. มากกว่าร้อยละ 25
  16. มากกว่าร้อยละ 24
  17. ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาจะเคลื่อนที่ได้ประมาณ 3 – 4 มิลลิเมตรต่อนาที และมีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่จะมีชีวิตอยู่ในมดลูกของเพศหญิงได้นานเท่าใด
  18. ได้นานประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง
  19. ได้นานประมาณ 25 – 48 ชั่วโมง
  20. ได้นานประมาณ 26 – 48 ชั่วโมง
  21. ได้นานประมาณ 27 – 48 ชั่วโมง
  22. อสุจิ เป็นเซลสืบพันธุ์เพศชายที่ผลิตขึ้นมาจาก…….
  23. อัณฑะ (Testis)
  24. ต่อมลูกหมาก(prostate gland)
  25. ต่อมคาวเปอร์(cowper gland)
  26. อวัยวะเพศชาย(pennis)
  27. ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้
  28. รังไข่( ovary )  
  29. ท่อนำไข่( oviduct )  
  30. ช่องคลอด( vagina )  
  31. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  32. การตกไข่ หมายถึง
  33. การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่
  34. การตกไข่เกิดขึ้นเดือนละ 2 ใบ
  35. ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน เมื่อมีการตกไข่ มดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีผนังหนาขึ้น
  36. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 3.
  37. โดยปกติผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนเมื่ออายุประมาณ กี่ ปี ขึ้นไป
  38. อายุ    11   ปี ขึ้นไป
  39. อายุ    12   ปี ขึ้นไป
  40. อายุ    13   ปี ขึ้นไป
  41. อายุ    14   ปี ขึ้นไป
  42. รอบของการมีประจำเดือนแต่ละเดือนจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยทั่วไปประมาณ กี่ วัน
  43. ประมาณ 25 วัน
  44. ประมาณ 26 วัน
  45. ประมาณ 27 วัน
  46. ประมาณ 28 วัน
  47. โดยทั่วไปแล้ว ถ้าร่างกายของคนที่มีความสมบูรณ์เป็นปกติ ประจำเดือนจะหยุดเมื่ออายุกี่ปี
  48. อายุประมาณ 40 – 45 ปี
  49. อายุประมาณ 45 – 50 ปี
  50. อายุประมาณ 50 – 55 ปี
  51. อายุประมาณ 50 – 60 ปี
  52. ลึงค์ ( penis ) มีหน้าที่สำคัญคือ…
  53. เป็นอวัยวะที่ใช้ในการร่วมเพศ 
  54. เพศ  เป็นทางผ่านของสเปิร์มและน้ำปัสสาวะออกสู่ภายนอก
  55. เป็นแหล่งผลิตน้ำกาม ( semen ) 
  56. ถูกเฉพาะข้อ  1.  และข้อ  2.
  57. ต่อมคาวเปอร์ ( Cowper’s gland ) ทำหน้าที่ดังนี้
  58. ทำหน้าที่ในการหลั่งสารเหลวใสและเหนียว  เพื่อหล่อลื่นในขณะที่เกิดการกระตุ้นทางเพศ
  59. ขับสเปิร์มและน้ำปัสสาวะออกสู่ภายนอก                                                                             3.  ทำหน้าที่ในการสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ  ซึ่งได้แก่น้ำตาลฟรักโทส  วิตามินซี 
  60.  ถูกเฉพาะข้อ  1. 
  61. ถุงอัณฑะ ( scrotum or  scrotal  sac )  ที่ยื่นออกมาจากช่องท้อง  เนื่องจากอัณฑะที่อยู่ในช่องท้องเลื่อนลงมา  ถุงอัณฑะทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้แก่อัณฑะ  โดยอุณหภูมิของถุงอัณฑะจะต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายประมาณ
  62. ประมาณ   33   องศาเซลเซียส
  63. ประมาณ   34   องศาเซลเซียส
  64. ประมาณ   35   องศาเซลเซียส
  65. ประมาณ   36   องศาเซลเซียส
  66. ข้อต่อไปนี้คือแฝดร่วมไข่ (identical twins) (ฝาเดียวกัน)
  67. เกิดจากไข่ 1 ใบผสมกับอสุจิ 1 ตัว  เป็นไซโกตแล้วไซโกตแบ่งตัวออกเป็น 2 ส่วน
  68. มีเพศเดียวกัน รูปร่างลักษณะเหมือนกัน 
  69. อุปนิสัยสติปัญญาใกล้เคียงกัน และความสามารถต่างๆ จะใกล้เคียงกันมาก
  70. ถูกทุกข้อ

 

  1. แฝดต่างไข่ (fraternal twins)(คนละฝา)คือข้อต่อไปนี้
  2. เกิดจากไข่มากกว่า 1 ใบ  ผสมกับอสุจิมากกว่า 1 ตัว
  3. เกิดไซโกตและเอมบริโอมากกว่า 1
  4. อาจเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้
  5. ถูกทุกข้อ

 

 

 *************************************ขอให้โชคดี***********************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฉลย ข้อสอบกายวิภาคศาสตร์

.

