อ.ประสิทธิ์ คงทรัพย์ /ร.ร. สิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย

Archive for May, 2012

Video

ติวสอบตัวยาสมุนไพร ตอน ๒

ติวสอบตัวยาสมุนไพร ตอน ๒ เป็นการสอนดูภาพสมุนไพร ต่างๆ ที่เตรียมความพร้อมให้นักเรียนที่จะสสอบ ภาคปฏิบัติ เภสัชกรรมไทย โดย. ประสิทธิ์ คงทรัพย์ โรงเรียน สิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย
โทร.087-1639644 เปิดสอน หลักสูตร การแพทย์แผนไทย ทุกประเภท ด้วยระบบออนไลน์ แห่งแรกของไทย สมัครเรียนและมอบตัวศิษย์ได้ที่ siripatclinic@gmail.com/ http://www.siripatthaimedonlineschool.com

Advertisements
Video

ติวสอบ ตัวยาสมุนไพร ตอนที่๑

ติวสอบตัวยาสมุนไพร ตอน ๑ เป็นการสอนดูภาพสมุนไพร ต่างๆ ที่เตรียมความพร้อมให้นักเรียนที่จะสสอบ ภาคปฏิบัติ เภสัชกรรมไทย โดย. ประสิทธิ์ คงทรัพย์ โรงเรียน สิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย
โทร.087-1639644 เปิดติวสอบ และสอน หลักสูตร การแพทย์แผนไทย ทุกประเภท ด้วยระบบออนไลน์ แห่งแรกของไทย สมัครเรียนและมอบตัวศิษย์ได้ที่ siripatclinic@gmail.com/ http://www.siripatthaimedonlineschool.com

โรคเริม กับ สมุนไพรไทย

ขิง         แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าขิงมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย ซึ่งขิงนอกจากจะเป็นอาหารได้แล้ว ในทางสมุนไพร ยังถูกนไปใช้มีสรรพคุณหลายอย่าง โดยสูตรแก้โรคเริม ให้เอาเหง้าหรือหัวของขิงแก่ ใหญ่หรือเล็กตามต้องการหรือหาได้ เผาไฟจนผิวนอกดำเป็นถ่าน ค่อย ๆ ใช้มีดขูดเบา ๆ เอาถ่านเป็นผงใส่ภาชนะรองไว้ เผาและขูดต่อเรื่อย ๆ จากนั้นนำเอาผงที่ขูดได้ไปผสมกับน้ำดีหมู ที่มีรสขมเหมือนกับดีวัว คนให้เข้ากันทาบริเวณที่เป็นโรคเริมวันละ 3 ครั้ง จะหายได้ ซึ่งสูตรดังกล่าวเป็นสูตรยากลางบ้านนิยมใช้ได้ผลมาแต่โบราณ 

ขิง หรือ ZINGIBER OFFICINALE ROSCOE อยู่ในวงศ์ZINGIBERACEA ชื่อสามัญ GINGER มีชื่อเรียกอีกคือ ขิงแกลง, ขิงแดง (จันทบุรี) และขิงเผือก (เชียงใหม่) ประโยชน์ เหง้า หรือหัว มีสารเป็นน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ GINGEROL, ZINGIBERONE เป็นสารที่ทำให้ขิงมีกลิ่นหอม ใช้แต่งกลิ่นและเพิ่มรสอาหารหวานคาว ใช้เตรียมเครื่องดื่ม สารที่ทำให้ขิงแก่มีรสเผ็ด ได้แก่ SHOGAOL, ZINGERONE ขิงแก่ ใช้ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ ลดอาการเมารถเรือ และอาเจียน ขิงอ่อน ประกอบอาหารได้หลายอย่างทั้งคาวและหวาน

 

เริม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

โรคเริม (อังกฤษ: Herpes simplex) โรคเริมเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ “Herpes simplex” ซึ่งเชื้อไวรัสตัวนี้มีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดที่ทำให้เกิดแผล (cold sore) ที่พบบริเวณริมฝีปาก ทั้งบนและล่าง หรือมุมปาก พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และชนิดที่มักจะพบเริมบริเวณอวัยวะเพศ พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ลักษณะอาการแบ่งได้เป็นหลายระยะ โดยจะเริ่มจากความรู้สึกคันหรือเจ็บยิบๆบริเวณที่จะเกิดแผล แล้วจะมีผื่น กลายเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสซึ่งภายหลังจะรวมตัวกันอยู่บนผิวหนังประมาณ 1-2 วัน จากนั้นตุ่มน้ำใสนี้ จะแตกออก และตกสะเก็ดแต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นเกือบถึง 1 สัปดาห์ ทั้งนี้เราไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสเริมได้เด็ดขาด แต่เชื้อจะมีระยะพักตัว ซึ่งมักพักตัวอยู่ในเส้นประสาท และก่อให้เกิดตุ่มใสขึ้นอีกได้เสมอๆ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ภูมิคุ้มกันลดลง ความเครียดทางกายหรือจิตใจ ช่วงประจำเดือน เป็นต้น

ชนิดของไวรัสเริม

ในทางการแพทย์สามารถแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเริมเป็น 2 ชนิดคือ

    • 1. Herpes simplex virus type I : HSV-I มักทำให้กิดแผลบริเวณริมฝีปาก หรือ ในช่องปาก หรือบริเวณใดก็ได้เหนือสะดือ
    • 2. Herpes simplex virus type II : HSV-II ทำให้เกิดโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศของทั้งชายและหญิง
  • ทั้งนี้ ไวรัสทั้งสองชนิดสามารถติดต่อในบริเวณที่ต่างจากปกติได้ เช่นHSV-I ก่อให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ

การติดต่อ

เริมทั้ง 2 ชนิดนี้ ติดต่อกันได้ทางการสัมผัสโดยตรง เช่น การใช้แก้วน้ำร่วมกัน การจูบกันและติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโดยการสัมผัสสิ่งของที่ผู้มีเชื้อใช้ เช่น ผ้าเช็ดตัว ช้อน เป็นต้น[2]

การเกิดโรคซ้ำ

อาการแผลของเริมนี้อาจเกิดเป็นซ้ำได้อีก เนื่องจากเชื้อไวรัสเริมนี้จะเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท (ganglion) และมักจะทำให้เป็นเริมซ้ำที่บริเวณเดิม หรือใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิมเสมอ ปัจจัยที่ทำให้เป็นเริมซ้ำได้อีกมีดังนี้

1. การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

2. ความเครียด วิตกกังวล เช่น ทำงานหนัก ใกล้สอบ เป็นต้น

3. ความเจ็บป่วย ช่วงที่สุขภาพอ่อนแอ ทรุดโทรม ไม่ค่อยสบาย จะกลับเป็นเริมได้อีก

4. อากาศร้อน แสงแดด

5. ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ระหว่างมีประจำเดือน

ลักษณะของโรคเริม

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 6-8 วัน จะทำให้ผิวบริเวณนั้นเกิดตุ่มน้ำพองใสเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 2-10 เม็ด ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ ผู้ป่วยจะมีอาการคันหรือแสบร้อนรอบ ๆ ตุ่มใสนี้ ซึ่งต่อมาจะแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ หลายแผลติดกัน ตกเสก็ด และหายไปในที่สุด ซึ่งมักจะไม่ก่อให้เกิดแผลเป็น

เริมอวัยวะเพศ

โรคเริมอวัยวะเพศนี้ มีอัตราการติดต่อสูง ซึ่งโดยมากมักจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่ การใช้ถุงยางอนามัยก็ไม่สามารถป้องกันได้ทีเดียว

อาการของเริมอวัยวะเพศ

มักจะเป็นรุนแรงในช่วงการติดเชื้อครั้งแรกโดยเริ่มปรากฏขึ้นประมาณ 2-3 วัน ถึง 3 อาทิตย์ หลังจากได้รับเชื้อ คือ มีอาการปวดแสบปวดร้อน ระคายเคืองบริเวณที่จะเกิดตุ่มแผล และอาจมีอาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อก่อน เมื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณ 10 วัน จะปรากฏมีตุ่มใส ๆ เกิดขึ้นและมีอาการเจ็บปวดมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยหญิงอาการของโรคจะเกิดขึ้นนาน 3-6 อาทิตย์ หลังจากนั้นไวรัสอาจจะยังอาศัยและซ่อนตัวอยู่ในร่างกายอีกในสภาวะพักตัว และทำให้เกิดเป็น ๆ หาย ๆ มากหรือน้อยแล้วแต่บุคคล เช่น เมื่อมีอารมณ์เครียด มีประจำเดือน หรือมีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น

ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคเริมอวัยวะเพศ

1. งดเพศสัมพันธ์ หรือสัมผัสโดยตรงกับแผลจนกระทั่งแผลหายดีแล้ว พยายามละเว้นการแตะต้องกับบริเวณแผล เพราะอาจจะแพร่ไปสู่บริเวณร่างกายได้

2. สวมชั้นในชนิดฝ้าย ละเว้นการสวมเครื่องนุ่งห่มหรือกางเกงที่คับหรือยีนส์ สตรีควรงดสวมกางเกงชนิดทำจากไนล่อนหรือลินิน

