อ.ประสิทธิ์ คงทรัพย์ /ร.ร. สิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย

Archive for August, 2012

ลำโพง

                                               ลำโพง  

ชื่อในประเทศไทย   ลำโพง,ลำโพงแดง,ลำโพงดำ,ลำโพงกาสลัก,ลำโพงขาว,มะเขือบ้า,เล่าเอี้ยงฮวย(จีน)

                                           วงค์      SOLANACEAE

ลำโพงแดง   Daturu Futuosa                                    ลำโพงแดง    Datura  Alba Nees

ลำโพง เป็นไม้ยืนต้นล้มลุก ต้นสูงประมาณ ๒เมตร      ใบโตคล้ายใบมะเขือใบค่อนข้างกลม   ที่สะโพกใบยักสูงข้างหนึ่ง ตำ่ข้างหนึ่ง ดอกสีขาวอมเหลืองอมม่วง  บานเป็นปากแตรและซ้อนกัน ๒-๓  ดอกงามน่าดู มีผลออกตามง่ามกิ่ง ผลโตขนาดผลมะเขือเปราะ มีหนามเต็มทั้งผล  เมล็ดเหมือนเมล็ดมะเขือ  ความจริงลำโพงก็เป็นมะเขืออีกชนิดหนึ่งนั่นเอง   ลำโพงเป็นไม้ที่ปลูกเพาะขี้นได้ง่ายตามที่ลุ่มตำแฉะ  ฉะนั้นจึงมีขี้นใที่ทั่วๆไปทุกแห่ง  ลำโพงของไทยเรามีสอง ชนิด คือ ตนิดต้อนแดงจนเกือบดำ เรียกว่า ลำโพงแดง  (ลำโพงกาสลัก)  ส่วนชนิดลำต้นเขียว กิ่งก้านสีเขียว เรียกว่า   ลำโพงขาว

   ประโยชน์ทางยา  ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า   รากลำโพง  รสเมา  หวาน เล็กน้อย  แก้พิษฝีกาฬทั้งปวง

                            แพทย์ตามชนบท ใช้รากของลำโพง ฝนทาภายนอก เป้นยาดับพิษร้อน  แก้พิษฝี  แก้ปวดบามอักเสบ ภายใยใช้รากสุมเป็นถ่านรับประทาน เป็นยาเย็น  แก้ไข้เซื่อมซึมและไข้กาฬ  เมล็ดใช้คั่วพอหมดน้ำมัน ปรุงรับประทานเป็นยาเย็น แก้พิษไข้   ไข้ที่ทำให้ระส่ำระส่าย  น้ำมันของเมล็ดลำโพงใช้ทาแก้ฆ่าเชื้อโรค  แก้กลาก ,เกลื้อน,หิด,เหา, จำพวกที่มีตัวทั้งสิ้น ดอกหั่นตากแห้งใช้มวนกับยาสูบแก้หอบหืด   ใบตำพอกฝีทำให้ฝียุบ  แก้ปวดบวมอักเสบ เมล็ดลำโพงมีสารอัลคอลอยด์ ชื่อ Atropine 

ลำโพงบางชนิดเคยใช้ทำ Scopolamine

     เมล็ดลำโพงดิบๆ รับประทาน ๑-๓ เมล็ด ทำให้เกิดความทรงจำได้ดี   ฉะนั้นพวกนักเทศน์  นักบวช นักธรรม ที่ต้องการความทรงจำชอบรับประทาน ก่อนที่รีบประทานให้เอาเมล็ดลำโพงแห้ง  ของลำโพงแดงโรยลงในขันน้ำ ถ้าเมล็ดไหนมีน้ำมากก็จะหมุน เพราะมีน้ำมันอุ้มเมล็ดอยู่ ก็มักจะเลือกเอาเมล็ดนั้นถือว่าแรงดี  

      เมล็ดลำโพง รับประทานมากๆ เป็นยาพิษทำให้ตาแข็ง  หายใจไม่สะดวก พูดไม่ออกถึงจะรักษาหายก็ทำให้เป็นคนวิกลจริต ฉะนั้นทางภาคเหนือ จึงเรียกต้นไม้นี้ว่ามะเขือบ้า   

      ในไทยเภสัชกล่าวว่า   Datura Stramonium และ Datura Fatula  เป็นพันธุ์ของลำโพงชนิดหนึ่งซึ่งน่าจะมีในประเทศไทยเราได้ะหมือนกันเพราะลำโพงในประเทศเรามีหลายพันธุ์เหมือนกัน  เช่นชนิดริมดอกสีเหลือง,สีม่วงอ่อน,ม่วงแก่ ดอกไม่ซ้อนและซ้อน ๒ ชั้นบ้าง ๓ ชั้นบ้าง,ต้นแดงเรื่อๆ ,ต้นเขียวก็มี

      ในเมล็ดลำโพงมีสารอัลกาลอยด์อยู่ประมาณ ๐.๑ -๐.๕ เปอร์เซนต์  ที่สำคัญคือ  ไฮออสไซยามิน ประกอบด้วยสารอาโทรปินและไฮอ๊อสซีนเล็กน้อย  นอกจากนี่นมีนน้ำมันมีน้ำมันฝิกซด ๑๕-๓๐ เปอร์เซนต์  มีกรดคาตูริคอยู่ด้วย ส่วนใบมีอัลกอลอยด์อยู่

๐.๓-๐.๕ เปอร์เซนต์   มีอัลกอลอย์ทีสำคัญเดียวกับเมล็ด ใช้โดยมากสำหรับแก้อาการกระตุกรัดตัวของหลอดลมในโรคหืด

 

Advertisements

ขี้กาขาว

 

ImageImageImage

 

1. ชื่อ ขี้กาขาว

2. ชื่ออื่น เถาขี้กา

3. ชื่อวิทยาศาสตร์ Trichosanthes cordata Roxb.

4. วงศ์ CUCURBITACEAE

5. ชื่อสามัญ –

6. แหล่งที่พบ พบทุกภาคของประเทศไทย

7. ประเภทไม้ ไม้เถาเลื้อย

8. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น เป็นไม้เถาขนาดเล็กเลื้อยตามพื้นดิน เถาจะกลมและโตขนาดเท่าก้านไม้ขีดไฟ หรือโตกว่าเล็กน้อย ตามข้อของเถาจะมีมือเกาะ

ใบ ใบเป็นขนหนากลมโต ดูผิวเผินแล้วจะคล้ายผักเขียว แต่เถาและใบจะเล็กกว่า

ดอก ดอกขนาดใหญ่สีขาว

ผล มีลักษณะกลมโต ผลขนาดเท่าผลมะนาว เมื่อผลสุกจะมีสีแดง

9. ส่วนที่ใช้บริโภค ยอดอ่อน

10. การขยายพันธุ์ เมล็ด

11. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่รกร้างทั่วไป ตามไร่นา

12. ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ตลอดปี

13. คุณค่าทางอาหาร ยังไม่มีข้อมูล

14. การปรุงอาหาร ยอดอ่อน ผัดกับกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ

15. ลักษณะพิเศษ ทางยา เถาปรุงเป็นยาบำรุงถุงน้ำดีบำรุงน้ำดี ล้างเสมหะดับพิษเสมหะและโลหิต รักษาตับ

ปอดพิการ เถา

          ชื่อวิทยาศาสตร์ Gymnopetalum integrifolim Kurz.