  1. ระบบโครงกระดูก ( skeletal system) ของมนุษย์มีกี่ชิ้น
    1. 602 ชิ้น
    2. 206 ชิ้น
    3. 260 ชิ้น
    4. 260 ชิ้น
  2. หน้าที่ของกระดูกที่สำคัญคือ
    1. เป็นโครงของร่างกาย
    2. ป้องกันอวัยวะสำคัญ เช่น กระโหลกศีรษะป้องกันสมองแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดง โดยสร้างจาก ไขกระดูก“Bone Marrow”   
    3. แหล่งสะสมแร่ธาตุต่างๆ เช่นแคลเซี่ยมฟอสเฟต
    4. ถูกทุกข้อ
    5. ข้อต่อไปนี้ผิด กระดูกแกนกลาง(Axial skeleton) คือ (ยกเว้น)
    6. กระดูกแขน(Humerus)
    7. กระดูกขา(Femur)
    8. กระดูกซี่โครง(Ribs)
    9. กระดูกสันหลัง(Axial skeleton)
    10. กระดูกระยางค์ (Appendicular skeleton) ประกอบไปด้วย..(ยกเว้น)
    11. กระดูกสันหลัง(Axial skeleton)
    12. กระดูกต้นแขน (Humerus)
    13. กระดูกต้นขาขา (Femur)
    14. กระดูกซี่โครง (Ribs)
    15. ข้อต่อไปนี้คือกระดูกแข็ง (compact bones)
    16. กระดูกต้นขาขา (Femur)
    17. กระดูกอ่อนไฮอะลีนหรือกระดูกอ่อนขาว (Hyaline cartilage)
    18. กระดูกอ่อนใบหู และ ฝาปิดกล่องเสียง
    19. กระดูกหมอนกระดูกสันหลัง และข้อต่อหัวหน่าว

 

 

 

  1. การแบ่งตามลักษณะรูปร่างของกระดูก ดังนี้
  2. กระดูกยาว (Long bones)       
  3. กระดูกสั้น (Short bones)
  4. กระดูกแบน (Flat bones)    
  5. ถูกทุกข้อ
  6. กระดูกสันหลังช่วงอก(Thoracic Vertebrae) มี ทั้งหมดกี่ชิ้น
  7. มี   5  ชิ้น
  8. มี   12  ชิ้น
  9. มี   7  ชิ้น
  10. มี   4 – 5  ชิ้น
  11. กระหม่อมด้านหน้า (Anterior fontanel)จะมีกระดูกหน้าผากและกระดูกด้านข้างศรีษะมาต่อกัน เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน กระหม่อมนี้จะปิดตอนอายุ เท่าไร
  12. อายุ  14   เดือน
  13. อายุ  34   เดือน
  14. อายุ  24   เดือน
  15. อายุ    4   เดือน
  16. ลักษณะการเคลื่อนไหวของกระดูกคอ(Cervical Vertebrae) ดังนี้
  17. พยักหน้าใช้กระดูกกะโหลกศรีษะและกระดูกคอระหว่างชิ้นที่ 1
  18. เอียงคอไปด้านซ้ายและด้านขวาใช้กระดูกคอทั้ง 5 ชิ้น
  19. ส่ายหน้าใช้กระดูกคอระหว่างชิ้นที่ 6 และ 2
  20. หันหน้าไปทางซ้ายและทางขวาใช้กระดูกคอชิ้นที่ 4 ชิ้น
  21. กระดูกสันหลัง(Axial skeleton)ส่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ
  22. กระดูกสันหลังช่วงอก(Thoracic Vertebrae)
  23. กระดูกสันหลังช่วงคอ (Cervical Vertebrae)
  24. กระดูกสันหลังช่วงเอว(Lumbar Vertebrae)
  25. กระดูกกระเบนเหน็บ(Sacrum)
  26. ส่วนประกอบของกระดูก (Bone composition) คือดังนี้
  27. คือ กระดูกทึบ (Compact bone or Dense bone)
  28. กระดูกโปร่ง  (Spongy bone or Cancellous bone)
  29. กระดูกสั้น (Short bones)
  30. ข้อ  1  และ  ข้อ  2  ถูก

 

  1. กระดูกหน้าอก(Sternum)มีกระดูกกี่ชิ้น
  2. มีกระดูก  1  ชิ้น
  3. มีกระดูก  2  ชิ้น
  4. มีกระดูก  3  ชิ้น
  5. มีกระดูก  4  ชิ้น
  6. ข้อต่อไปนี้คือกระดูกสะบัก
  7. Clavicle
  8. Radius
  9. Scapula
  10. Ulna
  11. กระดูกเชิงกรานคือข้อต่อไปนี้
  12. Femur
  13. Patella
  14. Tibia
  15. Ilium
  16. การเคลื่อนไหวของข้อต่อกระดูกได้ระนาบเดียว (แบบบานพับ) Hinge joint  คือ..
  17.  ข้อศอก  ข้อเข่า
  18. ข้อมือ กระดกขึ้น – ลง  เอียงซ้าย – ขวา
  19. ข้อไหล่   ข้อสะโพก  กางออก – หุบเข้า  หมุนเข้าใน – หมุนออกนอก 
  20. ไม่ข้อถูก
  21. กล้ามเนื้อที่อยู่ในอำนาจสั่งการของจิตใจคือ….
  22. กล้ามเนื้อหัวใจ (Cadiac  muscle)
  23. กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle)
  24. กล้ามเนื้อลาย (Striated  muscle)
  25. ถูกทุกข้อ
  26. คุณสมบัติของกล้ามเนื้อมีดังนี้ (ยกเว้น)
  27. มีความรู้สึกต่อสิ่งเร้า คือ สามารถรับและตอบสนองต่อสิ่งเร้า
  28. มีความสามารถเปลี่ยนรูปร่างให้สั้น  หนา  และแข็งได้
  29. มีความยืดหยุ่นคล้ายยาง (Elasticity)
  30. เป็นโครงสร้างของร่างกาย