3. สตรีที่เป็นเริมอวัยวะเพศ โอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการตรวจ PAP SMEAR 1-2 ครั้งทุกเดือน

4. ทุกครั้งที่เปลี่ยนแพทย์ ให้เล่าประวัติการเกิดโรคเริมของตนเองกับแพทย์ที่ท่านมารักษาใหม่

5. สตรีตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจเกี่ยบกับเริมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้คลอด ถ้าสงสัยว่าจะเป็นโรคเริมควรรีบปรึกษาแพทย์

วิธีการรักษา

    • สามารถใช้ยาระงับความเจ็บปวดได้ เช่น พาราเซตตามอล ไอบูโปรเฟน ทั้งนี้ ห้ามใช้ แอสไพริน ในเด็ก เพราะอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ ที่ทำให้ถึงแก่ความตายได้
  • การใช้ยาต้านไวรัสนี้ ปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ

1. Acyclovir

2. Famciclovir

3. Valaciclovir

ขิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วงศ์ : Zingiberaceae

สกุล : Zingiber

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe

ขิง (อังกฤษ: Ginger) เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นหอมเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นสองแถว ใบรูปหอกเกลี้ยงๆ กว้าง 1.5 – 2 ซม. ยาว 12 – 20 ซม. หลังใบห่อจีบเป็นรูปรางนำปลายใบสอบเรียวแหลม โคนใบสองแคบและจะเป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม ตรงช่วงระหว่างกาบกับตัวใบจะหักโค้งเป็นข้อศอก ดอก สีขาว ออกรวมกันเป็นช่อรูปเห็ดหรือกระบองโบราณ แทงขึ้นมาจากเหง้า ชูก้านสูงขึ้นมา 15 – 25 ซม. ทุกๆ ดอกที่กาบสีเขียวปนแดงรูปโค้งๆ ห่อรองรับ กาบจะปิดแน่นเมื่อดอกยังอ่อน และจะขยายอ้าให้ เห็นดอกในภายหลัง กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอก มีอย่างละ 3 กลีบ อุ้มน้ำ และหลุดร่วงไว โคนกลีบดอกม้วนห่อ ส่วนปลายกลีบผายกว้างออกเกสรผู้มี 6 อัน ผล กลม แข็ง โต วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม.

ขิงขยายพันธุ์โดยใช้เหง้า ปลูกในดินร่วนซุยผสมปุ๋ยหมัก หรือดินเหนียวปนทราย โดยยกดินเป็นร่องห่างกัน 30 ซม. ปลูกห่างกัน 20 ซม. ลึก 5 – 10 ซม. ขิงชอบขึ้นในที่ชื้นมีการระบายน้ำดี ถ้าน้ำขังอาจโดนโรคเชื้อรา และการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจเป็นการลงทุนสูงแต่คุ้มค่าและจะได้พันธุ์ที่ปลอดเชื้อ เพราะส่วนใหญ่โรคที่พบมักติดมากับท่อนพันธุ์ขิง

ขิงมีอยู่หลายชื่อ ตามแต่ละถิ่น ได้แก่ ขิงแกลง, ขิงแดง (จันทบุรี), ขิงเผือก (เชียงใหม่), สะเอ (แม่ฮ่องสอน) ขิงบ้าน, ขิงแครง, ขิงป่า, ขิงเขา, ขิงดอกเดียว (ภาคกลาง),เกีย (จีนแต้จิ๋ว)

สรรพคุณ

    • เหง้า : รสหวานเผ็ดร้อน ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน แก้หอบไอ ขับเสมหะ แก้บิด เจริญอากาศธาตุ สารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ใช้เหง้าแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ เหง้าสด ตำคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำมะนาว เติมเกลือเล็กน้อย จิบแก้ไอ ขับเสมหะ

    • ต้น : รสเผ็ดร้อน ขับลมให้ผายเรอ แก้จุกเสียด แก้ท้องร่วง

    • ใบ : รสเผ็ดร้อน บำรุงกำเดา แก้ฟกช้ำ แก้นิ่ว แก้ขัดปัสสาวะ แก้โรคตา ฆ่าพยาธิ

    • ดอก : รสเผ็ดร้อน แก้โรคประสาทซึ่งทำให้ใจขุ่นมัว ช่วยย่อยอาหาร แก้ขัดปัสสาวะ

    • ราก : รสหวานเผ็ดร้อนขม แก้แน่น เจริญอาหาร แก้ลม แก้เสมหะ แก้บิด

    • ผล : รสหวานเผ็ด บำรุงน้ำนม แก้ไข้ แก้คอแห้ง เจ็บคอ แก้ตาฟาง เป็นยาอายุวัฒนะ

  • แก่น : ฝนทำยาแก้คัน

สารเคมีและสารอาหารที่สำคัญ

ในเหง้าขิงมี น้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 1 – 3 %ขึ้นอยู่กับวิธีปลูกและช่วงการเก็บรักษา ในน้ำมันประกอบด้วยสารเคมี ที่สำคัญคือ ซิงจิเบอรีน (Zingiberene) , ซิงจิเบอรอล (Zingiberol) , ไบซาโบลี (bisabolene) และแคมฟีน (camphene) มีน้ำมัน (oleo – resin) ในปริมาณสูง เป็นส่วนที่ทำให้ขิงมีกลิ่นฉุน และมีรสเผ็ด ส่วนประกอบสำคัญ ในน้ำมันซัน ได้แก่ จินเจอรอล (gingerol) , โวกาออล (shogaol) , ซิงเจอโรน (zingerine) มีคุณสมบัติเป็นยากัดบูด กันหืน ใช้ใส่ในน้ำมันหรือไขมัน เพื่อป้องกันการบูดหืน สารที่ทำให้ขิงมีคุณสมบัติเป็นยากันบูด กันหืนได้คือ สารจำพวกฟีนนอลิค

ซึ่งเป็นยากลุ่มที่ฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ โดยควรใช้ให้เร็วที่สุดก่อนที่ไวรัสจะเพิ่มจำนวน คือ ช่วงที่เริ่มรู้สึกคันๆ เจ็บๆ ที่บริเวณที่น่าจะเป็น หรือเคยเป็นมาก่อน (ช่วงที่ตุ่มน้ำใสแตกออกเป็นแผลคือ ช่วงที่ไวรัสหยุดเพิ่มจำนวน) และถ้านอนหลับพักผ่อนเพียงพอ อาจหายเองได้ใน 2-3 วัน

   

หลักการจำแนกสมุนไพร

 พืชสมุนไพร มีมากมายหลายลักษณะและหลายประเภท สามารถจำแนกได้หลายวิธี ซึ่งพอจะทำการจำแนกพืชสมุนไพรพอสังเขปได้ ดังนี้

1. การจำแนกตามลักษณะการใช้ประโยชน์

1.1 น้ำมันหอมระเหย (Essential oil) พืชสมุนไพรหลายชนิดสามารถนำมาสกัด น้ำมันหอมระเหยได้โดยวิธีการกลั่น ซึ่งจะได้น้ำมันหอมระเหยมีกลิ่นหอมแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชสมุนไพร น้ำมันหอมระเหยนี้มีสารสำคัญที่สกัดออกมาซึ่งจะใช้ประโยชน์ได้ตรงตามวัตถุประสงค์มากกว่า รวมทั้งการใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการนำพืชสมุนไพรมาใช้ในรูปอื่น ตัวอย่างของพืชสมุนไพรที่นำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย เช่น

น้ำมันตะไคร้หอม ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสบู่ แชมพู น้ำหอมหรือใช้ทำสารไล่แมลง
น้ำมันไพล ใช้ในผลิตภัณฑ์ครีมทาภายนอก ลดอาการอักเสบจากการฟกช้ำ
น้ำมันกระวาน ใช้แต่งกลิ่นเหล้า เครื่องดื่มต่าง ๆ รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอม
น้ำมันพลู ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางหรือใช้เป็นเจลทาภายนอกแก้คัน

1.2 ยารับประทาน พืชสมุนไพรหลายชนิด สามารถนำมาใช้รับประทานเพื่อรักษาอาการของโรคได้ อาจใช้สมุนไพรชนิดเดียว หรือหลายชนิดรวมกันก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสารสำคัญที่มีอยู่ในพืชสมุนไพรชนิดนั้น ๆ ที่ออกฤทธิ์เพื่อการบำบัดรักษา เช่น

แก้ไข้
บอระเพ็ด
ฟ้าทะลายโจร
 
แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
กะเพรา
ไพล
ขิง
ระงับประสาท
ขี้เหล็ก
ไมยราพ
 
ลดไขมันในเส้นเลือด
คำฝอย
กระเจี๊ยบแดง
กระเทียม

1.3 ยาสำหรับใช้ภายนอก เป็นพืชสมุนไพรที่สามารถนำมาบำบัดโรคที่เกิดขึ้นตามผิวหนัง แผลที่เกิดขึ้นตามร่างกายรวมทั้งแผลในปาก อาจใช้สมุนไพรชนิดเดียวหรือหลายชนิดรวมกันก็ได้ ลักษณะของการนำมาใช้มีหลายลักษณะมีทั้งใช้สด บดเป็นผง ครีม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสารสำคัญที่มีอยู่ในพืชสมุนไพร และความสะดวกในการนำมาใช้ ตัวอย่างของพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นยาสำหรับใช้ภายนอก เช่น