 
ชื่ออื่น แตงโมป่า  มะกาดิน  ขี้กาขาว
 
วงศ์ Cucurbitaceae
 
ลักษณะพฤกษศาสตร์
เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันกับสิ่งยึดเกาะที่อยู่ใกล้ๆ  เถา มีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น  ใบ เป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ขนาดประมาณ 10 x 15เซนติเมตร ปลายแหลม โคนเว้าเป็นติ่งหู ขอบหยักบิดเป็นคลื่น แผ่นใบผิวหยาบสากเป็นลอนตามรอยกดเป็นร่องของเส้นใบ หลังใบมีขนสั้นสีขาวจำนวนมาก ก้านใบสีเขียวอ่อนแกมเหลืองยาว มีขนชนิดเดียวกัน  ดอก เป็นดอกเดี่ยวแยกเพศกัน เกิดที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 – 5 กลีบ ดอกเพศเมียที่ฐานดอกมีรังไข่ทรงกลม ดอกเพศผู้ไม่มี  ผล ทรงกลม ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจางๆ เมื่อแก่สีส้มแดง ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก  เมล็ด ทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ
สรรพคุณด้านสมุนไพร

ใบ รสขม ตำพอกฝี ทาแก้โรคผิวหนังอักเสบ หัว รสขม บำรุงหัวใจ แก้ม้ามย้อย ตับโต หรืออวัยวะในช่องท้องบวมโต ราก รสขม บำรุงน้ำดี แก้ไข้ ดับพิษไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้จุกเสียด บดทาฝีฝักบัว แก้ตับโต ม้ามย้อย อวัยวะในช่องท้องบวมโต ผล รสขม บำรุงน้ำดี แก้พิษเสมหะและโลหิต ถ่ายพิษเสมหะให้ตก แก้พิษตานซาง แก้ตานขโมย ขับพยาธิ เป็นยาถ่ายอย่างแรง ใช้ควันรม แก้หืด ทั้งเถา รสขม ต้มอาบ แก้เม็ดผดผื่นคัน แก้ไข้หัว ไข้พิษ ไข้กาฬ ต้มดื่ม บำรุงน้ำดี ขับเสมหะ ดับพิษ แก้ไอเป็นเลือด

      ตำรา เภสัชกรรมไทย   กองการประกอบโรคศิลปะ

         ขี้กาขาว  เป็นไม้เถาเลื้อยตามพื้นดิน

                    เถา  รสขม  สรรพคุณ   บำรุงน้ำดี ดับพิษ เสมหะและโลหิต

                    ใบ รสขม    ตำสุมขม่อมเด็กในตอนเย็นๆ แก้หวัด คัดจมูก

                     ลูก รสขมจัด   แก้ตับปอดพิการ   ถ่ายอุจจาระ ถ่ายเสมหะ  ถ่ายพิษตานซาง 

งานวิจัย   ขึักาขาว, ขี้กาเทศ

             ผลขี้กาขาว ทำเป็นผง  ขนาด ๑๐๐ มก. วันละ ๓ ครั้ง รับประทานติดต่อกันเป็น เวลา ๒ เดิอน พบว่า น้ำตาลในเลือดลดลง

โดยไม่พบผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร

              

การรักษาโรคเบาหวานด้วยผลขี้กาเทศ (Citrullus colocynthis  (L.) Schrad)

การทดลองแบบ Randomized, double-blind, placebo-controlled clinical trial ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 50 คน (ชาย 12 คน หญิง 38 คน) อายุ 40-65 ปี แบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 25 คนให้รับประทานแคปซูลผลขี้กาเทศขนาด 100 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวัน หรือรับประทานยาหลอกร่วมกับการรักษาปกติ เป็นเวลา 2 เดือน จากนั้นทำการตรวจวัดค่าดัชนีชี้วัดในเลือดเปรียบเทียบก่อนและหลังสิ้นสุดการทดลอง พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานแคปซูลขี้กาเทศมีปริมาณ HbA1C และระดับน้ำตาลลดลง แต่การรับประทานผลขี้กาเทศไม่มีผลลดระดับไขมัน ทั้งระดับคอเรสเตอรอลรวม, Low-density lipoprotein, High-density lipoprotein, ไตรกลีเซอไรด์ ระดับเอนไซม์ asparate transaminase, alanine transaminase, alkaline phosphatase ปริมาณยูเรียและ creatinine ในเลือด โดยตลอดการทดลองไม่พบอาการข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารในผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม จะเห็นได้ว่าผลขี้กาเทศสามารถช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้โดยไม่ก่ออาการข้างเคียง

           ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของขี้กาเทศ

การทดลองเมื่อให้สารสกัดน้ำจากเปลือกผลขี้กาเทศ ( Citrullus colocynthis Linn. ) โดยให้กระต่ายปกติกินในขนาด 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่ามีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงภายหลังจากได้รับสารสกัด 1 ชั่วโมง และมีฤทธิ์สูงสุดภายหลัง 2 , 3 และ 6 ชั่วโมง การศึกษาถึงผลขององค์ประกอบต่างๆในสารสกัดน้ำพบว่าเมื่อให้สารกลุ่มกลัยโคไซด์และ ซาโปนิน โดยให้กระต่ายปกติกินในขนาด 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว มีผลลดน้ำตาลในเลือดได้โดยสารซาโปนินมีฤทธิ์แรงกว่า และเมื่อให้สารซาโปนินแก่กระต่ายที่ถูกชักนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan พบว่าฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นตามขนาดที่ให้

     

พระคัมภีร์ ทิพมาลา

พระคัมภีร์ทิพมาลาลักษณะฝีวัณโรค  ลักษณะวัณโรคอันบังเกิดภายในนั้น  เกิดเพื่อจตุรธาตุและตรีสมุฏฐานอันใดอันหนึ่ง  ซึ่งจะวิปริตเป็นชาติจะละนะโดยหย่อนพิการระคนกันเข้า  แล้วตั้งต่อมขึ้น  มีประเภทต่าง ๆ  ให้บุคคลทั้งหลายพึ่งเรียนรู้ไปเบื้องหน้า  พอแจ้งได้โดยสังเขป  เรียกว่า  ฝีวัณโรค  ๑๙  ประการ

๑.ฝีปลวก : เมื่อจะบังเกิดกระทำให้เจ็บในทรวงอก  ที่ตั้งแห่งหัวใจ  ตลอดไปตามสันหลัง  แล้วให้ผอมเหลือง  ให้อาเจียนออกมาเป็นโลหิต  ให้ไอ  เหม็นคาวคอบริโภคอาหารไม่ได้  นอนไม่หลับ
ยาแก้ฝีปลวก
                    – รากตะโกนา  รากเป้ง  กำแพงเจ็ดชั้น  ดอกลั่นทม  รากกระทุงลาย  รากคัดเค้า  สิ่งละ  ๒  บาท  ขิงแห้ง  ดีปลี  เจตมูลเพลิง  เปลือกหอยแครง  เบญจเหล็ก  เบญจชุมเห็ดเทศ  รากกำจาย  สิ่งละ  ๑  ตำลึง  ยาข้าวเย็น  ๕  ตำลึง  ต้มกิน  แก้ฝีปลวกหายดีนัก
– เถาวัลย์เหล็ก  เถาวัลย์เปรียง  ดินแท่นปลวก  รากพุมเรียงป่า  ยอดอ้อยแดง  ยาข้าวเย็นทั้งสอง  เสมอภาค  ต้มกิน  แก้ฝีปลวกหายดีนัก
– เถาวัลย์เหล็ก  เชือกเขาหนัง  รังมดลี่  รากพุมเรียงทั้ง ๒  เถาวัลย์เปรียง  ยาข้าวเย็น   เสมอภาค  ต้มกิน