 

 

  1. ส่วนประกอบของกล้ามเนื้อคือ
  2. น้ำประมาณ 75  %
  3. โปรตีนประมาณ 10  %
  4. เกลือแร่ / ไกลโคเจน / และไขมัน  ประมาณ  5  %
  5. ถูกทุกข้อ
  6. กล้ามเนื้อในร่างกายทั้งหมด จะมีอยู่ประมาณ …..  มัด
  7. มีทั้งหมด   972   มัด
  8. มีทั้งหมด   927   มัด
  9. มีทั้งหมด   782   มัด     
  10. มีทั้งหมด   792   มัด
  11. กล้ามเนื้อในร่างกายที่อยู่ในอำนาจสั่งการของจิตใจในร่างกายมีกี่มัด
  12. มีทั้งหมด   972   มัด
  13. มีทั้งหมด 696   มัด
  14. มีทั้งหมด 672   มัด
  15. มีทั้งหมด 662   มัด
  16. กล้ามเนื้อสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนคือ
  17. Sternocleidomastoid
  18. Deltoid
  19. Pectoralis major
  20. Trapezius
  21. กล้ามเนื้อหน้าท้อง(Rectus abdominis) มีแนวขวาง แบ่งเป็นร่องเล็กๆ มีกี่มัด
  22. มีทั้งหมด   6   มัด
  23. มีทั้งหมด   7   มัด
  24. มีทั้งหมด   8   มัด
  25. มีทั้งหมด   9   มัด
  26. การหดตัวของกล้ามเนื้อลาย แบ่งออกได้เป็น …..กี่แบบ
  27. แบ่งออกเป็น  1   แบบ
  28. แบ่งออกเป็น  2   แบบ
  29. แบ่งออกเป็น  3   แบบ   
  30. แบ่งออกเป็น  4   แบบ

 

 

  1. การหดตัวของกล้ามเนื้อลายแบบ Isotonic contraction คือ….
  2. การเดิน การวิ่ง
  3. การนอนยกน้ำหนัก
  4. การโหนบาร์ดึงข้อ
  5. ถูกทุกข้อ
  6. ข้อต่อไปนี้ ทำหน้าที่เหยียดขา กางขา
  7. Quadriceps femoris
  8. Hamstrings
  9. Gastrocnemius
  10. Gluteus  maximus
  11. กล้ามเนื้อที่ทำหน้ที่กระดกปลายเท้าขึ้น – ลง คือ
  12. Gastrocnemius
  13. Gluteus  maximus
  14. Tibialis  anterior
  15. Hamstrings
  16. ข้อต่อไปนี้ผิด (ยกเว้น)
  17. 1. กล้ามเนื้อลาย (Striated  muscle)หรือกล้ามเนื้อในอำนาจจิตใจ
  18. กล้ามเนื้อหัวใจ (Cadiac  muscle) ควบคุมได้โดยจิตใจ
  19. กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle)หรือกล้ามเนื้อที่สั่งการทำงานได้อำนาจจิตใจ
  20. กล้ามเนื้อลาย (Striated  muscle)หรือกล้ามเนื้อที่ไม่อยู่ในอำนาจจิตใจ
  21. หน้าที่ของระบบไหลเวียนข้อใดถูก (ยกเว้น)
  22. ขนส่งอาหารและออกซิเจน (O2) ให้ออกจากทุกเซลล์
  23. ช่วยลำเรียงฮอร์โมนและเอ็นไซม์ ไปให้เซลล์ เพื่อช่วยในการเผาผลาญของเซลล์
  24. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ (Temperature regulation)
  25. ป้องกัน และทำลายเชื้อโรค ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน (Antibodies) ให้กับร่างกาย
  26. เลือดประกอบด้วย
  27. (Red blood cells)
  28. White blood cells
  29. Blood platelets
  30. ถูกทุกข้อ

 

 

  1. เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) มีอายุกี่วัน……
  2. มีอายุ 112   วัน
  3. มีอายุ 102   วัน
  4. มีอายุ 120   วัน
  5. มีอายุ 212   วัน
  6. เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) ถูกสร้างจากที่ใด
  7. ไขกระดูกสันหลัง
  8. กระดูกกระเบนเหน็บ(Sacrum)
  9. สมอง (Brain)
  10. ไขกระดูก“Bone Marrow”     เช่นบริเวณกระดูกสะโพก
  11. เม็ดเลือดขาว (White blood cells) มีกี่ชนิด
  12. มี   5   ชนิด
  13. มี   3   ชนิด
  14. มี   4   ชนิด
  15. มี   2   ชนิด
  16. เม็ดเลือดขาวชนิดที่จับเชื้อจุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกาย คือ…
  17. Lymphocyte
  18. Neutrophil
  19. Monocyte
  20. Basophil
  21. เม็ดเลือดขาวชนิดที่จับเฉพาะ antigen-antibody complex เท่านั้น ในรายที่มี พยาธิ์ (parasitic infection) คือ…
  22. Lymphocyte
  23. Monocyte
  24. Basophil
  25. Eosiophil
  26. หน้าที่ของเกร็ดเลือด (Blood platelets)ที่สำคัญคือ…..
  27. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดมีอุณหภูมิ คงที่
  28. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดสลายจากที่เป็นก้อน
  29. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดจับตัวกันเป็นก้อน
  30. มีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดจับไหลเวียนได้สะดวกขึ้น