รักษาแผลในปาก
บัวบก
หว้า
โทงเทง
 
ระงับกลิ่นปาก
ฝรั่ง
กานพลู
   
แก้แพ้
ผักบุ้งทะเล
ตำลึง
เท้ายายม่อม
เสลดพังพอน
รักษาแผลน้ำร้อนลวก
บัวบก
ยาสูบ
ว่านหางจระเข้
 
แก้งูสวัด
ตำลึง
พุดตาล
ว่านมหากาฬ
เสลดพังพอน

1.4 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องดื่ม พืชสมุนไพรหลายชนิดสามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ผู้บริโภคจึงรู้สึกปลอดภัยในการนำมารับประทาน เช่น

ดูดจับไขมันจากเส้นเลือด ลดน้ำหนัก
บุก
 
เปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน ลดน้ำหนัก
ส้มแขก
 
เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ
หญ้าหนวดแมว
คำฝอย หญ้าหวาน

1.5 เครื่องสำอาง เป็นการนำพืชสมุนไพรมาใช้อีกลักษณะหนึ่ง การนำพืชสมุนไพรมาใช้เป็นเครื่องสำอางมีมานานแล้ว และในปัจจุบันได้รับการยอมรับมากขึ้น เนื่องจากปลอดภัยกว่าการใช้สารสังเคราะห์ทางเคมี ทำให้มีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยมีส่วนผสมของพืชสมุนไพรเกิดขึ้นมากมาย เช่น แชมพู ครีมนวดผม สบู่ โลชั่น ตัวอย่างพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นเครื่องสำอางเช่น อัญชันว่านหางจระเข้ มะคำดีควาย เห็ดหลินจือ เป็นต้น

1.6 ผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เบื่อเมาหรือมีรสขม ซึ่งมีคุณสมบัติในการปราบหรือควบคุมปริมาณการระบาดของแมลงศัตรูพืช โดยไม่มีพิษตกค้างในผลผลิต ไม่มีพิษต่อผู้ใช้และสภาพแวดล้อม ตัวอย่างพืชสมุนไพรที่ใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น สะเดา ยาสูบ ตะไคร้หอม ฟ้าทะลายโจร ไพล เป็นต้น

2. การจำแนกตามลักษณะภายนอกของพืช

พืชสมุนไพร ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล แต่ละส่วนทำหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิต พืชชนิดเดียวกันมีลักษณะของส่วนเหล่านี้เหมือนกัน แต่อาจมีรูปร่าง ขนาด หรือสีแตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภูมิภาค ประเภทและความอุดมสมบูรณ์ของดิน เป็นต้น

ลักษณะของส่วนต่าง ๆ มีการจำแนกตามลักษณะภายนอกของพืชออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้

1. ราก

ราก คือ ส่วนหนึ่งที่งอกต่อจากต้นลงไปในดิน ไม่แบ่งข้อและไม่แบ่งปล้อง ไม่มีใบ ตา และดอก หน้าที่ของราก คือสะสมและดูดซึมอาหารมาบำรุงเลี้ยงต้นพืช นอกจากนี้ยังยึดและค้ำจุนต้นพืช อีกด้วย รากของต้นพืชหลายชนิดก็ใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เช่น กระชาย เป็นต้น

รูปร่างและลักษณะของราก แบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ คือ

1. ระบบรากแก้ว ต้นพืชหลายชนิดเป็นแบบรากแก้ว คือมีรากสำคัญงอกออกจากลำต้นส่วนปลายรูปร่างยาว ใหญ่ เป็นรูปกรวยด้านข้างของรากแก้ว จะแตกแขนงออกได้ 2-3 ครั้ง ไปเรื่อย ๆ รากเล็กส่วนปลายจะมีรากฝอยเล็ก ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มเนื้อที่ในการดูดซึมอาหารให้กับต้นพืช มักจะพบว่าพืชใบเลี้ยงคู่จะมีรากแบบรากแก้ว ตัวอย่างพืชที่มีลักษณะนี้คือ ขี้เหล็ก คูน มะกา มะหาด เป็นต้น

2. ระบบรากฝอย เป็นรากที่งอกออกจากลำต้นส่วนปลายพร้อมกันหลายๆ ราก ลักษณะเป็นรากกลมยาวขนาดเท่าๆ กันพบว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีรากแบบรากฝอย ตัวอย่างพืชที่มีรากแบบนี้คือ ตะไคร้ หญ้าคา เป็นต้น

ตามปกติรากอยู่ใต้ดิน แต่มีบางชนิดที่รากจะเปลี่ยนลักษณะไป เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมภายนอก รากที่เปลี่ยนลักษณะไปนี้มีหลายชนิด เช่น รากสะสมอาหาร รากค้ำจุน รากเกี่ยวพัน รากอากาศ เป็นต้น รากชนิดนี้บางครั้งก็อยู่บนดินจะต้องใช้การสังเกต แต่อย่างไรก็ตาม มันยังคงลักษณะทั่วไปของรากให้เราสังเกตเห็นได้

รากสะสมอาหาร พบในรากแครอท รากไช้เท้า

 

รากค้ำจุน พบในต้นไทร ต้นเตย เป็นรากที่งอกออกจากกิ่งหรือลำต้นช่วยพยุงลำต้นไม่ให้ล้ม

รากอากาศ พบในพวกต้นกล้วยไม้ ช่วยดูดความชื้นจากอากาศ

รากยึดเกาะ เช่นรากที่งอกตามข้อของต้นพลู ช่วยให้ต้นพลูสามารถเกาะกับวัสดุหรือต้นไม้อื่น ไต่ขึ้นไปที่สูง ๆ ได้ดี

2. ลำต้น

เป็นโครงสร้างที่สำคัญของพืช ปกติอยู่เหนือผิวดิน หรืออาจบางทีมีบางส่วนอยู่ใต้ดิน มี ข้อ ปล้อง ใบ หน่อ และดอกหน้าที่ของลำต้น ลำเลียงอาหาร ค้ำจุนและสะสมอาหารให้ต้นพืช ลำต้นของต้นไม้หลายชนิดเป็น ยาสมุนไพร เช่น ขี้เหล็ก แคบ้าน บอระเพ็ด ตะไคร้ มะขาม เป็นต้น

รูปร่างและลักษณะของลำต้น แบ่งได้เป็น 4 ส่วน คือ

1) ข้อ(Node)

2) ปล้อง(Internode)

3) ตาดอก(Flower Bud)

4) กิ่งข้าง(Lateral branch)

บริเวณเหล่านี้จะมีกิ่งก้าน ใบ ดอก เกิดขึ้นซึ่งทำให้ต้นพืชแต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกันออกไป หากต้องการสังเกตส่วนที่เหนือดินของพืชสมุนไพร สิ่งแรกที่ต้องสังเกต คือ ลำต้นของต้นพืชนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ลักษณะตา ข้อ และปล้องเป็นอย่างไร แตกต่างจากลำต้นของต้นพืชอย่างไร

หน้าที่ของลำต้น คือ

1) ช่วยชูใบ ดอก ขึ้นสู่อากาศ

2) ช่วยสะสมอาหารให้กับต้นพืช เช่น เผือก ขิง

3) เป็นทางลำเลียงอาหารและวัตถุดิบจากรากผ่านไปยังใบสำหรับสังเคราะห์เป็นอาหารของพืช

4) ช่วยสร้างอาหาร คาร์โบไฮเดรต โดยวิธีสังเคราะห์แสง เช่น บอระเพ็ด

ชนิดของลำต้น แบ่งตามลักษณะภายนอกของลำต้นได้ ดังนี้

  1. ประเภทไม้ยืนต้น เป็นไม้ที่ขึ้นตรงลำต้นเดี่ยวและสูงใหญ่มากกว่า 6 เมตร มีเนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง ลำต้นชัดเจนแบ่งกิ่งก้านแผ่ออกไป เช่น อบเชย มะกา ยอ คูน เป็นต้น
  2. ประเภทไม้พุ่ม มีลำต้นไม่ชัดเจน สามารถแบ่งกิ่งได้ตั้งแต่ส่วนโคนของลำต้น เป็นต้นไป เช่น ทองพันชั่ง มะนาว ชุมเห็ดเทศ ขลู่ เป็นต้น
  3. ประเภทไม้ล้มลุก เป็นพืชที่มีลำต้นอ่อน ไม่มีเนื้อไม้ หักง่าย มีอายุ 1 ปี หรือหลายปี เช่น กล้วยน้ำว้า ว่านหางจระเข้ แมงลัก ขมิ้น เป็นต้น
  4. ประเภทไม้เลื้อยหรือไม้เถา มีก้านยาวและไม่สามารถตั้งตรงได้มีลักษณะเลี้อยพันคดเคี้ยวไปโดยใช้ส่วนของพืชเกาะ เช่น หนวด หนาม เป็นต้น เนื้อไม้ของลำต้นบางชนิดแข็ง และบางชนิดก็อ่อนเช่นเดียวกับหญ้า เช่น ฟักทอง บอระเพ็ด มะแว้งเครือ เล็บมือนาง เป็นต้น