๒.  ฝีกุตะณะราย : เมื่อจะบังเกิดให้ตึงแน่นในทรวงอก  อาการกระทำพิษกลางคืนมากกว่า กลางวัน ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาวไปทั้งตัว บริโภคอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ
ยาแก้ฝีกุตะณะราย
                    – เบญจเหล็ก   รากขี้กาทั้งสอง  รากประคำไก่  รากตองแตก  ยาดำ  สิ่งละ  ๑  บาท  ต้มกิน  เป็นยาผ่าหัวฝีให้แตก
– รากทนดี  รากมะนาว  รากมะงั่ว  รากส้มซ่า  รากหิ่งหาย  ยอดลำเจียก  บอระเพ็ด  รากมะเขื่อขื่น  รากมะแว้งทั้งสอง  ตำเอาน้ำสิ่งละทะนาน  น้ำมันงาทะนาน ๑  หุงให้คงแต่น้ำมัน  แล้วจึงเอาเนระพูสี  ดีงูเหลือม  ฝิ่นดิบ  เปลือกประคำดีควาย  สิ่งละ  ๑  สลึง  ทำเป็นจุลปรุงลงในน้ำมัน  ให้กินพอควรกำลัง เป็นยาดับพิษฝีกุตะณะรายดีนัก
– ยารุฝีเมื่อบุพโพแตกแล้ว     แก่นมะหาด  แก่นปรู  แก่นมะเกลือ  แก่นสัก  แก่นแสมสาร  เคี่ยวน้ำสิ่งละทะนาน  มะพร้าวไฟ  ๑  ลูก หุงให้คงแต่น้ำมัน  แล้วจึงคุลีการเข้ากับน้ำยาทั้งนั้น  เคี่ยวไปให้เหลือแต่น้ำมันแล้วจึงเอาเมล็ดในสลอด  ๓๓  เมล็ด  คั่วด้วยน้ำปลาร้าไหให้เหลือง  ทำเป็นจุล  ปรุงลงในน้ำมันเอาไว้ให้เย็น    ให้กินหนึ่งช้อนหอย  เป็นยารุ  แก้ฝีกุตะณะรายนั้นหาย  และรุสรรพฝีทั้งปวงได้วิเศษนัก
– ใบมะคำไก่  เจตมูลเพลิง  ตรีกฏุก  กระเทียมทอก  เสมอภาค  บดด้วยสุราทาข้างนอก เป็นยาเกลื่อนฝีกุตะณะราย  และดับพิษก็ได้ หายวิเศษนัก

๓.  ฝีมานทรวง : เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ยอกเสียด  หายใจขัดในทรวงอก  เจ็บกลางวันกลางคืน  ให้ไอเป็นเสมหะเหนียว  ให้ซูบผอม  ให้แน่นหน้าอกเป็นกำลัง  ถ้าจะแก้ให้วางยาประจุเสียก่อน  แล้วจึงกินยาประจำโรคต่อไป
 ยาแก้ฝีมานทรวง
                    – ยาประจุฝีมานทรวง       พริกไทย  ๗  เมล็ด   ขิงสด  ๗  แว่น  กระเทียม  ๗  กลีบ  ข่าต้น  ทำเป็นจุลเคล้ายางสลัดไดสดตากแดดให้แห้งได้  ๗  ครั้ง  เอาหนัก  ๒  บาท  บดทำเม็ดเท่าเมล็ดพริกไทย ให้กิน  ๓  เม็ด  ประจุฝีมานทรวงตกสิ้นหายดีนัก
– ยาดำ  ๑  ส่วน  เทียนดำ ๔  ส่วน  ยาข้าวเย็นทั้งสอง  สิ่งละ  ๑๐  ส่วน  กระเทียม ๑๑  ส่วน  ต้นสาบเสือทั้งต้นทั้งราก ๖  ส่วน  ต้มกินตามสมุฏฐานธาตุ  ถ้าจะถ่ายแทรกดีเกลือกินตามธาตุหนักเบา  แล้วให้กินประจำไปทุกวัน  จนกว่าจะหาย
– ข้าวเปลือกคั่วให้ไหม้ชาม ๑  ใบพลับพลึง  ๓  ใบ  ทำเป็นจุลพอกลงไว้ที่เจ็บนั้น  แล้วจึงเอาใบบอนปิดบนดับพิษฝีมานทรวงหายดีนัก
– เปลือกทองหลางใบมน  เปลือกกุ่มน้ำ  เปลือกมะรุม  เปลือกโพบาย  เปลือกกระทุ่มมูลหมู  เสมอภาคต้มกิน
– เปลือกคาง  เปลือกทองหลางใบมน  ฝนเอาเท่ากันละลายสุราให้กิน  แก้ฝีมานทรวงทำให้ปวดนอนมิหลับ

๔.  ฝีธนูธรวาต : เมื่อจะบังเกิดกระทำให้เจ็บหน้าอกตลอดสันหลัง  ให้ปวดขบเป็นกำลัง  ให้เมื่อยทุกข้อกระดูก  ทำให้วิงเวียน  บางทีทำให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ  ให้ท้องขึ้นมิรู้วาย  ให้ยอกเสียด  จุกแดกที่ยอดอก  ซูบผอม  บริโภคอาหารไม่มีรส  ตาแข็ง  นอนมิหลับ  อาการกระทำปวดกลางคืนมากกว่ากลางวัน  มีพิษต่างๆ
ยาแก้ฝีธนูธรวาต
                    – ตะไคร้หางนาค  ตะไคร้น้ำ  รากต่อไส้  รากคา  รากคนทา  รากพุมเรียงทั้งสอง  รากเท้ายายม่อม  รากขี้กาทั้งสอง  เสมอภาค  ต้มกิน  ดับพิษฝีธนูธรวาต  อันบังเกิดภายในนั้นหายดีนัก
– เปลือกโพบาย  รากชิงชี่  รากอัญชันขาว  พริกไทย  ขิงแห้ง  ดีปลี  กระเทียม  เสมอภาค  ต้มกินเกลื่อนฝีธนูธรวาต
– เปลือกเพกา  สันพร้านางแอ  เปลือกโพบาย  เปลือกตะบาก  ผักเป็ดแดง  เสมอภาค  ต้มกินดับพิษฝีธนูธรวาต
– รากยอ  รากมะเขื่อขื่น  รากซ้องแมว  รากส้มกุ้งทั้งสอง  แก่นกรันเกรา  แก่นมะหาด  แก่นแสมทะเล  ยาข้าวเย็น  กระดูกงูเหลือม  พริกไทย  เสมอภาค  ทำเป็นจุลดองด้วยสุราฝังข้าวเปลือกไว้  ๓  วันจึงกิน  ดับพิษฝีธนูธรวาต หายดีนัก
– ใบถอบแถบ  ใบพลูแก  ใบมันเทศ  ฆ้องสามย่าน  ขมิ้นชัน  ยอดมอึก  ข้าวเบือ  เสมอภาค  พอกฝีข้างนอกให้ตรงยอดไว้ปล่อง  ดับพิษฝีธนูธรวาต