 

 

  1. เกร็ดเลือด (Blood platelets) ,มีอายุอยู่ได้กี่วัน…..
  2. อายุ 3  –  5   วัน
  3. อายุ 7  –  10   วัน
  4. อายุ 7  –  8   วัน
  5. อายุ 8  –  10   วัน
  6. ค่าปกติในผู้ใหญ่ ชีพจร (Pulse) จะเต้นประมานกี่ครั้งต่อ 1  นาที
  7. ประมาณ  50  –  80  ครั้ง
  8. ประมาณ  60  –  90  ครั้ง
  9. ประมาณ  75  –  90  ครั้ง
  10. ประมาณ  70  –  80  ครั้ง
  11. การจับชีพจร จะจับลงบนหลอดเลือดใด
  12. หลอดเลือดแดง (Arteries)
  13. หลอดเลือดดำ (Veins)
  14. เส้นประสาทสมอง (Cranial  nerve)
  15. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal  neve)
  16. เลือดดำจะถูกดูดเข้าสู่หัวใจห้องใดเป็นลำดับแรก
  17. หัวใจห้องบนขวา (Right atrium)
  18. หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle)
  19. หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium)

                                4.หัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle)

  1. หัวใจห้องใดที่ทำหน้าที่บีบตัวจ่ายเลือดแดงออกจากหัวใจ
  2. หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle)
  3. หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium)
  4. หัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle)
  5. หัวใจห้องบนขวา (Right atrium)
  6. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous  system)  ประกอบไปด้วย
  7. สมอง (Brain)
  8. ไขสันหลัง (Spinal  cord)
  9. ก้านสมอง(Brain  stem)
  10. 4. ถูกเฉพาะข้อ  1  –  2 

 

 

  1. ข้อต่อไปนี้เป็นโครงสร้างของระบบประสาท
  2. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central  nervous  system)
  3. ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous  system)
  4. ข้อ  1  กับ  ข้อ  2  ถูก
  5. (Peripheral nervous  system)
  6. ข้อต่อไปนี้ถูก ยกเว้น…
  7. ส่วนหน้า(Frontal lobe) เกี่ยวข้องกับการทรงจำ ความนึกคิด สติปัญญา และการเคลื่อนไหวของ

                                 ร่างกาย

  1. ส่วนกลาง(Parietal  lobe) เกี่ยวข้องกับการรับรู้ ความรู้สึกเช่น ร้อน , เย็น ,เจ็บปวด , สัมผัส และ

                                 ตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ

  1. ส่วนข้าง(Temporal  lobe) เกี่ยวข้องกับการได้ยิน การแปลความหมายที่ได้ยิน
  2. 4. ส่วนหลัง(Occipital  lobe) เกี่ยวข้องกับการโศกเศร้า ดีใจ ภาวะอารมย์
  3. ก้านสมอง(Brain stem) ทำหน้าที่ดังนี้  ยกเว้น…
  4. ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  5. ควบคุมการเต้นของหัวใจ
  6. ควบคุมการหดและขยายตัวของหลอดเลือด
  7. ควบคุมอุณหภูมิ
  8. ความยาวของไขสันหลัง(Spinal cord) คือ
  9. 1. ยาวประมาณ 18 นิ้ว
  10. ยาวประมาณ 19 นิ้ว
  11. ยาวประมาณ 20 นิ้ว
  12. ยาวประมาณ 21 นิ้ว
  13. ข้อต่อไปนี้ผิด หน้าที่สำคัญของเส้นประสาททั้งขาขึ้น(Motor neuron) ยกเว้น…
  14. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่สมอง
  15. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่กล้ามเนื้อลาย
  16. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่หัวใจ
  17. รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วส่งไปที่ปอด
  18. ข้อต่อไปนี้คือหน้าที่ของระบบประสาท
    1. ตอบสนองสิ่งเร้าที่มากระตุ้น
    2. ควบคุมการทำ งานของอวัยวะต่าง
    3. ข้อ   และข้อ  2.  ถูก
    4. ถูกเฉพาะข้อ
  19. ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous system) ประกอบไปด้วย
  20. เส้นประสาทที่แยกออกจากสมอง คือประสาทสมอง (Ceanial nerve)
  21. ไขสันหลัง (Spinal cord)

3.ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous  system)