ลำต้นส่วนใหญ่อยู่บนดิน มีข้อ ปล้องและตา สังเกตเห็นได้ชัดเจน พืชบางชนิดมีลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนที่อยู่เหนือดินคือ กาบใบหุ้มซ้อน ๆ กัน ทำให้มีลักษณะที่เข้าใจผิดว่าเป็นลำต้น ลำต้นใต้ดินมักพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ เช่น กล้วย ขิง ข่า ตะไคร้

ลำต้นใต้ดิน แบ่งเป็นหลายประเภท ที่รู้จักกันมากคือ เหง้า

เหง้า เป็นลำต้นใต้ดินที่เห็น ข้อ ปล้องชัดเจน ลำต้นทอดขนานกับผิวดิน มีตาบริเวณข้อเพื่อแตกใบในแต่ละปีส่วนที่งอกขึ้นบนดินมักมีอายุ 1 ปีแล้วตายโดยที่ลำต้นใต้ดินยังคงอยู่เรียกว่า ลงหัว ในปีต่อไปจะงอกใบจากตาในที่ใหม่ เช่น ข่า ขิง ไพล กระทือ เป็นต้น

ลำต้นใต้ดิน ชนิดอื่น ๆ นอกจากเหง้า ได้แก่ หัวหอม หัวกระเทียม หัวบุก หัวบอน หัวแห้วหมู

หัวบุก
หัวหอม

 

 

ตารางแสดงตัวอย่างการจำแนกพืชสมุนไพรตามลักษณะของลำต้น
ไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก ไม้เลื้อยหรือไม้เถา
ขี้เหล็ก หญ้าหนวดแมว ฟ้าทะลายโจร ดีปลี
สะเดา ชลู่ ขมิ้น มะแว้งเครือ
ส้มแขก ทองพันชั่ง ไพล หางไหลแดง
การบูน ชุมเห็ดเทศ ขิง บอระเพ็ด
กานพลู มะแว้งต้น เปราะหอม บัวบก
กานพลู มะแว้งต้น เปราะหอม บัวบก
จันทน์เทศ กระเจี๊ยบแดง แมงลัก พลู
ฝาง เจตมูลเพลิง เร่ว อัญชัน
ฝรั่ง พิมเสนต้น ลำโพง กวาวเครือ
เพกา ระย่อม ว่านน้ำ ข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้
มะคำดีควาย ส้มป่อย โสมไทย โคคลาน
มะขามแขก พญายอ หญ้าปักกิ่ง เถาวัลย์เปรียง
สมอภิเภก เสลดพังพอนตัวผู้ หญ้าหวาน บอระเพ็ดพุงช้าง
อบเชย หนุมานประสานกาย ว่านหางจระเข้ รางจืด
พุงทะลาย   กระวาน หนอนตายหยาก
สำโรง   เนระพูสีไทย สะค้าน
      เพชรสังฆาต

3. ใบ

ใบ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญกับต้นพืชมีหน้าที่ สังเคราะห์แสง ผลิตอาหาร และเป็นส่วนแลกเปลี่ยนน้ำและอากาศของต้นพืช ใบเกิดจากด้านนอกของกิ่งหรือตากิ่ง ลักษณะที่พบโดยทั่วไปเป็นแผ่นที่มีสีเขียว (สีเขียวเกิดจากสารชื่อคลอโรฟิลล์อยู่ในใบของพืช) ใบของพืชหลายชนิดใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เช่น มะกา ฟ้าทะลายโจร กะเพรา ชุมเห็ดเทศ ฝรั่ง มะขามแขก เป็นต้น

รูปร่างและลักษณะของใบ ใบที่สมบูรณ์มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ตัวใบ ก้านใบและหูใบ ใบที่มีส่วนประกอบครบทั้ง 3 ส่วน เรียกว่าใบสมบูรณ์ และใบที่มีส่วนประกอบไม่ครบ อาจมีเพียงหนึ่งหรือสองส่วน

แผ่นใบ มีรูปร่างหลายอย่าง อาจเป็นรูปไข่ รูปวงรี รูปใบหอก รูปหัวใจ รูปขอบขนาน หรือสามเหลี่ยม ขอบใบอาจเรียบ หยักเว้าเป็นแฉก หยักเป็นซี่ฟัน หรือเป็นคลื่น ปลายใบและโคนใบ ก็มีลักษณะแตกต่างกันได้ เช่นปลายมน ปลายแหลม ถ้าเราสามารถสังเกตและจดจำลักษณะเหล่านี้ของพืชแต่ละชนิดได้ จะช่วยในการจำแนกพืชที่ดูเพียงผิวเผินว่ามีลักษณะคล้ายกัน ออกจากกันได้อย่างชัดเจน


ชนิดของใบ แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

    1. แบบใบเดี่ยว มีแผ่นใบชิ้นเดียว ก้านใบอันหนึ่งมีเพียงใบเดียว เช่น กระวาน กานพลู ขลู่ ยอ เป็นต้น บางชนิดขอบใบเว้าลึกเป็นแฉกจนถึงเกือบเส้นกลางใบ แต่ตัวใบไม่ขาดออกจากกัน เช่น ใบมันสำปะหลังก็ยังจัดเป็นใบเดี่ยว

  1. แบบใบประกอบ แผ่นใบแยกย่อยเป็นหลายแผ่น แต่ละแผ่นย่อยเรียกว่าใบย่อย แต่ละใบย่อยอาจจะมีส่วนประกอบครบ 3 ส่วน เหมือนใบเดี่ยวหรือไม่ก็ได้ บางครั้งอาจเป็นการยากที่จะบอกได้ว่า ใบนั้นเป็นใบเดี่ยวหรือใบประกอบ เพราะขนาดของใบย่อยในพืชแต่ละชนิดไม่เท่ากัน และไม่จำเป็นต้องมีขนาดเล็กเสมอไป ใบย่อยบางชนิดมีขนาดใหญ่ เช่นใบชุมเห็ด บางครั้งใบเดี่ยวก็มีขนาดเล็กจนทำให้เข้าใจผิดได้ว่าเป็นใบประกอบ เช่น ต้นลูกใต้ใบ เป็นต้น สิ่งที่จะช่วยในการสังเกต คือ ตาซอกใบ ซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณซอกระหว่างใบและกิ่ง ไม่งอกอยูในซอกระหว่างใบย่อยและแกนกลางใบ รวมถึงการสังเกตความแก่อ่อนของใบ ใบประกอบความแก่อ่อนของใบย่อย จะเท่ากันตลอดตั้งแต่โคนใบถึงปลายใบ ตรงปลายสุดไม่เป็นยอดที่จะเจริญต่อไป เช่น มะขามแขก แคบ้าน ขี้เหล็ก เป็นต้น
ใบประกอบชั้นเดียว

 

 

ใบประกอบ อาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิด

  1. ใบประกอบแบบพัด ใบย่อยทุกใบแยกออกจากจุดเดียวกัน เช่น ใบหนุมานประสานกาย เป็นต้น
  2. ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยแยกออกจากแกนกลาง ที่เป็นก้าน ยาวเรียว ใบประกอบชนิดนี้ อาจมีชั้นเดียว คือมีการแตกใบย่อยครั้งเดียว เช่น ใบสะเดา หรือแตกเพิ่มเป็น 2-3 ครั้ง เรียกว่าใบประกอบ 2 ชั้น ใบประกอบ 3 ชั้น ตามลำดับ

ตัวอย่างใบประกอบ 2 ชั้น เช่น ใบก้ามปู ใบสีเสียด เป็นต้น

ตัวอย่างใบประกอบ 3 ชั้น เช่น ใบปีบ ใบเพกา เป็นต้น

ใบประกอบ 2 ชั้น

 

 

การเรียงตัวของใบ ลักษณะการเรียงตัวของใบที่พบบ่อย ๆ ได้แก่

  1. ออกสลับ แต่ละข้อมี 1 ใบ
  2. ออกตรงข้าม แต่ละข้อมีใบ 1 คู่ เช่น ใบกะเพรา
  3. 3. ออกรอบข้อ แต่ละข้อมีใบมากกว่า 2 ใบ เรียงรอบข้อ เช่น ใบบานบุรี ยี่โถ

สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างของใบ คือเส้นใบ โดยทั่วไป เส้นใบมี 2 แบบ คือ แบบขนานและแบบร่างแห รวมทั้งยังมีความแตกต่างของเนื้อใบ เนื้อใบมีหลายอย่างเช่น แบบหนัง แบบหญ้า แบบกระดาษ แบบอมน้ำ หากสังเกตตัวใบควรสังเกตความหนาบางและความอวบน้ำของใบด้วย จะช่วยให้เรารู้จักต้นไม้นั้นดียิ่งขึ้น

4. ดอก

ดอก เป็นส่วนที่สำคัญในการแพร่พันธุ์ของพืช เป็นลักษณะเด่นพิเศษของต้นไม้แต่ละชนิดส่วนประกอบของดอกมีความแตกต่างกันตามชนิดของพันธุ์ไม้ และลักษณะที่แตกต่างกันนี้ใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการจำแนกประเภทของต้นไม้ ดอกของต้นไม้หลายชนิดเป็นยาได้ เช่น กานพลู ชุมเห็ดเทศ พิกุล ลำโพง ดอกคำฝอย เป็นต้น