๕.  ฝีรากชอน (ภาชร) : เมื่อจะบังเกิดกระทำให้บวมเป็นลำขึ้นไปตามเกลียวปัตคาต ให้จับ  สะท้านร้อนสะท้านหนาว   ให้ขนลุกชันทุกขุมขน  ให้ตัวแข็งกระด้าง  จะลุกนั่ง ให้ยอกเสียว  ไหวตัวมิได้
ยาแก้ฝีรากชอน
                    – รากคัดเค้า  รากผักเสี้ยนผี  รากย่านาง  รากกะเพรา  รากก้างปลาแดง  โคกกระสุน  เสมอภาค  ต้มด้วยสุรากิน
– พริกไทย  ขิงแห้ง  ดีปลี  กระเทียม  หัวเข้าค่า  เกลือสมุทร  สิ่งละส่วน  หัวดองดึง  ๖  ส่วน  ทำเป็นจุลทำแท่งไว้ละลายน้ำกระสายอันควรแก่โรค  กินหนัก  ๑  สลึง  ให้กินแต่เมื่อฝียังมิเกิดบุพโพ  ถ้าฝีตั้งบุพโพขึ้นแล้วและบุพโพแห้งไปก็ดี  ท่านให้เอายานี้แทรกเข้า  กระดาดทั้งสอง  อุตพิด  บุกรอ  สิ่งละส่วน  หัวดองดึง  ๓  ส่วน  ทำเป็นจุลละลายน้ำกระเทียมให้กินหนัก  ๑  สลึง  กินไป  ๔ – ๕  วัน แล้ว  จึงกินยาประจุวันหนึ่ง
– ยาประจุ     ขิงแห้ง  ดีปลี  บุกรอ  บอระเพ็ด  เจตมูลเพลิง  ผลมะตูมอ่อน  ผลสลอดสุทธิ  สิ่งละ  ๒  ส่วน  แห้วหมู  สะค้าน  โกฐเขมา  สิ่งละ  ๓  ส่วน  ทำเป็นจุลทำแท่งไว้เท่าเมล็ดข้าวโพด  ให้กิน  ๓  เม็ด  ถ้าธาตุหนักกิน  ๕  เม็ด  เป็นยาประจุฝี

๖.  ฝียอดคว่ำ : เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ปวดอยู่ที่ท้องน้อยล่วงลงไปถึงทวารหนัก  ให้ปวดตลอดไปหน้าตะโพก  ให้เจ็บเป็นเวลา  สะบัดร้อนสะท้านหนาว  ให้ปวดแต่กลางคืน  ถ้ากลางวันคลายไปหน่อยหนึ่ง  กระทำพิษต่างๆ
ยาแก้ฝียอดคว่ำ
                    – รากขี้กาแดง  รากก้างปลาแดง  รากถั่วพู  รากพุงดอ  รากพุงแก  เสมอภาค  ต้มกินแก้ฝียอดคว่ำหายดีนัก
– รากถั่วพลู  ไพล  กะทือ  ขมิ้นอ้อย  ข่าตาแดง  ข้าตานยา  รากขัดมอน  หญ้าปากควาย  หอมแดง  กระพังโหม  ตำเอาน้ำสิ่งละทะนาน  น้ำมันงาทะนาน ๑  หุงให้คงแต่น้ำมัน  แล้วเอาไว้กินตามกำลัง แก้ฝียอดคว่ำหายดีนัก
– รากถอบแถบ  ใบมะยม  ใบส้มซ่า  ใบมะขาม  ฝักมะขาม  ใบพุงดอ  เสมอภาค  บดด้วยสุราพอกข้างนอก

๗.  ฝีรวงผึ้ง : เมื่อจะบังเกิดกระทำให้แน่นชายตับเบื้องขวา  ให้ยอกตลอดสันหลัง  ให้ตัวเหลืองหน้าเหลือง  ตาเหลืองดุจขมิ้น  ปัสสาวะเหลืองดุจน้ำกรัก  ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว  ให้มึนตึง  ให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก  ให้อิ่มไปด้วยลม  บริโภคอาหารมิได้
 ยาแก้ฝีรวงผึ้ง
                    – รากทนดี  รากหนามแดง  รากก้างปลาแดง  รากตาไล (ตะไล,คงคาเดือด)  รากคนทา  รากเปล้าใหญ่  รากย่านาง  เสมอภาค ต้มกิน  เมื่อจะกินเสกสัพพาสี  ๗  คาบ แล้วจึงกิน   แก้ฝีรวงผึ้ง  ถ้าแก้หัวหนองแก่ให้เพิ่มเปล้าใหญ่ขึ้น ๒  ส่วน  ต้มให้กินหาย
– ใบสะเดา  ใบเสนียด  ใบมะนาว  ใบส้มป่อย  ใบขัดมอน  ไพล  กระชาย  ข้าวสารเหนียว  เสมอภาค บดด้วยน้ำมันดิบ  แล้วเอามารมควันใต้เสม็ดเคล้าให้เข้ากัน  จึงเอามาพอกข้างนอก  เอาผ้าพันไว้  ๓  วัน  แก้ฝีรวงผึ้งหายวิเศษนัก

๘.  ฝีมะเร็งทรวง : เมื่อจะบังเกิดกระทำให้เป็นมูกเลือดหลายครั้งหลายหนดุจบิด  แล้วก็หายไป  อยู่ๆ ก็กลับมาเป็นอีก  ให้ปวดขบ ยอกเสียด จุกแดกแน่นหน้าอกเป็นกำลัง  ยอกตลอดสันหลัง  วิงเวียน  หอบ ไอ  หิว  หาแรงมิได้ ซูบผอม  มักครั่นตัว  เมื่อยทุกข้อ  ทุกกระดูก
ยาแก้ฝีมะเร็งทรวง
                    – ว่านกลีบแรด  ว่านร่อนทอง รากไม้รวก  จันทน์ทั้งสอง  แก่นสน  กรักขี  ข่าตาแดง  ยาข้าวเย็นทั้งสอง  สิ่งละ  ๒  ตำลึง   รากชุมเห็ดไทย  เถาวัลย์เปรียงแดง  สิ่งละ  ๕  ตำลึง  สุราครึ่งหนึ่ง  น้ำครึ่งหนึ่ง  เป็นกระสายยาต้มกิน แก้ฝีมะเร็งทรวง
– โพกพาย  เถาวัลย์เปรียงแดง  โลดทะนง  หัสคุณเทศ  เสมอภาค  ต้มกิน  แก้มะเร็งทรวงหายดีนัก
– บอระเพ็ด  เปลือกราชพฤกษ์  โพกพาย  เถาวัลย์เปรียงแดง  ขมิ้นอ้อยหัวใหญ่  เสมอภาค  ต้มกินแก้ฝีมะเร็งทรวงเริ่มทำพิษต่างๆ  แก้ฝีทั้ง  ๑๐  ประการ  หายสิ้นวิเศษดีนัก

๙.  ฝีธรสูตร : เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ปวดเจ็บสันหลัง  ให้เมื่อย  ให้จุกแดกเป็นกำลัง  ให้เสียดในท้อง  มักให้ซูบผอม  บริโภคอาหารมิได้  มักกระทำพิษให้เป็นไปต่างๆ
 ยาแก้ฝีธรสูตร
                    – รากผักเสี้ยนผี  รากคนทีสอ  รากคนทีเขมา  เสมอภาค  เอาสุราเป็นกระสายยาต้มกินแก้ฝีธรสูตรหายดีนัก
– เปลือกผลมังคุด  เปลือกสะท้อน  เปลือกสะตือ  ยาข้าวเย็น  พุมเรียงป่า  เปลือกมะขาม  สีฟันควาย  รากมะกา  ขี้ผึ้งแข็ง  เสมอภาค  ต้มกินสมานยอดฝีธรสูตรหายวิเศษนัก