  1. ถูกเฉพาะข้อ 1  –  3
  2. สมองใหญ่(Cerebrum) แบ่งเป็น 2 ซีก ระบบการทำงานคือ…
  3. ซีกซ้ายควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย
  4. ซีกขวาก็จะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกขวา
  5. ซีกขวาก็จะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย
  6. ซีกขวาก็จะควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
  7. สมองส่วนที่ควบคุมความทรงจำ ความรู้สึกนึกคิดคือ….
  8. ส่วนกลาง(Parietal  lobe)
  9. ส่วนข้าง(Temporal  lobe)
  10. ส่วนหลัง(Occipital  lobe)
  11.                   ส่วนหน้า(Frontal lobe)
  12. สมองส่วนที่ควบคุมความร้อน – เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ ได้แก่
  13. ส่วนกลาง(Parietal  lobe)
  14. ส่วนหลัง(Occipital  lobe)
  15. ส่วนข้าง(Temporal  lobe)
  16. ส่วนหน้า(Frontal lobe)
  17. ข้อต่อไปนี้คือ หน้าที่ของก้านสมอง(Brain stem)
  18.  ควบคุมความร้อน –  เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ
  19. ควบคุมความทรงจำ  ความรู้สึกนึกคิดคือ….
  20. ควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
  21. เป็นศูนย์กลางควบคุมการหายใจ และการเต้นของหัวใจ
  22. หน้าที่ของไขสันหลัง(Spinal cord)คือ
  23.  ควบคุมความร้อน –  เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ ได้แก่
  24. ควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
  25. เป็นทางเดินของเส้นประสาททั้งขาขึ้น(Motor neuron) และขาลง (Sensory  neuron)
  26. ควบคุมความร้อน –  เย็น  เจ็บปวดและตำแหน่งของข้อต่อต่างๆ

 

 

  1. ระบบย่อยอาหาร(The Digestive system) ประกอบไปด้วย…..
  2. ปาก (Mouth) หลอดคอ (Pharyng)
  3. หลอดคอ (Pharyng) ท่อทางเดินอาหาร(Esophagus)
  4. กระเพาะอาหาร (Stomach)
  5. ถูกทุกข้อ
  6. 56. ภาวะที่ร่างกายมีธัยร็อกซินน้อยไป (Hypothyroxin) ผลคือ
  7. ในทารก ทำให้เกิดร่างกายแคระแกรน เจริญเติบโตช้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง
  8. ในผู้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการบวมใสใต้ผิวหนังแลดูคล้ายเทียนไขกล้ามเนื้อไม่มีแรง
  9. ร่างกายผอม น้ำหนักลด กินจุ อ่อนแอ ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากและไวขึ้น
  10. ถูกเฉพาะข้อ  1  และ  ข้อ  2
  11. 57. ระบบประสาทอัตโนมัติ(Autonomic nervous system) มีผลต่อระบบต่างๆดังนี้
  12. ผลต่อหัวใจ ประสาทซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรง
  13. ผลต่อหัวใจ ประสาทซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นช้าและต่ำ
  14. พาราซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรง
  15. ซิมพาเทติกทำให้หัวใจเต้นช้าและเบา
  16. 58. ระบบประสาทซิมพาเทติก(Sympathetic) มีผลดังนี้
  17. ซิมพาเทติก(Sympathetic) ทำให้หลอดลมขยายตัว
  18. ซิมพาเทติก(Sympathetic) ทำให้หลอดเลือดหดตัวเล็กน้อย
  19. ซิมพาเทติก(Sympathetic) ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  20. ถูกทุกข้อ
  21. 59. ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก(Parasympathetic) มีผลดังนี้
  22. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ทำให้หัวใจเต้นช้าและเบา
  23. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ทำให้ม่านตาหดเล็ก
  24. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ทำให้หลอดเลือดขยายเล็กน้อย
  25. ถูกทุกข้อ
  26. 60. ท่อทางเดินอาหาร(Esophagus) ส่วนปลายล่างสุดเชื่อมต่อกับอวัยวะใด
  27. ลำไส้เล็ก
  28. ลำไส้ใหญ่
  29. กระเพาะอาหาร
  30. ตับ

 

 

  1. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal  neve)ระดับคอ (Cervical)  มีกี่คู่
    1. มี 5   คู่
    2. มี 6   คู่
    3. มี 7   คู่
    4. มี 8   คู่
    5. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal neve)ระดับอก (Thoracic)  มีกี่คู่
    6. มี 10   คู่
    7. มี 12   คู่
    8. มี 14   คู่
    9. มี 16   คู่
  2. เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal  neve)ระดับเอว (Lumbar)  มีกี่คู่
  3. มี 3.   คู่
  4. มี 4   คู่
  5. มี 5   คู่
  6. มี 6   คู่
  7. หน้าที่ของเส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal neve) ข้อต่อไปนี้ถูกต้อง
  8. เป็นทางเดินของสารอาหารทุกชนิด
  9. เป็นศูนย์ควบคุมการหายใจ
  10. เป็นทางเดินของกระแสเลือด
  11. ทำหน้าที่เป็นทางผ่านConduction path way รับกระแสความรู้สึกไปสู่สมอง และส่งความรู้สึก         

                                 ออกจากสมอง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย

  1. หน้าที่ของเส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal neve) มีดังต่อไปนี้
  2. เส้นประสาทช่วง L1-L4 เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบน
  3. เส้นประสาทช่วง C1-C5 เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณศรีษะ บางส่วนของไหล่และกระบังลม
  4. เส้นประสาทช่วง C5-T1 เป็นร่างแหประสาทแขน เลี้ยงหัวไหล่ แขน และเท้า
  5. เส้นประสาทช่วง T1-T12 เลี้ยงบริเวณหน้าอก หลัง ท้อง และศรีษะบางส่วน