รูปร่างและลักษณะของดอก ดอกมีส่วนประกอบสำคัญ 5 ส่วน คือ ก้านดอก กลีบรอง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ดอกที่มีส่วนประกอบครบ 5 ส่วนเรียกว่า ดอกสมบูรณ์ การสังเกตลักษณะของดอกควรสังเกตทีละส่วนอย่างละเอียดเช่น กลีบดอก สังเกตจำนวนของกลีบดอก การเรียงตัวของกลีบดอก รูปร่างของกลีบดอก สี กลิ่น เป็นต้นลักษณะที่ดอกออกจากตาดอกนั้นมีทั้งแบบดอกเดี่ยว คือ ก้านดอกอันหนึ่งมีดอกเพียงดอกเดียว เช่นดอกกุหลาบ ดอกบัว กระทกรก ชบา และแบบดอกช่อ คือ ก้านดอกอันหนึ่งมีมากกว่า 2 ดอกขึ้นไป เช่น กล้วย หญ้า พลับพลึง ข้าวโพด เป็นต้น การเรียงตัวของช่อดอกนี้มีมากมายหลายอย่างขึ้นอยู่กับชนิดของพืช จึงควรสังเกตลักษณะพิเศษของดอกแต่ละชนิดให้ดี

5. ผล

ผล คือ ส่วนของพืชที่เกิดจากการผสมระหว่างเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน หรือคนละดอกก็ได้ มีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันออกไปตามชนิดของพืช มีผลของต้นไม้บางอย่างเป็นยาได้ เช่น มะเกลือ ดีปลี มะแว้งต้น กระวาน เป็นต้น

รูปร่างและลักษณะผล มีมากมายหลายอย่างตามชนิดของต้นไม้ที่แตกต่างกัน

แบ่งลักษณะการเกิดของผล แบ่งได้เป็น

  1. ผลเดี่ยว คือ ผลที่เกิดจากรังไข่อันเดียว เช่น ฝรั่ง ทับทิม มะพร้าว เป็นต้น
  2. ผลกลุ่ม คือ ผลที่เกิดจากดอกเดี่ยวที่มีหลายรังไข่หลอมรวมกัน เช่น น้อยหน่า เป็นต้น
  3. ผลรวม คือ ผลที่เกิดจากดอกช่อหลายดอก เช่น สับปะรด ยอ เป็นต้น

และยังมีการแบ่งผลออกเป็น 3 แบบ คือ ผลเนื้อ ผลแห้งชนิดแตก และผลแห้งชนิดไม่แตกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การสังเกตลักษณะของผลทำได้ไม่ยาก ต้องสังเกตลักษณะผลทั้งลักษณะภายนอก และภายในจึงจะสามารถจำแนกผลไม้นั้นว่าแตกต่างกับต้นไม้อย่างอื่นอย่างไร นอกจากผลของต้นไม้เป็นยาได้ ยังมีเมล็ดภายในผลที่อาจเป็นยาได้อีกเช่น สะแก ฟักทอง เป็นต้น ฉะนั้นในการสังเกตลักษณะของผล ควรสังเกตลักษณะรูปร่างของเมล็ดไปพร้อมกันด้วย


 

หลักการจำแนกสมุนไพร

 พืชสมุนไพร มีมากมายหลายลักษณะและหลายประเภท สามารถจำแนกได้หลายวิธี ซึ่งพอจะทำการจำแนกพืชสมุนไพรพอสังเขปได้ ดังนี้

1. การจำแนกตามลักษณะการใช้ประโยชน์

1.1 น้ำมันหอมระเหย (Essential oil) พืชสมุนไพรหลายชนิดสามารถนำมาสกัด น้ำมันหอมระเหยได้โดยวิธีการกลั่น ซึ่งจะได้น้ำมันหอมระเหยมีกลิ่นหอมแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชสมุนไพร น้ำมันหอมระเหยนี้มีสารสำคัญที่สกัดออกมาซึ่งจะใช้ประโยชน์ได้ตรงตามวัตถุประสงค์มากกว่า รวมทั้งการใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการนำพืชสมุนไพรมาใช้ในรูปอื่น ตัวอย่างของพืชสมุนไพรที่นำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย เช่น

น้ำมันตะไคร้หอม ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสบู่ แชมพู น้ำหอมหรือใช้ทำสารไล่แมลง
น้ำมันไพล ใช้ในผลิตภัณฑ์ครีมทาภายนอก ลดอาการอักเสบจากการฟกช้ำ
น้ำมันกระวาน ใช้แต่งกลิ่นเหล้า เครื่องดื่มต่าง ๆ รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอม
น้ำมันพลู ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางหรือใช้เป็นเจลทาภายนอกแก้คัน

1.2 ยารับประทาน พืชสมุนไพรหลายชนิด สามารถนำมาใช้รับประทานเพื่อรักษาอาการของโรคได้ อาจใช้สมุนไพรชนิดเดียว หรือหลายชนิดรวมกันก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสารสำคัญที่มีอยู่ในพืชสมุนไพรชนิดนั้น ๆ ที่ออกฤทธิ์เพื่อการบำบัดรักษา เช่น

แก้ไข้
บอระเพ็ด
ฟ้าทะลายโจร
 
แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
กะเพรา
ไพล
ขิง
ระงับประสาท
ขี้เหล็ก
ไมยราพ
 
ลดไขมันในเส้นเลือด
คำฝอย
กระเจี๊ยบแดง
กระเทียม

1.3 ยาสำหรับใช้ภายนอก เป็นพืชสมุนไพรที่สามารถนำมาบำบัดโรคที่เกิดขึ้นตามผิวหนัง แผลที่เกิดขึ้นตามร่างกายรวมทั้งแผลในปาก อาจใช้สมุนไพรชนิดเดียวหรือหลายชนิดรวมกันก็ได้ ลักษณะของการนำมาใช้มีหลายลักษณะมีทั้งใช้สด บดเป็นผง ครีม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสารสำคัญที่มีอยู่ในพืชสมุนไพร และความสะดวกในการนำมาใช้ ตัวอย่างของพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นยาสำหรับใช้ภายนอก เช่น

รักษาแผลในปาก
บัวบก
หว้า
โทงเทง
 
ระงับกลิ่นปาก
ฝรั่ง
กานพลู
   
แก้แพ้
ผักบุ้งทะเล
ตำลึง
เท้ายายม่อม
เสลดพังพอน
รักษาแผลน้ำร้อนลวก
บัวบก
ยาสูบ
ว่านหางจระเข้
 
แก้งูสวัด
ตำลึง
พุดตาล
ว่านมหากาฬ
เสลดพังพอน

1.4 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องดื่ม พืชสมุนไพรหลายชนิดสามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ผู้บริโภคจึงรู้สึกปลอดภัยในการนำมารับประทาน เช่น

ดูดจับไขมันจากเส้นเลือด ลดน้ำหนัก
บุก
 
เปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน ลดน้ำหนัก
ส้มแขก
 
เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ
หญ้าหนวดแมว
คำฝอย หญ้าหวาน

1.5 เครื่องสำอาง เป็นการนำพืชสมุนไพรมาใช้อีกลักษณะหนึ่ง การนำพืชสมุนไพรมาใช้เป็นเครื่องสำอางมีมานานแล้ว และในปัจจุบันได้รับการยอมรับมากขึ้น เนื่องจากปลอดภัยกว่าการใช้สารสังเคราะห์ทางเคมี ทำให้มีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยมีส่วนผสมของพืชสมุนไพรเกิดขึ้นมากมาย เช่น แชมพู ครีมนวดผม สบู่ โลชั่น ตัวอย่างพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นเครื่องสำอางเช่น อัญชันว่านหางจระเข้ มะคำดีควาย เห็ดหลินจือ เป็นต้น

1.6 ผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เบื่อเมาหรือมีรสขม ซึ่งมีคุณสมบัติในการปราบหรือควบคุมปริมาณการระบาดของแมลงศัตรูพืช โดยไม่มีพิษตกค้างในผลผลิต ไม่มีพิษต่อผู้ใช้และสภาพแวดล้อม ตัวอย่างพืชสมุนไพรที่ใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น สะเดา ยาสูบ ตะไคร้หอม ฟ้าทะลายโจร ไพล เป็นต้น

2. การจำแนกตามลักษณะภายนอกของพืช

พืชสมุนไพร ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล แต่ละส่วนทำหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิต พืชชนิดเดียวกันมีลักษณะของส่วนเหล่านี้เหมือนกัน แต่อาจมีรูปร่าง ขนาด หรือสีแตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภูมิภาค ประเภทและความอุดมสมบูรณ์ของดิน เป็นต้น

ลักษณะของส่วนต่าง ๆ มีการจำแนกตามลักษณะภายนอกของพืชออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้

1. ราก

ราก คือ ส่วนหนึ่งที่งอกต่อจากต้นลงไปในดิน ไม่แบ่งข้อและไม่แบ่งปล้อง ไม่มีใบ ตา และดอก หน้าที่ของราก คือสะสมและดูดซึมอาหารมาบำรุงเลี้ยงต้นพืช นอกจากนี้ยังยึดและค้ำจุนต้นพืช อีกด้วย รากของต้นพืชหลายชนิดก็ใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เช่น กระชาย เป็นต้น