๑๐.  ฝีธนูทวน : เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ฟกบวมขึ้นตามเส้นสันทฆาต  ให้ตึงท้องตลอดสันหลัง  ให้หลังแข็งจะลุกนั่งมิได้  ให้ยอกจุกเสียดเป็นกำลัง  แล้วให้ระบมไปทั้งท้อง  ให้ท้องบวมใหญ่ขึ้น
 ยาแก้ฝีธนูทวน
                    – กระเทียม  ยาดำ  สิ่งละ  ๒  บาท เทียนดำ ๑ ตำลึง ยาข้าวเย็นทั้งสอง สิ่งละ ๑ ตำลึง ๑ บาท  ต้นสาบเสือ ๒  ตำลึง ๓  บาทต้มกิน  ทั้งผ่าทั้งเกลื่อนฝีธนูทวนหายดีนัก
– รากมะตูม รากมะยมตัวผู้  ยาดำ  เสมอภาค  ต้มกินแก้ฝีธนูทวนหายดีนัก
– รากคัดเค้า  รากคันทรง  เถาวัลย์เปรียง  ผลราชดัด  พริกไทย  เสมอภาค  ต้มกิน ผ่ายอดฝีธนูทวนให้แตกดีนัก
– รากไคร้น้ำ  ผักแพรวแดง  เสมอภาค  ต้มกิน  เมื่อฝีธนูทวนแตกแล้ว ให้ยอดแห้งหายเร็ววิเศษนัก
– ส้มมะขาม  ใบขอบชะนางทั้งสอง  ขมิ้นอ้อย  เสมอภาค  บดพอกฝีธนูทวนหายวิเศษนัก

๑๑.  ฝีสุวรรณเศียร : เมื่อจะบังเกิดนั้น เกิดแต่สมองกระดูกพิการ  ตั้งขึ้นดุจจอกหูหนู  มีสีอันเหลือง  มีรากหยั่งถึงหัวใจ  กระทำให้เมื่อยต้นคอ  ให้เจ็บขึ้นไปถึงกระหม่อม  ตามืด  หูตึง  ปวดศีรษะดังจะทำลาย  ให้เจ็บไปทุกเส้นขน  ให้ร้อนในกระหม่อมและกระบอกตาและในช่องหู   ถ้าตั้งหนองขึ้นแล้วกระทำพิษให้กลุ้มในดวงใจ  ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว  คลั่งหาสติมิได้   เมื่อหนองจะแตกนั้น  บางทีออกทางช่องจักษุทั้งสอง  บางทีออกทางช่องโสตทั้งสอง  ถ้าออกทางช่องใด ช่องนั้นพิการ   ถ้าผู้ใดเป็นดังนี้ได้บ้างเสียบ้าง  ถ้าจะแก้ให้แก้แต่ยังอ่อนอยู่
ยาแก้ฝีสุวรรณเศียร
                    – ใบมะยมอ่อน  ใบมะเฟืองอ่อน  ใบมะดันอ่อน  ใบมะขามอ่อน  ใบส้มป่อย  ยอดหวายขม  เสมอภาคบดพอกแก้ฝีสุวรรณเศียรและชูบุพโพดีนัก
– รากกระทุงลาย  รากมะกา  รากย่านาง  ยาข้าวเย็นทั้งสอง  เสมอภาค  ต้มกินแก้ฝีสุวรรณเศียร

๑๒.  ทันตะกุฎฐัง : บังเกิดขึ้นในกราม  ถ้าขึ้นขวาชื่อ  ทันตะกุฐัง   ถ้าขึ้นซ้ายชื่อว่า  ทันตะมุนลัง  มีประเภทดุจกัน  ผิดกันแต่ชื่อ  เมื่อแรกตั้งมีสัณฐานดัง เมล็ดข้าวโพด  มีสีแดงเหลืองดังผลหว้า  บางทีแข็งดุจเม็ดหูด  ร้ายนัก  เมื่อแตกออกมีสัณฐานดังดอกลำโพง  แล้วเปื่อยลามเข้าไปถึงลำคอ  มีน้ำเหลืองมากกว่าบุพโพ  มีพิษกล้ายิ่งนัก  กระทำให้ปวดแต่ต้นคางขึ้นไป กระหม่อม  ฟกบวมออกมาภายนอก  ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว  บริโภคอาหารมิได้       แพทย์มิรู้ก็ว่ามะเร็งรำมะนาด  ย่อมตายเสียเป็นอันมาก  ถ้าจะแก้ให้แก้แต่ยังมิแตก ยังอ่อนอยู่
ยาแก้ทันตะกุฎฐัง
                    – เกลือสินเธาว์  เมล็ดพันธุ์ผักกาด  สมอเทศ  สมอไทย  สมอพิเภก  โกฐกระดูก  ว่านน้ำ  หญ้าลังกา  ใบสะเดา  ขิงแห้ง  ดีปลี  เทียนดำ  เสมอภาค  ทำเป็นจุล  บดทำแท่งไว้  ละลายสุราเกลื่อนฝีอันบังเกิดต้นกรามหายดีนัก
– ผลกระเบียน  รากกระดังงา  รากคุยแดง  รากคุยขาว  รากตะลุ่มนก  รากท้าวยายม่อม  รากเจตมูลเพลิงแดง  รากเจตมูลเพลิงขาว  ผลจันทน์เทศ  พริกไทย  ข้าวเย็นทั้งสอง  สิ่งละสองส่วน  ขมิ้นอ้อย  ๕  ส่วน  มะพร้าวผ่าเอาข้างศีรษะซีกหนึ่ง ต้มกิน  แก้ฝีทันตกุฏฐังอันบังเกิดในต้นกรามนั้นหายวิเศษนัก

๑๓.  ทันตะมูลา : บังเกิดขึ้นในแก้มซ้ายและแก้มขวา  เมื่อแรกเกิดนั้นอาการและประเภทดุจปูนกัดปาก  ดูสัณฐานดังฉะลุกะ (ปลิง)  เข้าเกาะจับอยู่ตาม กระพุ้งแก้มนั้น  มีพรรณแดงสีเสนอ่อนๆ  และกระทำให้แสบร้อนในกระพุ้งแก้ม   ทำให้แก้มนั้นเป็นเหน็บและชา  บางทีฟกบวมออกมาภายนอก  ยอดบานดังดอกลำโพง  เป็นบุพโพ ๑ ส่วน น้ำเหลือง  ๒ ส่วน ถ้าผู้ใดเป็นดังกล่าวมานี้ เป็นกรรมของผู้นั้น จะได้ ๑ ส่วน เสีย ๒ ส่วน ถ้าจะแก้ควรแก้แต่ยังไม่ทะลุออกมาภายนอก แต่ยังอ่อนอยู่นั้น
 ยาแก้ทันตะมูลา
                    – เมล็ดพันธุ์ผักกาด  ขิงแห้ง สมอเทศผลใหญ่  โกฐกระดูก  หญ้าลังกา  ว่านน้ำ  ใบสะเดา  เสมอภาค  ทำเป็นจุล บดทำแท่งไว้  ละลายน้ำท่า  ทาเกลื่อนฝีอันบังเกิดในกระพุ้งแก้มทั้งสองหายดีนัก
– การบูร  โหราเดือยไก่  ดีปลี  ขมิ้นอ้อย  เกลือสินเธาว์  เทียนดำ  ผลพิลังกาสา  โกฐกระดูก  กานพลู  สมุลแว้ง  พิมเสน  เสมอภาค  ทำเป็นจุล ทำแท่งไว้ละลายน้ำผึ้งทาเกลื่อนฝีอันบังเกิดในกระพุ้งแก้มทั้งสองหายดีนัก
– ยาข้าวเย็นเหนือ  ยาข้าวเย็นใต้  รากช้าแป้น  รากย่านาง  รากกระทุงลาย  สิ่งละ  ๕  ตำลึง  ต้มให้กินดับพิษฝีอันบังเกิดในกระพุ้งแก้มทั้งสองหายดีนัก
– กระดูกงูเห่า  รากทิ้งถ่อน  รากมะเกลือ  รากมะเดื่อปล้อง  ยาข้าวเย็นทั้งสอง  เสมอภาค  ต้มให้กินดับพิษฝีทันตะมูลาอันบังเกิดในกระพุ้งแก้มทั้งสองหายดีนัก