 

 

 

 

 

 

  1. 65. หน้าที่สำคัญของกระเพาะอาหาร
  2.  เป็นที่เก็บอาหารไว้ ก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ลำไส้ อาหารจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยกลวิธีต่างๆ จน

                                 จนกลายสะภาพเป็นของเหลวเล็กน้อยเรียกว่า(Chyme)

  1. เคลื่อนไหว (Gastric motility) เพื่อคลุกเคล้าอาหารให้สัมผัสกับน้ำย่อย และส่งอาหารที่อยู่ใน

                                 สภาพของ (Chyme) ไปสู่ลำไส้เป็นระยะๆ ในอัตราความเร็วที่พอเหมาะ  ทั้งนี้เพื่อให้ลำไส้มี

                                 โอกาสย่อยและดูดซึมอาหารได้ดี

  1. ขับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร (Gastric juice) ซึ่งเป็นน้ำใสๆ มีคุณสมบัติเป็นกรด ความ

                                 ความถ่วงจำเพาะ  1.002 – 1.003

  1.   ถูกทุกข้อที่กล่าวมา
  2. ลำไส้เล็ก (Small intestine)ลำไส้เล็กส่วนต้น(Duodnum) เป็นลำไส้เล็กที่ต่อจากกระเพาะอาหาร มีความ

       มีความยาวทั้งสิ้นเท่าไร

  1. มีความยาวทั้งสิ้น   8  นิ้ว
  2. มีความยาวทั้งสิ้น 10  นิ้ว
  3. มีความยาวทั้งสิ้น   12  นิ้ว
  4. มีความยาวทั้งสิ้น   15  นิ้ว  
  5. 67. ลำไส้เล็ก (Small intestine)ลำไส้เล็กส่วนกลาง(Jejunum) เป็นลำไส้เล็กที่ต่อจากต้น(Duodnum)  มีความ

       มีความยาวทั้งสิ้นเท่าไร

  1. มีความยาวทั้งสิ้น   12  ฟุต
  2. มีความยาวทั้งสิ้น   10  นิ้ว
  3. มีความยาวทั้งสิ้น   9  ฟุต
  4. 4. มีความยาวทั้งสิ้น   8  นิ้ว
  5. 6 ลำไส้เล็ก (Small intestine)ลำไส้เล็กส่วนปลาย(ileum) เป็นลำไส้เล็กที่ต่อจากส่วนกลาง(Jejunum) มีความ

       มีความยาวทั้งสิ้นเท่าไร

  1. มีความยาวทั้งสิ้น   9  ฟุต
  2. มีความยาวทั้งสิ้น   9  นิ้ว
  3. มีความยาวทั้งสิ้น   9  นิ้ว
  4. มีความยาวทั้งสิ้น   12  ฟุต
  5. 69. หน้าที่สำคัญของลำไส้เล็ก ข้อต่อไปนี้ ถูกต้อง (ยกเว้น)
  6. หลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร (Digestive  function)
  7. การเคลื่อนไหว (Intestinal  motility) เพื่อคลุกเคล้าอาหารให้เข้ากับน้ำย่อยต่างๆ
  8. ถูกเฉพาะข้อ  1.  กับข้อ  2.
  9. ไม่มีข้อถูก
  10. 70. ลำไส้ใหญ่ (Large intestine) มีความยาว ดังนี้
  11. ความยาวทั้งหมด  5  ฟุต
  12. ความยาวทั้งหมด  6  ฟุต
  13. ความยาวทั้งหมด  8  ฟุต
  14. ถูกเฉพาะข้อ  1. 
  15. 71. Ascending colon  ข้อต่อไปนี้ถูกต้อง
  16. เป็นส่วนที่ทอดขึ้นมาทางขวาของช่องท้อง จนถึงใต้ตับ โค้งไปทางซ้าย ส่วนโค้งนี้ เรียกว่า

                                 Hepatic flexure

  1. เป็นส่วนที่ทอดต่อจาก Hepatic flexure ทอดขวางไปตามช่องท้อง ไปจนถึงด้านซ้ายของช่อง

                                 แล้วแล้วทอดโค้งไปใต้ส่วนของปลาย speen ส่วนโค้งนี้เรียกว่า Splenic flexure

  1. เป็นส่วนที่ต่อจาก Splenic flexure ทอดลงมาข้างล่างทางซ้ายของช่องท้องจนถึง

                                      left  iliac rigion  ตรงระดับ crest of ileum

  1. ถูกเฉพาะข้อ   
  2. Rectum คือส่วนที่ต่อมาจาก (Singmoid colon) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนตรง เป็นส่วนที่พองโตขยายตัวได้มากกว่าส่วนอื่นๆ เพื่อเก็บอุจจาระได้มากมีความยาวประมาณ ……….. นิ้ว
    1. ความยาวทั้งหมด 5  ฟุต
    2. ความยาวทั้งหมด 5  นิ้ว
    3. ความยาวทั้งหมด 4  ฟุต
    4. ความยาวทั้งหมด 6  ฟุต
    5. ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายในร่างกายให้ทำงานประสานงานกัน

        ข้อต่อไปนี้ถูกต้อง

  1. ระบบนี้จะทำหน้าที่นอกเหนือไปจากการทำงานของระบบประสาท
  2. การกระทำของต่อมไร้ท่อให้ผลช้าแต่ทำงานนานกว่าระบบประสาท
  3. โดยอาศัยสารเคมีที่ต่อมไร้ท่อผลิตขึ้นมาที่เรียกว่า ฮอร์โมน (Hormone)
  4. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  1. การกระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สร้าง Thyroxin เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจาก ข้อใด
  2. ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland)
  3. ต่อมธัยรอยด์ (Thyroid Gland)
  4. ถูกเฉพาะข้อ 1. 
  5. ถูกเฉพาะข้อ 2. 