รูปร่างและลักษณะของราก แบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ คือ

1. ระบบรากแก้ว ต้นพืชหลายชนิดเป็นแบบรากแก้ว คือมีรากสำคัญงอกออกจากลำต้นส่วนปลายรูปร่างยาว ใหญ่ เป็นรูปกรวยด้านข้างของรากแก้ว จะแตกแขนงออกได้ 2-3 ครั้ง ไปเรื่อย ๆ รากเล็กส่วนปลายจะมีรากฝอยเล็ก ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มเนื้อที่ในการดูดซึมอาหารให้กับต้นพืช มักจะพบว่าพืชใบเลี้ยงคู่จะมีรากแบบรากแก้ว ตัวอย่างพืชที่มีลักษณะนี้คือ ขี้เหล็ก คูน มะกา มะหาด เป็นต้น

2. ระบบรากฝอย เป็นรากที่งอกออกจากลำต้นส่วนปลายพร้อมกันหลายๆ ราก ลักษณะเป็นรากกลมยาวขนาดเท่าๆ กันพบว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีรากแบบรากฝอย ตัวอย่างพืชที่มีรากแบบนี้คือ ตะไคร้ หญ้าคา เป็นต้น

ตามปกติรากอยู่ใต้ดิน แต่มีบางชนิดที่รากจะเปลี่ยนลักษณะไป เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมภายนอก รากที่เปลี่ยนลักษณะไปนี้มีหลายชนิด เช่น รากสะสมอาหาร รากค้ำจุน รากเกี่ยวพัน รากอากาศ เป็นต้น รากชนิดนี้บางครั้งก็อยู่บนดินจะต้องใช้การสังเกต แต่อย่างไรก็ตาม มันยังคงลักษณะทั่วไปของรากให้เราสังเกตเห็นได้

รากสะสมอาหาร พบในรากแครอท รากไช้เท้า

 

รากค้ำจุน พบในต้นไทร ต้นเตย เป็นรากที่งอกออกจากกิ่งหรือลำต้นช่วยพยุงลำต้นไม่ให้ล้ม

รากอากาศ พบในพวกต้นกล้วยไม้ ช่วยดูดความชื้นจากอากาศ

รากยึดเกาะ เช่นรากที่งอกตามข้อของต้นพลู ช่วยให้ต้นพลูสามารถเกาะกับวัสดุหรือต้นไม้อื่น ไต่ขึ้นไปที่สูง ๆ ได้ดี

2. ลำต้น

เป็นโครงสร้างที่สำคัญของพืช ปกติอยู่เหนือผิวดิน หรืออาจบางทีมีบางส่วนอยู่ใต้ดิน มี ข้อ ปล้อง ใบ หน่อ และดอกหน้าที่ของลำต้น ลำเลียงอาหาร ค้ำจุนและสะสมอาหารให้ต้นพืช ลำต้นของต้นไม้หลายชนิดเป็น ยาสมุนไพร เช่น ขี้เหล็ก แคบ้าน บอระเพ็ด ตะไคร้ มะขาม เป็นต้น

รูปร่างและลักษณะของลำต้น แบ่งได้เป็น 4 ส่วน คือ

1) ข้อ(Node)

2) ปล้อง(Internode)

3) ตาดอก(Flower Bud)

4) กิ่งข้าง(Lateral branch)

บริเวณเหล่านี้จะมีกิ่งก้าน ใบ ดอก เกิดขึ้นซึ่งทำให้ต้นพืชแต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกันออกไป หากต้องการสังเกตส่วนที่เหนือดินของพืชสมุนไพร สิ่งแรกที่ต้องสังเกต คือ ลำต้นของต้นพืชนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ลักษณะตา ข้อ และปล้องเป็นอย่างไร แตกต่างจากลำต้นของต้นพืชอย่างไร

หน้าที่ของลำต้น คือ

1) ช่วยชูใบ ดอก ขึ้นสู่อากาศ

2) ช่วยสะสมอาหารให้กับต้นพืช เช่น เผือก ขิง

3) เป็นทางลำเลียงอาหารและวัตถุดิบจากรากผ่านไปยังใบสำหรับสังเคราะห์เป็นอาหารของพืช

4) ช่วยสร้างอาหาร คาร์โบไฮเดรต โดยวิธีสังเคราะห์แสง เช่น บอระเพ็ด

ชนิดของลำต้น แบ่งตามลักษณะภายนอกของลำต้นได้ ดังนี้

  1. ประเภทไม้ยืนต้น เป็นไม้ที่ขึ้นตรงลำต้นเดี่ยวและสูงใหญ่มากกว่า 6 เมตร มีเนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง ลำต้นชัดเจนแบ่งกิ่งก้านแผ่ออกไป เช่น อบเชย มะกา ยอ คูน เป็นต้น
  2. ประเภทไม้พุ่ม มีลำต้นไม่ชัดเจน สามารถแบ่งกิ่งได้ตั้งแต่ส่วนโคนของลำต้น เป็นต้นไป เช่น ทองพันชั่ง มะนาว ชุมเห็ดเทศ ขลู่ เป็นต้น
  3. ประเภทไม้ล้มลุก เป็นพืชที่มีลำต้นอ่อน ไม่มีเนื้อไม้ หักง่าย มีอายุ 1 ปี หรือหลายปี เช่น กล้วยน้ำว้า ว่านหางจระเข้ แมงลัก ขมิ้น เป็นต้น
  4. ประเภทไม้เลื้อยหรือไม้เถา มีก้านยาวและไม่สามารถตั้งตรงได้มีลักษณะเลี้อยพันคดเคี้ยวไปโดยใช้ส่วนของพืชเกาะ เช่น หนวด หนาม เป็นต้น เนื้อไม้ของลำต้นบางชนิดแข็ง และบางชนิดก็อ่อนเช่นเดียวกับหญ้า เช่น ฟักทอง บอระเพ็ด มะแว้งเครือ เล็บมือนาง เป็นต้น

ลำต้นส่วนใหญ่อยู่บนดิน มีข้อ ปล้องและตา สังเกตเห็นได้ชัดเจน พืชบางชนิดมีลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนที่อยู่เหนือดินคือ กาบใบหุ้มซ้อน ๆ กัน ทำให้มีลักษณะที่เข้าใจผิดว่าเป็นลำต้น ลำต้นใต้ดินมักพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ เช่น กล้วย ขิง ข่า ตะไคร้

ลำต้นใต้ดิน แบ่งเป็นหลายประเภท ที่รู้จักกันมากคือ เหง้า

เหง้า เป็นลำต้นใต้ดินที่เห็น ข้อ ปล้องชัดเจน ลำต้นทอดขนานกับผิวดิน มีตาบริเวณข้อเพื่อแตกใบในแต่ละปีส่วนที่งอกขึ้นบนดินมักมีอายุ 1 ปีแล้วตายโดยที่ลำต้นใต้ดินยังคงอยู่เรียกว่า ลงหัว ในปีต่อไปจะงอกใบจากตาในที่ใหม่ เช่น ข่า ขิง ไพล กระทือ เป็นต้น

ลำต้นใต้ดิน ชนิดอื่น ๆ นอกจากเหง้า ได้แก่ หัวหอม หัวกระเทียม หัวบุก หัวบอน หัวแห้วหมู

หัวบุก
หัวหอม

 

 

ตารางแสดงตัวอย่างการจำแนกพืชสมุนไพรตามลักษณะของลำต้น
ไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก ไม้เลื้อยหรือไม้เถา
ขี้เหล็ก หญ้าหนวดแมว ฟ้าทะลายโจร ดีปลี
สะเดา ชลู่ ขมิ้น มะแว้งเครือ
ส้มแขก ทองพันชั่ง ไพล หางไหลแดง
การบูน ชุมเห็ดเทศ ขิง บอระเพ็ด
กานพลู มะแว้งต้น เปราะหอม บัวบก
กานพลู มะแว้งต้น เปราะหอม บัวบก
จันทน์เทศ กระเจี๊ยบแดง แมงลัก พลู
ฝาง เจตมูลเพลิง เร่ว อัญชัน
ฝรั่ง พิมเสนต้น ลำโพง กวาวเครือ
เพกา ระย่อม ว่านน้ำ ข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้
มะคำดีควาย ส้มป่อย โสมไทย โคคลาน
มะขามแขก พญายอ หญ้าปักกิ่ง เถาวัลย์เปรียง
สมอภิเภก เสลดพังพอนตัวผู้ หญ้าหวาน บอระเพ็ดพุงช้าง
อบเชย หนุมานประสานกาย ว่านหางจระเข้ รางจืด
พุงทะลาย   กระวาน หนอนตายหยาก
สำโรง   เนระพูสีไทย สะค้าน
      เพชรสังฆาต