๑๔.  ราหูกลืนจันทร์ : บังเกิดขึ้นในต้นลิ้น  มีสัณฐานดังดวงพระจันทร์  ต่อเมื่ออ้าปากออกจึงจะแลเห็นครึ่งหนึ่ง  ลับเข้าไปอยู่ในลำคอมิได้เห็นนั้นครึ่งหนึ่ง  กระทำให้ฟกบวมในลำคอเป็นกำลัง  บริโภคข้าวน้ำมิได้  ให้สำลักขึ้นไปบน จมูกทุกที  ถ้าโรคแก่เจริญขึ้นให้แดงดุจผลมะเดื่อชุมพรสุก มีพิษเจ็บยิ่งนัก  ให้จับสะบัดร้อน สะท้านหนาว  เจรจามิได้  มีบุพโพน้ำเหลืองกึ่งกัน  ถ้าผู้ใดเป็นดุจประเภทนี้  แล้วท่านว่าจะเสีย  ๓ ส่วน ได้  ๑ส่วน  เป็นอติสัยโรค  อาการตัด  ถ้าจะแก้ให้แก้แต่ยังอ่อนมิสุก
  ยาแก้ราหูกลืนจันทร์
– รากกล้วยตีบ  รากกล้วยตานี  เสมอภาค บดละลายสุราทาบ้าง อมบ้าง แก้พิษฝีอันบังเกิดต้นลิ้นนั้นหายดีนัก
– รากมะขามป้อม  รากมะงั่ว  รากย่านาง  สมอไทย  สมอเทศ  ไคร้หางนาค  รำพัน  ขันทศกร  เสมอภาค ทำเป็นจุล ทำแท่งไว้ละลายน้ำร้อนทั้งกินทั้งทาแก้พิษฝีอันบังเกิดในต้นลิ้นนั้นหายดีนัก
– หญ้าซุ้มกระต่าย  ผักแว่น  ขมิ้นอ้อย  ข้าวเบือ  ดินประสิว  โหราเท้าสุนัข  เสมอภาค  ทำเป็นจุล ทำแท่งไว้ละลายสุราแก้พิษฝีอันบังเกิดในต้นลิ้นนั้นหายดีนัก
– ผักหวานบ้าน  ใบหงอนไก่  ใบย่านาง  ใบคันทรง  หญ้างวงช้าง  ขมิ้นอ้อย  ว่านกลีบแรด  ว่านร่อนทอง  เสมอภาค  ทำเป็นจุล ทำแท่งไว้ละลายสุราแก้พิษฝีอันบังเกิดในต้นลิ้นนั้นหายดีนัก
– งาช้าง  นอแรด  กระดูกงูเหลือม  ข่าแก่  ขมิ้นอ้อย  ไคร้เครือ  ระย่อม  พิษนาศน์  เสมอภาค  ทำเป็นจุล ทำแท่งไว้ละลายน้ำครำ  น้ำมูตรก็ได้  แก้พิษฝีอันชื่อว่าราหูกลืนจันทร์ อันบังเกิดในต้นลิ้นนั้นหายแล แก้พิษฝีทั้ง ๖ ประการดีนัก

๑๕.  ฝีฟองพระสมุทร : บังเกิดเพื่อวาโยระคนกันขึ้นในคอต้นขากรรไกร  เมื่อแรกขึ้นมีสัณฐานดังหลังเบี้ย  ขึ้นขวาตัวผู้  ขึ้นซ้ายตัวเมีย  มีอาการเจ็บในลำคอเป็นกำลัง  กลืนข้าวน้ำมิได้  เจ็บปวดดังจะขาดใจ  ถ้ายาถูกก็เลือนหายไป  ถ้ายามิถูกก็แก่กล้าเป็นหนอง  มีความเวทนาเป็นอันมาก  แล้วกระทำพิษให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว ดุจจับไข้ให้เชื่อมมัว  ให้ร้อนแต่ศีรษะตลอดจนปลายเท้า  เหมือนไข้สันนิบาตนั้นก็หามิได้   ให้ทุรนทุรายไปจนกว่าหนองจะแตก  เป็นยาปะยะโรค  โรครักษาได้   ไม่ตาย
ยาแก้ฝีฟองพระสมุทร
– ใบฝ้ายแดง  ใบฝ้ายเทศ  ใบผักเป็ดแดง  ใบระงับ  ขมิ้นอ้อย  น้ำตาลทราย  เสมอภาค บดทาข้างนอก พอกก็ได้
– โพกพาย  รากย่านาง  เถาวัลย์เปรียง  รากพุมเรียงทั้งสอง  ขมิ้นอ้อย  ยาข้าวเย็นเหนือ  ยาข้าวเย็นใต้ เสมอภาค  ต้มกิน แก้พิษฝีฟองสมุทรหาย  เป็นยาตัดรากสรรพฝีทั้งปวง  ถ้าเป็นแผลแทรกกำมะถันลง  ๑  ตำลึง ๑  บาท  วิเศษนัก

๑๖.  ฝีครีบกรต : บังเกิดขึ้นตามครีบลิ้น  เมื่อแรกจะขึ้นมีสัณฐานเท่าเมล็ดถั่วเขียวและเมล็ดงาแข็งขึ้นมา  เหมือนเม็ดหูด  แล้วก็เจริญขึ้น  มีพรรณแดงดังชาดจิ้ม  มีอาการกระทำให้ลิ้นนั้นแข็งกระด้าง  ให้เจ็บๆ คัน ๆ  ท่านให้เร่งเกลื่อนเสียแต่ยังอ่อนอยู่  อย่าให้ทันยอดแตกออกได้  ถ้าเจริญแก่เข้าแล้วก็แตกออกเปื่อยลามเป็นขุมๆ มีประเภทเหมือนยวงกระท้อนลามไปในลิ้นพื้นบนและพื้นล่าง  บางทีบวมทะลุลงไปใต้คางให้เป็นหนองและโลหิตไหลมิได้ขาด  เหม็นเหมือนซากศพ  ถ้าผู้ใดเป็นก็เป็นกรรมของผู้นั้น จะได้ ๑ ส่วน เสีย ๓  ส่วน  ไปจนกว่าหนองจะแตก เป็นยาปะยะโรค  โรครักษาได้    ไม่ตาย
ยาแก้ฝีครีบกรต
                    – ใบตานหม่อน  ใบตาลโตนด  ขมิ้นอ้อน  ข้าวไหม้  เสมอภาค  บดพอกหรือทาก็ได้  ทาแก้พิษฝีอันบังเกิดตามครีบชิวหา
– โรกทั้งสอง  ยาข้าวเย็นทั้งสอง  ขันทองพยาบาท  สิ่งละ  ๕  ตำลึง  ต้มกิน   แก้พิษฝีอันบังเกิดในครีบชิวหา