 

 

  1. ต่อมธัยรอยด์ (Thyroid Gland) มีหน้าที่ๆสำคัญคือ
  2. ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญคือธัยร็อกซิน (Thyroxin)
  3. กระตุ้นให้เซลเม็ดสีสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น
  4. กระตุ้นการตกไข่และสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและชาย
  5. กระตุ้นการขยายเต้านมสำหรับหญิงที่มีครรภ์
  6. ถ้ามีธัยร็อกซินน้อยไป (Hypothyroxin) ผลที่เกิดขึ้นคือ
  7. ในทารก ทำให้เกิดร่างกายแคระแกรน เจริญเติบโตช้า
  8. ในผู้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการบวมใสใต้ผิวหนังแลดูคล้ายเทียนไข
  9. เกิดโรคคอพอกชนิดธรรมดา
  10. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  11. 77. ถ้ามีธัยร็อกซินมากเกินไป (Hyperthyroxin) ผลที่เกิดขึ้นคือ

                                1.ร่างกายผอม น้ำหนักลด กินจุ อ่อนแอ ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากและไวขึ้น

  1. เกิดโรคคอพอกชนิดธรรมดา
  2. เกิดโรคคอพอกชนิดเป็นพิษ
  3. ถูกเฉพาะข้อ  1.  ข้อ  3.
  4. ฮอร์โมนเพศชาย ที่สำคัญคือ
  5. โปรเจสเตอโรน (Progesterone)
  6. เอสโตรเจน (Estrogen)
  7. 3. เทสทอสเตอโรน (Testosterone)
  8. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 2.
  9. 79. ถ้าตัดอัณฑะออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้
  10.   ในเด็ก – ทำให้อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ
  11. ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของกระดูกเพิ่มขึ้น
  12. ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนเพศชาย
  13. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ

 

  1. ถ้าตัดอัณฑะออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้
  2. ในเด็ก – ทำให้อวัยวะสืบพันธ์ไม่เจริญ
  3. มีไขมันสะสมมากขึ้น แขนขาสั้นผิดปกติ
  4. ไม่มี Secondary sexual characteristic
  5. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 3.

 

  1. ฮอร์โมนเพศหญิง คือข้อต่อไปนี้
  2. เอสโตรเจน (Estrogen)
  3. และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) 
  4. เทสทอสเตอโรน (Testosterone)
  5. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 2.
  6. 83. ถ้าตัดรังไข่ออกจะทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้
  7. มีลักษณะคล้ายชาย
  8. มีความรู้สึกทางเพศเพิ่มขึ้น
  9. มีไขมันสะสมมากขึ้น แขนขายาวผิดปกติ
  10. กระตุ้นการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเอ็นไซม์
  11. หน้าที่สำคัญของ อัณฑะ (Testis) และถุงอัณฑะ (Scrotum)
  12. ปรับอุณหภูมิภายในถุงอัณฑะให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของอสุจิ คือ

                                 เซลเซียส ประมาณ 34 องศา

  1. สร้างฮอร์โมนเพศชาย ที่สำคัญคือ เทสทอสเตอโรน (Testosterone)
  2. ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธ์
  3. ควบคุมการหลั่งของฮอร์โมน Hormone กระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สร้าง Thyroxin เพิ่มขึ้น
  4. ขั้นตอนในการสร้างตัวอสุจิและการหลั่งน้ำอสุจิ มีดังนี้
  5.  เริ่มจากหลอดสร้างตัวอสุจิ ซึ่งอยู่ภายในอัณฑะสร้างตัวอสุจิออกมา
  6. จากนั้นตัวอสุจิจะถูกนำไปพักไว้ที่หลอดเก็บอสุจิ
  7. ลำเลียงผ่านไปตามหลอดนำตัวอสุจิ เพื่อนำตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงตัวอสุจิรอการ

                                 หลั่งออกสู่ภายนอก

  1. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  2. โดยปกติเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิได้เมื่ออายุประมาณ กี่ ปี
  3. อายุ 12 – 13 ปี
  4. อายุ 13 – 14 ปี
  5. อายุ 14 – 15 ปี
  6. อายุ 15 – 16 ปี
  7. 87. การหลั่งน้ำอสุจิในแต่ละครั้งจะมีตัวอสุจิเฉลี่ย ประมาณ กี่ ตัว
  8. ประมาณ 330 – 500 ล้านตัว
  9. ประมาณ 360 – 500 ล้านตัว
  10. ประมาณ 350 – 500 ล้านตัว
  11. ประมาณ 340 – 500 ล้านตัว
  12. 88. สำหรับชายที่เป็นหมันจะมีตัวอสุจิน้อยกว่า 30 – 50 ล้านตัว ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีตัวอสุจิที่ผิดปกติ มากกว่าร้อยละ กี่ตัว
  13. มากกว่าร้อยละ 28
  14. มากกว่าร้อยละ 26
  15. มากกว่าร้อยละ 25
  16. มากกว่าร้อยละ 24
  17. ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาจะเคลื่อนที่ได้ประมาณ 3 – 4 มิลลิเมตรต่อนาที และมีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่จะมีชีวิตอยู่ในมดลูกของเพศหญิงได้นานเท่าใด
  18. ได้นานประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง
  19. ได้นานประมาณ 25 – 48 ชั่วโมง
  20. ได้นานประมาณ 26 – 48 ชั่วโมง
  21. ได้นานประมาณ 27 – 48 ชั่วโมง
  22. อสุจิ เป็นเซลสืบพันธุ์เพศชายที่ผลิตขึ้นมาจาก…….
  23. อัณฑะ (Testis)
  24. ต่อมลูกหมาก(prostate gland)
  25. ต่อมคาวเปอร์(cowper gland)
  26. อวัยวะเพศชาย(pennis)
  27. ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้
  28. รังไข่( ovary )  
  29. ท่อนำไข่( oviduct )  
  30. ช่องคลอด( vagina )  
  31. ถูกทั้ง หมดทุกข้อ
  32. การตกไข่ หมายถึง
  33. การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่
  34. การตกไข่เกิดขึ้นเดือนละ 2 ใบ
  35. ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน เมื่อมีการตกไข่ มดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีผนังหนาขึ้น
  36. ถูกเฉพาะ ข้อ  1. ข้อ 3.
  37. โดยปกติผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนเมื่ออายุประมาณ กี่ ปี ขึ้นไป
  38. อายุ    11   ปี ขึ้นไป
  39. อายุ    12   ปี ขึ้นไป
  40. อายุ    13   ปี ขึ้นไป
  41. อายุ    14   ปี ขึ้นไป
  42. รอบของการมีประจำเดือนแต่ละเดือนจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยทั่วไปประมาณ กี่ วัน
  43. ประมาณ 25 วัน
  44. ประมาณ 26 วัน
  45. ประมาณ 27 วัน
  46. ประมาณ 28 วัน
  47. โดยทั่วไปแล้ว ถ้าร่างกายของคนที่มีความสมบูรณ์เป็นปกติ ประจำเดือนจะหยุดเมื่ออายุกี่ปี
  48. อายุประมาณ 40 – 45 ปี
  49. อายุประมาณ 45 – 50 ปี
  50. อายุประมาณ 50 – 55 ปี
  51. อายุประมาณ 50 – 60 ปี
  52. ลึงค์ ( penis ) มีหน้าที่สำคัญคือ…
  53. เป็นอวัยวะที่ใช้ในการร่วมเพศ 
  54. เพศ  เป็นทางผ่านของสเปิร์มและน้ำปัสสาวะออกสู่ภายนอก
  55. เป็นแหล่งผลิตน้ำกาม ( semen ) 
  56. ถูกเฉพาะข้อ  1.  และข้อ  2.
  57. ต่อมคาวเปอร์ ( Cowper’s gland ) ทำหน้าที่ดังนี้
  58. ทำหน้าที่ในการหลั่งสารเหลวใสและเหนียว  เพื่อหล่อลื่นในขณะที่เกิดการกระตุ้นทางเพศ
  59. ขับสเปิร์มและน้ำปัสสาวะออกสู่ภายนอก                                                                             3.  ทำหน้าที่ในการสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ  ซึ่งได้แก่น้ำตาลฟรักโทส  วิตามินซี 
  60.  ถูกเฉพาะข้อ  1. 
  61. ถุงอัณฑะ ( scrotum or  scrotal  sac )  ที่ยื่นออกมาจากช่องท้อง  เนื่องจากอัณฑะที่อยู่ในช่องท้องเลื่อนลงมา  ถุงอัณฑะทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้แก่อัณฑะ  โดยอุณหภูมิของถุงอัณฑะจะต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายประมาณ
  62. ประมาณ   33   องศาเซลเซียส
  63. ประมาณ   34   องศาเซลเซียส
  64. ประมาณ   35   องศาเซลเซียส
  65. ประมาณ   36   องศาเซลเซียส
  66. ข้อต่อไปนี้คือแฝดร่วมไข่ (identical twins) (ฝาเดียวกัน)
  67. เกิดจากไข่ 1 ใบผสมกับอสุจิ 1 ตัว  เป็นไซโกตแล้วไซโกตแบ่งตัวออกเป็น 2 ส่วน
  68. มีเพศเดียวกัน รูปร่างลักษณะเหมือนกัน 
  69. อุปนิสัยสติปัญญาใกล้เคียงกัน และความสามารถต่างๆ จะใกล้เคียงกันมาก
  70. ถูกทุกข้อ

 

  1. แฝดต่างไข่ (fraternal twins)(คนละฝา)คือข้อต่อไปนี้
  2. เกิดจากไข่มากกว่า 1 ใบ  ผสมกับอสุจิมากกว่า 1 ตัว
  3. เกิดไซโกตและเอมบริโอมากกว่า 1
  4. อาจเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้
  5. ถูกทุกข้อ

 

 

 *************************************ขอให้โชคดี***********************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Tag Cloud