3. ใบ

ใบ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญกับต้นพืชมีหน้าที่ สังเคราะห์แสง ผลิตอาหาร และเป็นส่วนแลกเปลี่ยนน้ำและอากาศของต้นพืช ใบเกิดจากด้านนอกของกิ่งหรือตากิ่ง ลักษณะที่พบโดยทั่วไปเป็นแผ่นที่มีสีเขียว (สีเขียวเกิดจากสารชื่อคลอโรฟิลล์อยู่ในใบของพืช) ใบของพืชหลายชนิดใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เช่น มะกา ฟ้าทะลายโจร กะเพรา ชุมเห็ดเทศ ฝรั่ง มะขามแขก เป็นต้น

รูปร่างและลักษณะของใบ ใบที่สมบูรณ์มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ตัวใบ ก้านใบและหูใบ ใบที่มีส่วนประกอบครบทั้ง 3 ส่วน เรียกว่าใบสมบูรณ์ และใบที่มีส่วนประกอบไม่ครบ อาจมีเพียงหนึ่งหรือสองส่วน

แผ่นใบ มีรูปร่างหลายอย่าง อาจเป็นรูปไข่ รูปวงรี รูปใบหอก รูปหัวใจ รูปขอบขนาน หรือสามเหลี่ยม ขอบใบอาจเรียบ หยักเว้าเป็นแฉก หยักเป็นซี่ฟัน หรือเป็นคลื่น ปลายใบและโคนใบ ก็มีลักษณะแตกต่างกันได้ เช่นปลายมน ปลายแหลม ถ้าเราสามารถสังเกตและจดจำลักษณะเหล่านี้ของพืชแต่ละชนิดได้ จะช่วยในการจำแนกพืชที่ดูเพียงผิวเผินว่ามีลักษณะคล้ายกัน ออกจากกันได้อย่างชัดเจน


ชนิดของใบ แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

    1. แบบใบเดี่ยว มีแผ่นใบชิ้นเดียว ก้านใบอันหนึ่งมีเพียงใบเดียว เช่น กระวาน กานพลู ขลู่ ยอ เป็นต้น บางชนิดขอบใบเว้าลึกเป็นแฉกจนถึงเกือบเส้นกลางใบ แต่ตัวใบไม่ขาดออกจากกัน เช่น ใบมันสำปะหลังก็ยังจัดเป็นใบเดี่ยว

  1. แบบใบประกอบ แผ่นใบแยกย่อยเป็นหลายแผ่น แต่ละแผ่นย่อยเรียกว่าใบย่อย แต่ละใบย่อยอาจจะมีส่วนประกอบครบ 3 ส่วน เหมือนใบเดี่ยวหรือไม่ก็ได้ บางครั้งอาจเป็นการยากที่จะบอกได้ว่า ใบนั้นเป็นใบเดี่ยวหรือใบประกอบ เพราะขนาดของใบย่อยในพืชแต่ละชนิดไม่เท่ากัน และไม่จำเป็นต้องมีขนาดเล็กเสมอไป ใบย่อยบางชนิดมีขนาดใหญ่ เช่นใบชุมเห็ด บางครั้งใบเดี่ยวก็มีขนาดเล็กจนทำให้เข้าใจผิดได้ว่าเป็นใบประกอบ เช่น ต้นลูกใต้ใบ เป็นต้น สิ่งที่จะช่วยในการสังเกต คือ ตาซอกใบ ซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณซอกระหว่างใบและกิ่ง ไม่งอกอยูในซอกระหว่างใบย่อยและแกนกลางใบ รวมถึงการสังเกตความแก่อ่อนของใบ ใบประกอบความแก่อ่อนของใบย่อย จะเท่ากันตลอดตั้งแต่โคนใบถึงปลายใบ ตรงปลายสุดไม่เป็นยอดที่จะเจริญต่อไป เช่น มะขามแขก แคบ้าน ขี้เหล็ก เป็นต้น
ใบประกอบชั้นเดียว

 

 

ใบประกอบ อาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิด

  1. ใบประกอบแบบพัด ใบย่อยทุกใบแยกออกจากจุดเดียวกัน เช่น ใบหนุมานประสานกาย เป็นต้น
  2. ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยแยกออกจากแกนกลาง ที่เป็นก้าน ยาวเรียว ใบประกอบชนิดนี้ อาจมีชั้นเดียว คือมีการแตกใบย่อยครั้งเดียว เช่น ใบสะเดา หรือแตกเพิ่มเป็น 2-3 ครั้ง เรียกว่าใบประกอบ 2 ชั้น ใบประกอบ 3 ชั้น ตามลำดับ

ตัวอย่างใบประกอบ 2 ชั้น เช่น ใบก้ามปู ใบสีเสียด เป็นต้น

ตัวอย่างใบประกอบ 3 ชั้น เช่น ใบปีบ ใบเพกา เป็นต้น

ใบประกอบ 2 ชั้น

 

 

การเรียงตัวของใบ ลักษณะการเรียงตัวของใบที่พบบ่อย ๆ ได้แก่

  1. ออกสลับ แต่ละข้อมี 1 ใบ
  2. ออกตรงข้าม แต่ละข้อมีใบ 1 คู่ เช่น ใบกะเพรา
  3. 3. ออกรอบข้อ แต่ละข้อมีใบมากกว่า 2 ใบ เรียงรอบข้อ เช่น ใบบานบุรี ยี่โถ

สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างของใบ คือเส้นใบ โดยทั่วไป เส้นใบมี 2 แบบ คือ แบบขนานและแบบร่างแห รวมทั้งยังมีความแตกต่างของเนื้อใบ เนื้อใบมีหลายอย่างเช่น แบบหนัง แบบหญ้า แบบกระดาษ แบบอมน้ำ หากสังเกตตัวใบควรสังเกตความหนาบางและความอวบน้ำของใบด้วย จะช่วยให้เรารู้จักต้นไม้นั้นดียิ่งขึ้น

4. ดอก

ดอก เป็นส่วนที่สำคัญในการแพร่พันธุ์ของพืช เป็นลักษณะเด่นพิเศษของต้นไม้แต่ละชนิดส่วนประกอบของดอกมีความแตกต่างกันตามชนิดของพันธุ์ไม้ และลักษณะที่แตกต่างกันนี้ใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการจำแนกประเภทของต้นไม้ ดอกของต้นไม้หลายชนิดเป็นยาได้ เช่น กานพลู ชุมเห็ดเทศ พิกุล ลำโพง ดอกคำฝอย เป็นต้น

รูปร่างและลักษณะของดอก ดอกมีส่วนประกอบสำคัญ 5 ส่วน คือ ก้านดอก กลีบรอง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ดอกที่มีส่วนประกอบครบ 5 ส่วนเรียกว่า ดอกสมบูรณ์ การสังเกตลักษณะของดอกควรสังเกตทีละส่วนอย่างละเอียดเช่น กลีบดอก สังเกตจำนวนของกลีบดอก การเรียงตัวของกลีบดอก รูปร่างของกลีบดอก สี กลิ่น เป็นต้นลักษณะที่ดอกออกจากตาดอกนั้นมีทั้งแบบดอกเดี่ยว คือ ก้านดอกอันหนึ่งมีดอกเพียงดอกเดียว เช่นดอกกุหลาบ ดอกบัว กระทกรก ชบา และแบบดอกช่อ คือ ก้านดอกอันหนึ่งมีมากกว่า 2 ดอกขึ้นไป เช่น กล้วย หญ้า พลับพลึง ข้าวโพด เป็นต้น การเรียงตัวของช่อดอกนี้มีมากมายหลายอย่างขึ้นอยู่กับชนิดของพืช จึงควรสังเกตลักษณะพิเศษของดอกแต่ละชนิดให้ดี

5. ผล

ผล คือ ส่วนของพืชที่เกิดจากการผสมระหว่างเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน หรือคนละดอกก็ได้ มีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันออกไปตามชนิดของพืช มีผลของต้นไม้บางอย่างเป็นยาได้ เช่น มะเกลือ ดีปลี มะแว้งต้น กระวาน เป็นต้น

รูปร่างและลักษณะผล มีมากมายหลายอย่างตามชนิดของต้นไม้ที่แตกต่างกัน

แบ่งลักษณะการเกิดของผล แบ่งได้เป็น

  1. ผลเดี่ยว คือ ผลที่เกิดจากรังไข่อันเดียว เช่น ฝรั่ง ทับทิม มะพร้าว เป็นต้น
  2. ผลกลุ่ม คือ ผลที่เกิดจากดอกเดี่ยวที่มีหลายรังไข่หลอมรวมกัน เช่น น้อยหน่า เป็นต้น
  3. ผลรวม คือ ผลที่เกิดจากดอกช่อหลายดอก เช่น สับปะรด ยอ เป็นต้น

และยังมีการแบ่งผลออกเป็น 3 แบบ คือ ผลเนื้อ ผลแห้งชนิดแตก และผลแห้งชนิดไม่แตกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การสังเกตลักษณะของผลทำได้ไม่ยาก ต้องสังเกตลักษณะผลทั้งลักษณะภายนอก และภายในจึงจะสามารถจำแนกผลไม้นั้นว่าแตกต่างกับต้นไม้อย่างอื่นอย่างไร นอกจากผลของต้นไม้เป็นยาได้ ยังมีเมล็ดภายในผลที่อาจเป็นยาได้อีกเช่น สะแก ฟักทอง เป็นต้น ฉะนั้นในการสังเกตลักษณะของผล ควรสังเกตลักษณะรูปร่างของเมล็ดไปพร้อมกันด้วย