๑๗.  ฝีอุระคะวาต (อุรักกะวาต) : บังเกิดขึ้นตามกระดูกสันหลังข้างในนั้น  บางทีขึ้นตรงกระดูก  บางทีขึ้นระหว่างกระดูกตั้งแต่เบื้องบนถึงที่สุดแห่งกระดูกสันหลังข้างในเบื้องต่ำ  วัณโรคอันนี้เมื่อจะบังเกิดนั้น  เป็นเหตุด้วยลมสุนทราวาตพัดเตโชอาโปธาตุมิได้เสมอกันตามปกติ  จึงบังเกิดวิทราธิโรคขึ้นให้เจริญไปถึงวรรณะ  มีประเภทและกระทำพิษต่างๆ บางทีให้จุกเสียด  บางทีให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ  บางทีทำให้ลงดุจเป็นบิดมีเสมหะโลหิตระคนให้ปวดมวนเป็นกำลัง  แต่เป็นดังนี้ถึง  ๒-๓  ครั้งก็หายไป  ให้เจ็บอุระและชายสะบักดังบุคคลเอาหอกมาปักและดูดไว้ด้วยกอก ให้ขัดยอกทั่วสรรพางค์กาย  จับสะบัดร้อนสะท้านหนาวมิได้มีเวลา  นอนมิหลับ  บริโภคอาหารมิได้  ตาแดงดังสายโลหิต  บางทีให้บวมตั้งแต่ไหล่จนถึงเอว  ให้ร้อนเป็นกำลังและเจ็บทุกข้อทุกกระดูกสัน   หลังข้างนอก  ถ้ารู้มิถึงย่อมตายเสียเป็นอันมาก  ถ้าจะรักษาให้รักษาแต่ยังอ่อนอยู่
ยาแก้ฝีอุระคะวาต
– ยาข้าวเย็นทั้งสอง  เบญจประคำไก่  รากมะกา  ข่าต้น  รากคัดเค้า  ตับเต่าทั้งสอง  โพกพาย  เสมอภาค  สุราครึ่งหนึ่ง  น้ำครึ่งหนึ่ง  ต้มให้กิน  แก้วัณโรคอันชื่อว่า อุรักกะวาต   เกิดขึ้นตามกระดูกสันหลังนั้นหายดีนัก
– เบญจประคำไก่  ใบมะขาม  ใบส้มป่อย  ใบส้มเช้า  เกลือสมุทร  ดีเกลือ  สิ่งละ  ๕  ตำลึง  ต้มให้กินถ่ายฝีอันชื่อว่า อุรักกะวาต   นั้นหายดีนัก
– จันทน์ทั้งสอง  แก่นสน  ผลกระดอม  บอระเพ็ด  แห้วหมู  สันพร้านางแอ  ข่าอ่อน  ไพลอ่อน  ดอกพิกุล  ดอกมะลิ  เกสรบุนนาค  เกสรสารภี   เกสรบัวหลวง  เสมอภาค  ทำเป็นจุลทำแท่งไว้  ละลายน้ำซาวข้าวทั้งกินทั้งชโลม แก้พิษฝีอันชื่อว่า  อุรักกะวาต นั้นหายดีนัก

๑๘.  ฝีสุนทรวาต (สุทวาต) : บังเกิดขึ้นในต้นขั้วกระเพาะปัสสาวะข้างใน  เหตุด้วยแม่ทรางอันขึ้นประจำอยู่ในกระเพาะเบานั้น  อันแพทย์รักษาไปมิได้หายสนิทแต่ยังเป็นกุมารอยู่นั้น  ครั้นเจริญใหญ่ขึ้น  วาโยซึ่งพัดขับปัสสาวะนั้นพัดมิได้สะดวก จึงตั้งเป็นยอดขึ้น  บางทีเป็นด้วยลมกระทบฟกช้ำและบวมขึ้น  วัณโรคจึงบังเกิดเป็นต้น  วัณโรคอันนี้บังเกิดแต่กองปถวี  วาโยระคนกัน มีประเภทกระทำนั้นต่างๆ  บางทีฟกบวมออกมาจนภายนอกแข็งเป็นดานตามฝีเย็บ  มักให้ปวดเป็นกำลัง  ให้ปัสสาวะหยดย้อย  บางทีเป็นหนองและโลหิตไหลออกมาทางช่องปัสสาวะ  บางทีก็แดงออกมาภายนอกดุจผลมะไฟ  แล้วแตกออกเป็นหนองและโลหิตก็มี  บางทีน้ำปัสสาวะเดินทางช่องแผลก็มี  บางทีปัสสาวะ ขัดเข้าเป็นลิ่มเป็นก้อนก็มี                                              วัณโรคนี้เป็นอสาทยโรค  รักษายากนัก
ยาแก้ฝีสุนทรวาต
                    – ชุมเห็ดทั้งห้า  เบญจเหล็ก  บานไม่รู้โรยทั้งห้า  คัดเค้าทั้งห้า  รากลำเจียก  รากหญ้าคา  เถาวัลย์เปรียง  ยาข้าวเย็นทั้งสอง  แก่นแสมทั้งสอง  เสมอภาค  ต้มกิน  แก้วัณโรคอันชื่อว่าสุทวาต  อันบังเกิดในขั้วกระเพาะเบา   หายดีนัก
– ยาพอก   ใบคนทา  ขมิ้นอ้อย  ใบฝ้ายแดง  ข้าวสุกเผา  เสมอภาค บดด้วยสุราพอก

๑๙.  ฝีดาวดาษฟ้า : บังเกิดขึ้นด้วยกองอาโปธาตุ  คือ  น้ำลาย  น้ำเสมหะ  น้ำโลหิต  น้ำโลหิตทั้ง  ๓  นี้ พิการระคนกันเข้า  จึงบังเกิดเม็ดยอดขึ้นภายในทั่วทั้งตับ  ปอด  หัวใจ  ไส้น้อยไส้ใหญ่ทั้งปวง  จะมีกำหนดนั้นหามิได้ แล้ววัณโรคอันนี้เกิดเป็นอุปปาติกะวัณณะบังเกิดด้วยอาโปธาตุ  จะตั้งขึ้นที่ใดก็ให้เจ็บที่นั้นดุจไม้ยอกและหอกปัก  ถ้ามิฉะนั้นดุจตะขาบแมลงป่องขบกัด  จะฟกบวมขึ้นมาภายนอกนั้นหามิได้  มีประเภทกระทำให้จับเชื่อมมัว  สะบัดร้อนสะบัดหนาว  ผอมเหลือง ถ้าแก่เข้าให้จุกแน่นหน้าอก  ให้อาเจียนแต่น้ำลายเหนียว  ให้หอบ ให้สะอึก ให้บวมเท้าให้ลงเป็นหนองและโลหิตเน่า  ให้ปวดมวนเป็นกำลัง  เป็นอสาทยโรค  รักษายากนัก
ยาแก้ฝีดาวดาษฟ้า
                    – โคนไม้รวก  โคนไม้เท้าฤๅษี  โคนไม้ไผ่ป่า  ยาข้าวเย็นทั้งสอง  ขมิ้นอ้อย  ขมิ้นชัน  กระเพราแดง  แก่นแสมทั้งสอง  แก่นขี้เหล็ก  สิ่งละ  ๔  ตำลึง  ต้มให้กินตามกำลัง  แก้วัณโรคอันชื่อว่า ดาวดาษฟ้า  หายดีนัก
– ยาข้าวเย็นทั้งสอง  สมอทั้งสอง  เปลือกตะเคียน  เปลือกขี้อ้ายนา  เปลือกฝิ่นต้น  สิ่งละ  ๒  ตำลึง  ๒  บาท ต้มให้กิน แก้วัณโรคอันชื่อว่า ดาวดาษฟ้า ซึ่งยอดแตกออกไปแล้วนั้นหายดีนักหายดีนัก
– ชุมเห็ดเทศทั้งห้า  ใบมะกา  ข่าหลวง  ใบส้มเสี้ยว  มูลเหล็ก  สิ่งละ  ๕  ตำลึง  ต้มให้กินตามกำลังรุบุพโพวัณโรคอันชื่อว่า ดาวดาษฟ้านั้น  หายดีนัก

ต้นขี้หนอน

ImageImage

ชื่อที่เรียก
ต้นขี้หนอน
ชื่ออื่นๆ
ขี้มอด (ขอนแก่น-โคราช)
หมวดหมู่ทรัพยากร
พืช
ลักษณะ
เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่และจะมีหนามยาว ๆ อยุ่ประปราย ตามลำดับหรือกิ่งไม้ ใบจะเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะคล้ายกับผักหวาน ดอกนั้นจะดกมาก และจะมีขนาดเล็ก มีพิษกินเข้าไปตายได้ เมื่อผลแก่จัดจะมีสีเหลือง
     
     
ประโยชน์
เปลือก ใช้สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่น้ำตีให้เป็นฟองแล้วใช้ฟองนั้นสุมหัวเด็ก ใช้รักษาอาการหวัดคัดจมูก ฟองที่ได้มาจากเปลือกนั้น ยังสามารถนำมาล้างเครื่องเพชรได้เช่น มะคำดีควาย
แหล่งที่พบ
ชุมชนทุ่งลาน
ตำบล
ปากบาง
อำเภอ
เทพา
จังหวัด
สงขลา
ฤดูกาลใช้ประโยชน์
ตลอดปี
ศักยภาพการใช้งาน
รับประทานยอดอ่อนกับน้ำพริก
ชื่อสามัญ
ต้นขี้หนอน
ชื่อวิทยาศาสตร์
Zolling Dongnaiensis
ชื่อวงศ์
Sapindaceae

  ตำราเภสัชกรรมไทย  กองการประกอบโรคศิลปะ

                                 ขี้หนอน   เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่

                                 เปลือกต้น  รสขมเย็น   แก้ไข้ตัวร้อน  แก้หวัดคัดจมูก  น้ำมูกไหล

Image

คุลิก่า

คุลิก่า   เป็นคำนาม หมายถึง เม็ดกรวดที่อยู่ในกระเพาะสัตว์บดเอื้อง เมื่อนานเข้าก็มีเมือกเกาะเป็นเม็ดกลม ถือกันว่าเป็นยาถอนพิษ. ในวงเล็บ มาจากภาษามลายู guliga เขียนว่า จี-ยู-แอล-ไอ-จี-เอ.

คุลิก่า   สมุนไพรชนิดหนึ่งได้มาจากค่าง มีสรรพคุณดับพิษร้อน แก้เสมหะ จุกคอ ดับพิษกาฬและพิษทั้งปวง มีรสเย็น

คุลิก่า    รสเย็น ดับพิษร้อน ดับพิษกาฬ ดับพิษทั้งปวง แก้เสมหะจุกคอ (เสลดหางวัว

 คุลิก่า ก็คือ ปรวดในตัวค่าง ซึ่งได้จากตัวค่างที่ห้อยโหนอยู่ตามต้นไม้เมื่อมันถูกยิงโดยมนุษย์แล้ว มันจะวิ่งไปเก็บใบไม้มาจุกแผลที่ถูกยิง ถ้ามันไม่ตาย หรือ ตกลงมาสู่พื้นดินต่อมานานๆ เข้าแผลนี้หาย เกิดเป็นปรวดขึ้นคือเป็นก้อนๆ ยาวๆ ตามสัตว์ที่กระสุนปืนผ่าน ต่อมาเมื่อค่างตาย พรานที่จับได้จะคลำหาก้อนปรวดนี้ ถ้าได้ก็จะผ่าออก แล้วเอามาขาย เรียกว่า “คุลิก่า” 

   คุลิก่า  ไม่ใช่ต้นไม้   เป็นก้อนปรวดที่เกิดขึ้นเป็นก้อนกลมแข็งคล้ายก้อนหิน   เกิดขึ้นในตัวค่างที่สัตว์คล้ายๆลิง  เอาก้อนหินน้นมาทำยา เป็นขอที่มีราคาแพงเพราะหาได้ยาก

    ประโยชน์ทางยา   ตามสรรพคุณยาโบราณ กล่าวว่า   คุลิก่า มีรสเย็น  ใช้เป็นน้ำกระสายยาแทรกยาอื่นๆ เป็นยาดับพิษร้อน ดับพิษกาฬ  ดับพิษทั้งปวง   ใช้เป็นน้ำกระสายยาแทะกยาสำหรับคนไข้หนักที่มีเสมหะ  จุกคอจนจะสิ้นใจ (ข้อมูลจากหนังสือ “ไม้เทศ เมื่องไทย” หมอเสงี่ยม พงษ์บุญรอด)

    

ต้นขี้ครอก

ต้นขี้ครอก    ชื่อวิทยาศาสตร์    Urena Lobata L.   วงศ์   MALVACEAE 

                  ขี้ครอก(ภาคกลาง), ขี้คาก,หญ้าผมยุ่ง,หญ้าอียู(พายัพ),ขมงดง(สุโขทัย),ขึ้หมู(นครราสีมา),

                   เส้ง ปูลู(ภาคใต้),ปอเส้ง(ปัตตานี),ซัวโบ๋เท้า(จีน)

     ขี้ครอกเป็นไม้พุ่มต้นเล็กคล้ายมะเขือ  สูงประมาณ  ๓-๕ ฟุต  ใบคายมีขน ใบแฉกคล้ายใบมะระ แต่แฉกลึกกว่า  เรียก ขขี้ครอกตัวผู้   ส่วนชนิดที่มีใบแฉกน้อยและตื้น  เรียกว่า  ขี้ครอกตัวเมีย  ดอกสีแดงแกมขาว ลูกเป็นหนามเหนียว  ถ้าขว้างปาบนศีรษะคนก็จะดึงออกยากมาก  ฉะนั้นชาวเหนือ จึงเรียกว่า  “หญ้าผมยุ่ง”  ไม้นี้ชอบขึ้นตามป่าราบและที่ลุ่มรกร้างทั่วไป

มีปลูกกันมากตามสวนยาจีนทั่วไป 

     ตำราเภสัชกรรมไทย   กองการประกอบโรคศิลปะ 

ขี้ครอก     เป็นไม้พุ่มขนาดย่อม คล้ายมะเขือ

               ใบ รสขื่น   แก้ไอ ขับเสมหะ

               ราก รสเย็น ถอนพิษไข้ทั้งปวง

               ใช้ทั้ง ๕  รสขื่นเย็น สรรพคุณ แก้ไตพิการ

 

 

ImageImageImageImage

    ประโยชน์ทางยา    แพทย์ตามชนบทใช้ใบ  ต้มเป็นยาจิบแก้ไอ ดับพิษเสมหะ  ราก รับประทานเป็นเย็นถอนพิษไข้ทั้งปวง  บางจังหวัดใช้ต้นและใบต้มรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ และแก้ไตพิการด้วย

Video

ดูแลมารดาและทารก ๔ (ผดุงครรภ์ไทย ๒๑)

การดูแลมารดาและทารก ๔ /ผดุงครรภ์ไทยตอนที่่ ๒๑ เป็นบทที่ ๖ ของหลักสูตร ผดุงครรภ์ไทย บรรยายสอนโดย อ.ประสิทธิ์ คงทรัพย์ โรงเรียน สิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย โทร.087-1639644
เปิดสอนหลักสูตร การแพทย์แผนไทยทุกประเภท ด้วยระบบออนไลน์แห่งแรกของไทย
สนใจสมัครเรียนได้ที่ siripatclinic@gmail.com / http://www.siripatthaimedonlineschool.com

Tag Cloud