 

เฉลย แนวข้อสอบ ตัวยาสมุนไพร (ปฏิบัติ) ชุดที่ ๑ /๒๕๕๕

เฉลยแนวข้อสอบ ตัวยาสมุนไพร (ปฏิบัติ) ชุดที่๑ /๒๕๕๕

๑. รากทองพันชั่ง       รสเมาเบื่อ………….แก้โรคผิวหนัง,กลาก,เกลื้อน

๒. ฝักคูน/หวานเอียน/ระบายท้อง,แก้ฟกช้ำบวม,แก้ลมเข้าข้อ

๓. กระบือเจ็ดตัว/ร้อน/ขับน้ำคาวปลา,แก้สันนิบาตรหน้าเพลิง

๔.หนุมานประสานกาย/ฝาดเอียนเย็น/แก้ไอ,แก้หอบหืด,แก้อาเจียนเป็นโลหิต,ห้ามเลือด,สมานบาดแผล

๕.ว่านมหากาฬ/เย็น/ดับพิษไข้,แก้พิษตานซาง,แก้ไข้ตัวร้อน

๖.ผักหวานบ้าน/เย็น/แก้ตัวร้อน,ถอนพิษไข้,แก้ไข้กลับซ้ำ

๗.กรรณิกา/ขม/บำรุงน้ำดี

๘.ผักบุ้งทะเล/เย็น/แก้คันผิวหนัง,แก้พิษแมงกะพรุน,ถอนพิษลมเพลมพัด

๙.หญ้าหนวดแมว/จืด/ขับปัสสาวะ,แก้ขัดเบา

๑๐.พิมเสนต้น/เย็น(หอม)/แก้ลม.บำรุงหัวใจ,แก้ไข้,ถอนพิษ

๑๑.ผักคราดหัวแหวน/เอียนเบื่อเล็กน้อย/แก้ริดสีดวงผอมเหลือง,แก้พิษตานซาง

๑๒.อัคคีทวาร/ขื่นเบื่อ/แก้ปวดศีรษะ,แก้ริดสีดวงทวาร

๑๓.อินทนิลน้ำ/เย็นเล็กน้อย/แก้ทางเดินปัสสาวะพิการ/แก้เบาหวาน

๑๔.สำมะงา/เย็นเบื่อ/ต้มอาบน้ำแก้โรคผิวหนัง,แก้คัน

๑๕.กระตังบาย/เมาเบื่อ/แก้ไข้,ขับเหงื่อ,แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

๑๖.แก้ว/ร้อนเผ็ดสุขุม/ขับโลหิตระดูสตรี/บำรุงธาตุ,แก้จุกเสียด

๑๗.ประยงค์/เบื่อเอียน,ถอนพิษยาเบื่อเมา,ทำให้อาเจียน

๑๘.ตะไคร้หอม/เผ็ดร้อนปร่า/ขับลม,แก้ปวดท้อง,จุกเสียด

๑๙ชุมเห็ดเทศ/เบื่อเอียน/ตำหรือขยี้ทาแก้กลากเกลื้อน,แก้โรคผิวหนัง

๒๐.ชิงช้าชาลี/ขม/แก้พิษฝีดาษ,แก้ไข้เหนือ,บำรุงกำลัง,เจริญอาหาร

๒๑.รกมะขาม/ฝาดเปรี้ยวเล็กน้อย/แก้ท้องเสีย

๒๒.เหง้าบัวหลวง/หวานมันเล็กน้อย/บำรุงกำลัง,แก้ร้อนในกระหายน้ำ,แก้เสมหะ,แก้ไข้เพื่อดี,แก้ไข้

๒๓. ใบ กระดูกไก่ดำ/นำมาตำคั้นน้ำมาผสมกับเหล้ากิน แก้ไอ อาเจียนเป็นเลือด ช้ำใน กากของใบนำมาพอกแผลที่พิษอสรพิษขบกัดหรือแก้ช้ำชอกเนื่องจากพลัดตกหกล้ม กระทบกระแทกของแข็ง ใบนำมาต้มและดื่ม แก้ช้ำ ขับเลือดข้นในร่างกายให้กระจาย ขับปัสสาวะ รากและใบ ตำผสมกันแล้วนำมาพอกแผล ถอนพิษอสรพิษขบกัด ใบนำมาต้มใช้อาบน้ำแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน และแก้ลมขัดบวมตามข้อ

๒๔.ใบจำปี/ ใบ นำมาทำเป็นยาขับระดูขาว แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรังระงับไอ ต่อมลูกหมากอักเสบ

       นำใบที่ตามแห้งแล้วหรือผิงไฟให้แห้งประมาณ 10-15 กรัม มาต้มกับน้ำรับประทานแก้ไอและแก้

หลอดลมอักเสบ

๒๕.จำปี/ดอก/หอมเย็น/แก้ลม,บำรุงหัวใจ

๒๖.ฟ้าทะลายโจร/ขมเอียน/แก้ไข้,แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ,แก้ท้องร่วง

๒๗.นนทรี/ฝาดเบื่อ/ขับโลหิต,กล่อมเสมหะและโลหิต,แก้ท้องร่วง

๒๘.ฝิ่นต้น/ฝาดเมา/แก้ปวดเมื่อย,คุมธาตุ,แก้ลงแดง,แก้อาเจียน,

๒๙.ลิ้นงูเห่า/เย็นเบื่อ/ฝนกับสุรา   ทาแก้พิษตะขาบ /แมงป่อง/พิษงู

๓๐.กระพังโหม/แก้พิษตานซาง,แก้ตัวร้อน,ขับลม,แก้ธาตุพิการ,แก้ท้องเสีย,เจริญอาหาร,ขับพยาธิไส้เดือน

๓๑.ว่านน้ำ/เผ็ดร้อนหอม/แก้ปวดท้อง,แก้จุกเสียด,ขับลม

๓๒.เถารางจืด/จืด/ถอนพิษเบื่อเมา,แก้พิษไข

๓๓.ธรณีสาร/ราก/จืดเย็น/แก้ไข้ตัวร้อน,แก้พิษตานซางเด็ก

๓๔.รากเข็มขาว/หวาน/แก้โรคตา,เจริญอาหาร

๓๕.เสลดพังพอน/ใบ/จืด/รักษาอาการอักเสบเฉพาะที่(ปวด บวม แดง ร้อนที่ไม่มีไข้) จากพิษสัตว์กัดต่อย

 

 

แนวข้อสอบ ตัวยาสมุนไพร(ปฏิบัติ) ชุดที่๑/๒๕๕๕

แบบทดสอบ ตัวยาสมุนไพร (ปฏิบัติ)   ชุดที่๑/๒๕๕๕

จงเติมคำ  บอกรส และสรรพคุณตัวยาดังนี้

๑.รากทองพันชั่ง                      รส………………………………..สรรพคุณ…………………………………

๒. ฝักคูน                                รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๓.ใบกระบือเจ็ดตัว                   รส……………………………….สรรพคุณ……………………………….. 

๔.ใบหนุมานประสานกาย          รส……………………………….สรรพคุณ……………………………….. 

๕.รากผักหวานบ้าน                   รส……………………………….สรรพคุณ……………………………….. 

๖.ใบกรรณิการ์                            รส……………………………….สรรพคุณ……………………………….. 

๗.ใบผักบุ้งทะเล                          รส……………………………….สรรพคุณ……………………………….. 

๘.ต้นและใบ หญ้าหนวดแมว           รส……………………………….สรรพคุณ……………………………….. 

๙.ใบพิมเสนต้น                             รส……………………………….สรรพคุณ……………………………….. 

๑๐.ต้นและใบ ผักคราดหัวแหวน      รส……………………………….สรรพคุณ……………………………….. 

๑๑.ใบ/ต้นอัคคีทวาร                       รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๑๒.ใบอินทนิลน้ำ                             รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๑๓.ใบสำมะงา                                 รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๑๔.รากต้นกระตังบาย                      รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๑๕.ใบแก้ว                                       รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๑๖.รากประยงค์ (หอมไกล)             รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๑๗.เหง้าตะไคร้หอม                         รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๑๘.ใบชุมเห็ดเทศ                            รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๑๙.ใบ/เถา ชิงช้าชาลี                     รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๒๐.รกในฝักมะขามบ้าน                    รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๒๑.เหง้าบัวหลวง                             รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๒๒.ใบ/ต้น กระดูกไก่ดำ                    รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๒๓.ใบต้นจำปี                                   รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๒๔.ดอกจำปา                                   รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๒๕.ฟ้าทะลายโจร ทั้ง ๕                   รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๒๖.เปลือกต้นนนทรี                          รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๒๗.เปลือกฝิ้นต้น                              รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๒๘.รากต้นลิ้นงูเห่า                           รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๒๙.เถา/ใบ กระพังโหม                    รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๓๐.หัวว่านน้ำ                                   รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๓๑.ใบ/เถา รางจืด                            รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๓๒.รากต้นธรณีสาร                           รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๓๓.รากต้นเข็มขาว                           รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

๓๔.ใบเสลดพังพอน (พญายอ)          รส……………………………….สรรพคุณ………………………………..

 

Tag Cloud